สมัย ร. 4 ฝรั่งเศสได้เขมรส่วนนอก เพราะการอนุมัติของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์

เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์ (นั่งกลาง) กับขุนนางชั้นผู้ใหญ่สมัย รัชกาลที่ 4 เมื่อครั้งเป็นหัวหน้าในการทำสนธิสัญญากับราชทูตปรัสเซีย (นั่งขวาสุด)

ปี ค.ศ. 1863 (พ.ศ. 2406) เป็นปีที่ดินแดนเขมรส่วนนอก (พื้นที่ประเทศเขมรตอนล่างทั้งหมดถึงชายแดนญวน) ตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศส ที่หรือที่คนไทยใหญ่เรียกว่า การเสียดินแดนครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 4 หากเบื้องหลังครั้งนี้ ไกรฤกษ์ นานา เขียนไว้ใน “ประวัติศาสตร์นอกตำราฯ” มีสาเหตุจากการ “อนุมัติของเจ้าพระยากลาโหมศรีสุริยวงศ์” มาดูลำดับเรื่องราวนี้ที่ไกรฤกษ์ อธิบายไว้กัน

“เขมรตกเป็นประเทศราชของสยามตั้งแต่ปี ค.ศ. 1782 (พ.ศ. 2325) แต่พอถึงปี ค.ศ. 1813 (พ.ศ. 2356) ก็ตกเป็นเมืองขึ้นของญวน แล้วกลับมา สวามิภักดิ์กับไทยอีกครั้งในปี ค.ศ. 1846 (พ.ศ. 2389) โดยนัยนี้เขมรต้องส่งบรรณาการมายังราชสํานักไทยทุกๆ ปี ในขณะเดียวกันก็จัดส่งไปยังกรุงเว้ (เมือง หลวงของญวน) ด้วยทุกๆ 3 ปี

ในแง่การเมือง เขมรได้สูญเสียอธิปไตยไปแล้วเมื่อคราวที่สยามกับญวน ทําสงครามต่อกัน นั้นก็คือต่างฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าอธิราชเหนือเขมร สําหรับฝรั่งเศสนั้น เขมรจะทําให้ดินแดนที่ครอบครองใหม่ในคาบสมุทรอินโดจีนสมบูรณ์ขึ้น ฝรั่งเศสจึงต้องการเข้ามาแทนที่สยามในเขมร และพร้อมจะอ้างกรรมสิทธิ์เหนือเขมรจากการที่ตนได้ครอบครองญวนภายหลังยึดไซ่ง่อนได้ในปี ค.ศ. 1859 (พ.ศ. 2402)

สนธิสัญญาฝรั่งเศส-ญวน ที่ฝรั่งเศสทํากับญวนในปี ค.ศ. 1862 (พ.ศ. 2405) ทําให้ฝรั่งเศสได้เป็นเจ้าของโคชินไชน่า (ภาคใต้ของญวน) ประกอบด้วยหัวเมืองทั้งหกคือ เบียนหัว เจียดินห์ ดินห์เทือง ฮวงโห อังเกียง และฮาเตียน อีกทั้งปากแม่น้ำโขงทั้งหมด ซึ่งเท่ากับได้ครอบครองปากแม่น้ำโขงอันเป็นจุดยุทธศาสตร์สําคัญ แต่ 3 หัวเมืองแรกก็เป็นพื้นที่ทับซ้อนอยู่ในเขตของเขมรด้วย ดังนั้น ฝรั่งเศสจึงต้องการแย่งไปจากไทยซึ่งเป็นเจ้าอธิราชเหนือเขมรอยู่

ต่อมานายพลทหารเรือฝรั่งเศสคนหนึ่งนามว่า พลเรือตรี กรองดิเยร์ ก็ เข้าไปยังพนมเปญ แล้วเกลี้ยกล่อมให้พระนโรดม กษัตริย์เขมรทําสัญญาอยู่ใน ความคุ้มครองของฝรั่งเศสเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 1863 สัญญาฉบับนี้ ช่วยปลดแอกเขมรจากการเป็นเมืองขึ้นของไทย โดยทางฝรั่งเศสถือว่าเป็น จุดเปลี่ยน สําคัญต่อการเข้าไปมีบทบาทยิ่งขึ้นในการผนวกดินแดนเพิ่มเติมปูทางไปสู่การตั้งสหภาพอินโดจีนในที่สุด

ต่อมาพระนโรดมก็กลัวความผิด เพราะเหมือนการแปรพักตร์จากราชสํานัก ไทยไปอยู่กับฝ่ายตรงข้าม  จึงรีบเขียนสาส์นแก้ตัวเข้ามายังเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ที่กรุงเทพฯ ออกตัวว่าจําใจทําไปเพราะถูกฝรั่งเศสบังคับ แต่ใจจริงแล้วยังจงรักภักดีต่อไทยโดยขอทําสัญญาลับกับไทยว่ายังเป็นเมืองประเทศราชของไทยต่อไป

พอรัฐบาลฝรั่งเศสรู้ระแคะระคายก็โจมตีสัญญาฉบับใหม่ของสยามกับเขมร ว่าเป็นโมฆะ และข่มขู่ให้ไทยสละสิทธิ์เหนือเขมรทันที

เมื่อเห็นฝรั่งเศสเอาจริง และฝ่ายไทยก็ไม่พร้อมที่จะทําสงครามกับชาติ มหาอํานาจ รัฐบาลสยามก็กลับลําหันมาเจรจาประนีประนอมกับทางฝรั่งเศสและ หยุดความพยายามที่จะเอาเขมร (ส่วนนอก) กลับคืนมา

สยามยอมสละภาคตะวันออกของเขมรไปเพื่อรักษาสัมพันธไมตรีกับพระเจ้านโปเลียนที่ 3 ดังเจตนารมณ์ที่ได้ยืนยันไว้เมื่อส่งคณะทูตถึงปารีส ในปี ค.ศ. 1861 (พ.ศ. 2404) เหตุการณ์นี้อยู่ภายใต้ความรับผิดชอบและ อํานาจหน้าที่ของเจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์โดยตรง)

โดยในปี ค.ศ. 1817 (พ.ศ. 2410) ท่านก็ได้ส่งพระยาสุรวงศ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) บุตรชายคนโตของท่านให้เดินทางไปปารีสอีกครั้งเพื่อลงนามในสนธิ สัญญาฉบับใหม่ปักปันเขตแดนเขมร พร้อมเปิดใจที่จะยกดินแดนผืนนี้ให้โดย ไม่ติดใจเอาความ ดังคําชี้แจงต่อไปนี้

‘เขมรตกอยู่ภายใต้อารักขาของฝรั่งเศสโดยปราศจากเงื่อนไข และไทยก็ยินยอมอย่างเต็มใจ รัฐบาลไทยไม่เคยปรารถนาที่จะได้ ประเทศนี้กลับคืนมาอยู่ใต้การปกครองอีก ข้าพเจ้าขอให้ท่านได้โปรด เรียน ฯพณฯ รัฐมนตรีด้วยว่าเราลืมปัญหาข้อนี้หมดแล้ว และขอให้ท่านวางใจด้วยว่าไทยไม่เคยมีความคิด ไม่เคยแม้ปรารถนาที่จะ ต่อต้านการดําเนินงานนี้ ให้เป็นผลสําเร็จ’

การตัดสินใจของท่านเจ้าพระยาศรีสุริยวงค์ซื้อใจรัฐบาลฝรั่งเศสในหลายกรณี สร้างความพึงพอใจให้พระเจ้านโปเลียนที่ 3 อยู่ไม่น้อย และเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทําให้ท่าทีของฝรั่งเศสเปลี่ยนไปจากความเป็น ปฏิปักษ์ต่อสยามเป็นเก็บสยามไว้เป็นมิตรประเทศที่คุยกันรู้เรื่อง จนเกิดกระแสใหม่ของการสร้างค่านิยมในตัวท่านอัครมหาเสนาบดีให้ได้รับการ ยอมรับอย่างสูงส่งในสมัยหนึ่ง”


ข้อมูลจาก

ไกรฤกษ์ นานา. ประวัติศาสตร์นอกตำรา สยามรัฐตามทรรศนะโลกตะวันตก, สำนักพิมพ์มติชน กุมภาพันธ์ 2560


เผยแพร่ข้อมูลในระบบออนไลน์ครั้งแรก 15 กุมภาพันธ์ 2564

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป