“มาตา ฮารี” นักระบำเปลื้องผ้า โสเภณี และสายลับสองหน้า (ผู้บริสุทธิ์?)

การแสดงของ มาตา ฮารี ในปี 1905

“มาตา ฮารี” นักเต้นสุดเซ็กซี่อันโด่งดัง และยังเป็นฉายาที่มอบให้กับบรรดาสายลับหญิงที่ใช้เสน่ห์เป็นอาวุธในการล้วงความลับจากเหยื่อเพศชายที่หลงในแรงดึงดูดแห่งกามาอันยากจะปฏิเสธของเธอ แต่ตัวตนจริงๆ ของ มาตา ฮารี อาจเป็นเพียงเหยื่อของระบบที่ทำให้ผู้หญิงตัวคนเดียวต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดเท่านั้น

พื้นเพของนักเต้นระบำคนดังเป็นชาวฮอลันดา เกิดในครอบครัวช่างทำหมวกมีอันจะกิน บ้านอยู่ใกล้กับชายแดนเยอรมนี เดิมเธอมีชื่อว่า มากาเรธา เกียร์ทรูดา เซลล์ (Magaretha Geetruida Zelle) พ่อแม่ของเธอเลิกกันหลังพ่อของเธอล้มละลายเพราะเล่นหุ้นน้ำมัน ก่อนที่แม่จะมาตายตั้งแต่เธออายุได้ 14 ปี การขาดแม่ตั้งแต่ยังเด็กก็ทำให้เธอต้องรับผิดชอบอะไรหลายๆ อย่างเกินกว่าเด็กวัยเดียวกัน

เมื่ออายุได้ 18 ปี เธอไปเจอประกาศหาคู่ในหนังสือพิมพ์ของนายทหารแก่ที่ประจำการอยู่ในชวาซึ่งอายุพอที่จะเป็นพ่อเธอได้ เธอจึงลองสมัครไปเล่นๆ แต่ปรากฏว่านายทหารคนนี้เอาจริง เธอจึงได้แต่งงานกับ รูดอล์ฟ แมคลาว (Rudolph MacLeod) นายทหารแห่งกองทัพอาณานิคมดัตช์เชื้อสายสก็อต ซึ่งขณะนั้นอายุได้ 39 ปีแล้ว

การแต่งงานทำให้ “เกรธา” มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ทั้งคู่เดินทางไปใช้ชีวิตร่วมกันที่ชวา อาณานิคมของฮอลันดาสมัยนั้น ตั้งแต่ปี 1895 (พ.ศ. 2438) หลังจากมีลูกชายด้วยกันหนึ่งคน และการเดินทางครั้งนี้เอง ที่ทำให้เธอได้ฝึกฝนการเต้นระบำแบบพื้นเมืองชวา ซึ่งกลายเป็นความสามารถติดตัวที่สร้างชื่อให้เธอในภายหลัง

ในระหว่างที่ทั้งคู่คบหากัน มีการกล่าวหาว่าเธอและแมคลาว เคยร่วมกันกรรโชกทรัพย์หนุ่มโชคร้ายหลายรายที่ถูกยั่วตัณหาโดยเกรธา ก่อนที่แมคลาวจะทำทีหุนหันเข้ามาเห็นการทำชู้โดย “บังเอิญ” แต่ความจริงเป็นการเตี๊ยมไว้ก่อนของคู่สามีภรรยาจนทำเงินให้กับทั้งคู่ไปหลายอัฐ ซึ่งก็ไม่รู้ว่า เกรธา เต็มใจให้ความร่วมมือในการก่ออาชญากรรมนี้หรือไม่ หรือมันเป็นเพียงเรื่องแต่งทั้งหมด

นอกจากนี้ การสมรสของเธอก็ยังเต็มไปด้วยปัญหาอื่นๆ ว่ากันว่า เกรธา ชอบโปรยเสน่ห์ใส่หนุ่มๆ ทั้งเศรษฐีพื้นเมือง และทหารที่ถูกส่งไปประจำการในแดนอาณานิคม ฟากสามีก็เลยตอบโต้ด้วยการไปมั่วกับหญิงอื่น และใช้กำลังทุบตีเธอ ซึ่งเธอเคยกล่าวหาว่า สามีคนนี้เคยพยายามฆ่าเธอด้วยมีดหั่นขนมปัง แต่เธอเอาชีวิตรอดมาได้ก็เพราะเก้าอี้ที่ขวางทางอยู่ทำให้เธอวิ่งหนีไปขอความช่วยเหลือได้ทัน

เธอยังเคยติดเชื้อซิฟิลิสสามี ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เธอบอกว่า จริงๆ แล้วเธอไม่ได้ชอบการร่วมเพศ [เหมือนอย่างที่หลายคนคิด] เนื่องมาจากประสบการณ์ที่ไม่อาจลืมซึ่งเธอได้รับจากสามี และขณะที่อยู่ในชวา ลูกๆ ของเธอทั้งนอร์แมน (Norman) ลูกชายคนโต และนอน (Non) ลูกสาวก็ป่วยหนักอย่างปริศนา บ้างก็ว่าทั้งคู่อาจป่วยด้วยเชื้อซิฟิลิสที่ติดจากพ่อหรือแม่ บ้างก็ว่าพวกเขาถูกวางยาโดยพี่เลี้ยงเด็ก ซึ่งผลทำให้นอร์แมน เสียชีวิต ส่วนนอน สามารถรอดตายมาได้แบบหวุดหวิด

เมื่อทั้งคู่เดินทางกลับฮอลันดาในปี 1902 (พ.ศ. 2445) ก็ตัดสินใจแยกกันอยู่ เกรธาได้สิทธิในการเลี้ยงดูลูก แต่เมื่อเธอไม่มีทางเลือกในการประกอบอาชีพมากนัก เกรธาจึงเดินทางไปกรุงปารีสตามลำพังในปี 1905 (พ.ศ. 2448) โดยเธอได้กล่าวถึงการตัดสินใจในครั้งนั้นว่า “ฉันคิดว่าผู้หญิงทุกคนที่หนีผัวก็คงต้องไปปารีสทุกคนนั่นแหละ”

ที่ปารีส เธอสร้างชื่อเสียงขึ้นมาด้วยการเป็นนักเต้นระบำแบบตะวันออก ด้วยชุดที่ประดับด้วยอัญมณีแพรวพราวทั่วร่าง ภายใต้ชื่อในวงการว่า “คุณหญิงแมคลาว” (Lady MacLeod) ก่อนเปลี่ยนไปใช้ชื่อ “มาตา ฮารี” ภาษามาเลย์ที่หมายถึงแสงสว่างของดวงอาทิตย์ (แปลตรงๆ ว่า “eye of the day” หรือดวงตาแห่งทิวากาล) จากนั้นในปี 1906 “มาตา ฮารี” กับแมคลาว ก็หย่าขาดจากกันอย่างเป็นทางการ

ภาพถ่ายในปี 1906 ของ มาตา ฮารี

รูปแบบการแสดงที่ทำให้เธอโดดเด่นมีชื่อเสียงมาจากท่วงท่ายั่วยวน และพร้อมที่จะแสดงเนื้อหนังอันเปลือยเปล่าอย่างมั่นใจ ชื่อเสียงในวงการมาพร้อมกับเรื่องเล่าความเป็นมาแสนพิศดารที่เธออ้างว่าตัวเองเป็นลูกสาวนักเต้นระบำในวิหารฮินดู ต้องเต้นเปลือยต่อหน้ารูปปั้นพระศิวะตั้งแต่เธออายุได้เพียง 13 ปี ซึ่งรูปร่างหน้าตาที่คล้ายคลึงกับชาวตะวันออกก็ทำให้เรื่องเล่าดังกล่าวเข้ากันได้ดี และด้วยความที่โลกตะวันตกยังไม่คุ้นเคยดินแดนชวา ทุกคนจึงพากันเชื่อความเป็นมาที่แต่งขึ้นมาอย่างไม่มีมูลความจริง

ความโด่งดังของเธอได้มาอย่างรวดเร็วสำหรับนักเต้นที่เริ่มต้นอาชีพเมื่อมีอายุมากแล้ว (เธอเริ่มเต้นเป็นอาชีพเมื่ออายุย่างเข้าวัยเลขสาม) แต่ยุคทองของเธอก็อยู่ได้เพียงไม่กี่ปี เรือนร่างทรงเสน่ห์สำหรับนักเต้นก็เริ่มเป็นแหล่งสะสมไขมันไปตามวัย เธอจึงหันเป็นเอาดีกับการเป็นนางบำเรอให้กับชนชั้นสูง ทั้งนักการเมือง และนายทหารในหลายประเทศ ซึ่งรวมถึง จูลส์ คัมบง (Jules Cambon) นักการทูตระดับสูงของฝรั่งเศส และมกุฎราชกุมารวิลเฮล์มแห่งปรัสเซีย

การที่เธอไปคลุกคลีอยู่กับชนชั้นสูงที่มีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองและการทหารหลายประเทศ และเดินทางเข้าออกหลายประเทศเป็นว่าเล่นก็ทำให้เธอถูกต้องสงสัยว่าเธอมีเบื้องหลังอะไรหรือไม่

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 ปะทุขึ้น ขณะนั้น มาตา ฮารี ยังอยู่ในเยอรมนี แต่เมื่อเธอเดินทางไปยังฝรั่งเศสชาติศัตรู เยอรมนีก็ยึดทรัพย์สินทั้งหมดของเธอ (ที่อยู่ในเขตอำนาจของเยอรมนี) จากนั้นเธอจึงเดินทางกลับไปฮอลันดา ฝ่ายข่าวกรองของเยอรมนีได้เข้าหาเธอและขอให้เธอเดินทางไปยังฝรั่งเศสในฐานะสายลับแลกกับเงิน 5 หมื่นฟรังซ์ ซึ่งภายหลังเธออ้างว่าเธอรับปากก็เพื่อชดเชยกับทรัพย์สินที่ถูกพวกเยอรมันปล้นไป โดยไม่มีเจตนาที่จะช่วยเหลือพวกเยอรมันแต่อย่างใด

ขณะที่อยู่ในปารีส เธอตกหลุมรัก วาคิม มาสลอฟ (Vakim Maslov) นักบินรัสเซียที่ประจำการในกองทัพฝรั่งเศส ซึ่งต่อมา มาสลอฟ ได้รับบาดเจ็บจากการรบจนสูญเสียความสามารถในการมองเห็นของตาทั้งสองข้าง มาตา ฮารี ต้องการไปเยี่ยมคนรักของเธอที่รักษาตัวอยู่ในแนวหน้า ฝ่ายข่าวกรองฝรั่งเศสได้ยื่นเงื่อนไขกับเธอว่า เธอจะต้องเป็นสายลับให้กับฝรั่งเศสเพื่อล้วงความลับจากประเทศเยอรมนีเธอจึงจะมีสิทธิได้เยี่ยมคนรัก ด้วยเห็นว่าเธอสามารถเข้าถึงตัวผู้นำระดับสูงของเยอรมันได้ รวมถึงองค์มกุฎราชกุมาร จึงเสนอค่าตอบแทนอีกต่างหาก 1 ล้านฟรังซ์ มาตา ฮารี จึงยอมรับเงื่อนไขดังกล่าวด้วยหวังจะได้เริ่มชีวิตใหม่กับคนรักใหม่

แต่ขณะที่เธอกำลังออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่เบลเยียมด้วยเรือจากสเปน เธอถูกอังกฤษกักตัวและสอบสวนอยู่เป็นเวลานานก่อนที่จะปล่อยตัวไป เข้าถึงช่วงปลายปี 1916 (พ.ศ. 2459) เธอเดินทางกลับไปยังสเปนและตัดสินใจที่จะล้วงความลับจาก อาโนลด์ เคลเลอ (Arnold Kalle) ทูตทหารเยอรมันในมาดริด และขอให้ช่วยจัดการให้เธอได้พบกับมกุฎราชกุมารแห่งปรัสเซียที่เธอเคยมีสัมพันธ์ด้วย แต่ทูตทหารเยอรมันรู้ทันสายลับสมัครเล่นจึงได้แต่บอกข้อมูลที่ล้าสมัย หรือข้อมูลเท็จให้กับเธอไป ส่วนเธอก็เล่าเรื่องข่าวลือทางฝั่งฝรั่งเศสซึ่งก็ไม่ได้มีราคาอะไรมากเป็นการแลกเปลี่ยน

ไม่นานจากนั้น ทูตเยอรมันรายนี้ก็ส่งข้อความลับซึ่งได้จาก “H21” สายลับที่ลักษณะตรงกับ “มาตา ฮารี” กลับไปยังเบอร์ลินโดยใช้รหัสลับที่ทางฝรั่งเศสสามารถถอดได้แล้ว ราวกับจงใจที่จะเล่นงาน มาตา ฮารี ที่เธอให้ข้อมูลขยะกับเขาเป็นการเอาคืน

มาตา ฮารี เมื่อถูกจับกุมตัวในปี 1917

เมื่อ มาตา ฮารี เดินทางกลับกรุงปารีส เธอไม่สามารถติดต่อผู้ดูแลของเธอได้ กลับกันเธอถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสด้วยข้อหาจารกรรมเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 1917 (พ.ศ. 2460) และถูกพิจารณคดีเป็นการลับ ก่อนที่ศาลจะตัดสินให้เธอมีความผิดต้องโทษประหารชีวิต ซึ่งว่ากันว่า เธอเป็นเพียงแพะรับบาปของรัฐบาลฝรั่งเศสต่อความล้มเหลวในการทำสงคราม โดยโทษว่าเธอขายความลับให้กับพวกเยอรมันทำให้ฝรั่งเศสต้องเสียท่า

ในวาระสุดท้าย มาตา ฮารี หญิงแกร่งที่ต้องพึ่งพาตนเองตั้งแต่เด็กเลือกที่จะเผชิญหน้ากับความตายอย่างกล้าหาญ เธอขอให้เพชฌฆาตไม่ต้องปิดตาของเธอขณะลั่นไก เธอจะจบชีวิตลงในวันที่ 15 ตุลาคม 1917 และกลายเป็นตำนานเล่าขานถึงปัจจุบัน แต่เรื่องราวของเธอก็ยังคงเป็นที่ถกเถียงในหลายแง่มุมโดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ทำให้เธอต้องจบชีวิตลง ซึ่งเราอาจจะได้เห็นภาพชีวิตของ มาตา ฮารี ที่ชัดเจนขึ้นในเร็วๆ นี้ เนื่องจากทางฝรั่งเศสเตรียมที่จะเปิดเผยเอกสารลับเกี่ยวกับการพิจารณาคดีและเอกสารอื่นๆ ของกองทัพฝรั่งเศสภายในปีนี้ (2017) กว่า 100 ปี หลังจากที่เธอจากไป


อ้างอิง:

1. “Mata Hari”. Encyclopedia Britannica. <https://global.britannica.com/biography/Mata-Hari-Dutch-dancer-and-spy>

2. “Seduced by the Memory of Mata Hari”. The Independent. <http://www.independent.co.uk/news/world/europe/seduced-by-the-memory-of-mata-hari-1805637.html>

3. “Mother, Dancer, Wife, Spy: the Real Mata Hari”. The Guardian. <https://www.theguardian.com/lifeandstyle/2016/dec/05/the-real-mata-hari-executed-abused-woman>

4. “Mata Hari”. Mashable. <http://mashable.com/2016/04/01/mata-hari/>

5. ฝันรักของ “มาตา ฮารี” โดย นารีรัตน์. บานไม่รู้โรย ฉบับ สิงหาคม 2528


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 มกราคม 2560

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป