ก่อนมี “กว๊านพะเยา” ปี 2484 ที่นี่หน้าแล้งขาดน้ำขั้นวิกฤติ

ชาวบ้านกำลังตักน้ำในบ่อกลางกว๊าน บรรทุกไปขายในตัวเมืองพะเยา (ภาพจาก หนังสือภาพ “เมืองไทย” กรมโฆษณาการปี่ที่ 1 เล่มที่ 4 ตุลาคม 2484)

“กว๊านพะเยา” เป็นชื่อบึงน้ำจืดขนาดใหญ่อันดับ2 ของประเทศที่จังหวัดพะเยา “กว๊าน” หรือเขียนตามอักษษรล้านนาว่า “คว้าน”  หมายถึงบริเวณที่กระแสน้ำกระแทกคลิ่งให้ขยายตัวออก ซึ่งอาจหมายความว่าทะเลสาบได้ด้วย แต่ก่อนที่จะเป็นกว๊านพะเยาอย่างปัจจุบันนั้น บริเวณดังกล่าวคือ “หนองนกเอี้ยง”ที่ในฤดูฝนมีน้ำมาก ในฤดูแล้งแห้งขอด ขาดแคลนน้ำเข้าขั้นวิกฤติ ถึงขนาดชาวบ้านต้องขุดบ่อน้ำกันที่เดียว

นายเต่า กัลยา เจ้าหน้าที่เกษตรอําเภอพะเยา สํารวจพื้นที่กว๊านพะเยาเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2462 บันทึกว่า หนองกว๊านอยู่ในเขตตําบลเวียง อําเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย อยู่ห่างจากน้ำแม่อิง [คนเหนือเรียกแม่น้ำว่า น้ำแม่] 25 เส้น กว้าง 50 เส้น ยาว 50 เส้น ระดับน้ำตามปกติในเดือนกันยายนตามบริเวณโดยรอบน้ำท่วม ลึกประมาณ 1ศอก ตอนกลางน้ำลึก 1 วา 3 ศอก บริเวณโดยรอบเป็นป่าไผ่และไม้กระยาเลยอยู่ห่าง จากหมู่บ้านในเวียงประมาณ 4 เส้น เมื่อแบ่งกว๊าน ออกเป็น 4 ส่วน ก็จะได้ส่วนละ 25 เส้น

พื้นที่หนองกว๊านมี 2 ตอน เรียก “กว๊านน้อย” อยู่ทางทิศตะวันตกเป็นร่องลําราง นําขึ้นไปหาขาน้ำแม่ตุ่น เยื้องไปหาชายบ้านสัน เวียงใหม่ กับ “กว๊านหลวง” อยู่ทางทิศตะวันออก ใกล้น้ำแม่อิงฝั่งขวา มีร่องน้ำผ่ากลางเชื่อมติดต่อกัน “แม่ร่องน้อยห่าง” บริเวณรอบหนองกว๊านมีหนองน้ำหลายแห่ง และมีลํารางร่องน้ำเชื่อมถึงกันทั้งหมด ที่เชื่อมกับน้ำแม่อิงเรียกว่า “ร่องเหี้ย” ไหลเชื่อมกว๊านหลวงกับน้ำแม่อิง ทั้งยังมีบรรดาลํารางร่องน้ำลําห้วยที่มีลําธารไหลมาจากภูเขาต่างๆ อีกด้วย

ก่อนปี 2484 หนองกว๊านจะมีน้ำมากเฉพาะฤดูฝน(กรกฎาคม-พฤศจิกายน) หลังจากนั้นน้ำจะลดลงเรื่อยๆ จนเหลือแต่ลําคลองหรือแม่น้ำที่ไหลลงกว๊านน้อยกับกว๊านหลวงเท่านั้น ส่วนหนองกว๊านทางใต้กับทางเหนือน้ำจะแห้งขอดจนเดินข้ามได้สะดวก ชาวบ้านที่อยู่ตามชนบทฝั่งตรงข้าม สามารถเดินทางไปมาเข้าสู่ตัวเมืองพะเยาได้อย่างสะดวกและมักจะนําพืชผลสินค้าทางเกษตร เช่น จําพวก ข้าว ครั่ง บรรทุกเกวียนมาขาย ส่วนแม่ค้าก็จะหาบของมาขายเช่น จําพวกของป่า และพืชผักต่างๆ มาขายที่ตลาดในเมืองตอนเช้า

แต่เมื่อเมืองขยายตัว ประชากรเพิ่มขึ้น ก็เกิดปัญหาตามมานั่นคือ การขาดแคลนน้ำ ปี 2447 ทางราชการคิดแก้ปัญหาโดยจะย้ายเมือง ไปอยู่บริเวณบ้านแม่ต๋ำหล่ายอิง แต่พื้นที่ๆ จะอพยพไปอยู่นั้นเป็นชุมชนของพวกเงี้ยว ความบาดหมางและความหวาดกลัวจากกรณีเหตุการณ์กบฏเงี้ยวก่อการจลาจลในภาคเหนือเมื่อปี 2445 ยังไม่จางหาย จึงทําให้ประชาชนในเมืองส่วนใหญ่เป็นชาวพื้นเมืองไม่ค่อยยอมอพยพไปอยู่ในพื้นที่ใหม่

เมื่อการย้ายเมืองไม่ประสบผลสำเร็จ ประชาชนยังต้องเผชิญกับปัญหาน้ำอุปโภคบริโภคไปอีกหลายปี แต่การขาดแคลนน้ำให้เกิดอาชีพใหม่เกิดขึ้นคือ อาชีพขายน้ำ จะมีชาวบ้านไปตักน้ำที่บ่อกลางกว๊าน ใส่ปี๊บบรรทุกเกวียน ไปขายในตัวตลาด

ระหว่างปี 2482-84 ราชการได้สร้างทํานบและประตูน้ำกั้นขวางน้ำแม่อิง บริเวณส่วนที่ไหลออกจากหนองกว๊านทางด้านตะวันออกเฉียงใต้เมื่อระดับน้ำถูกควบคุมโดยการปิด-เปิดประตูน้ำ จึงทําให้หนองน้ำธรรมชาติเปลี่ยนสภาพเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ จากหนองกว๊านย่อยๆ รวมกันเป็น “กว๊านพะเยา”

ข้อมูลของจังหวัดพะเยาปัจจุบันน้ำในกว้านพะเยามาจากการไหลรวมตัวกันของลําห้วยต่างๆ ของเทือกเขาผีปันน้ำทางด้านตะวันตกของจังหวัดพะเยา คือ ดอยขุนแม่ต๊ำ, ดอยกองหิน, ดอยขุนแม่สุก, ดอยขุนแม่ฟาด และดอยหลวง และลําน้ำต่างๆ ที่ไหลลงสู่กว๊านพะเยา ทําให้พื้นที่เฉลี่ยของกว๊านพะเยามีประมาณ 17-18 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณมากกว่า 10,000 ไร่

กว๊านพะเยาปัญหาการขาดแคลนน้ำก็ค่อยหมดไป และเมื่อปริมาณน้ำสะสมในกว๊านมีมากพอ การประปาส่วนภูมิภาค จึงเริ่มการผลิตน้ำประปาบริการแก่ประชาชนในปี 2501 ถึงปัจจุบัน ส่วนกว๊านพะเยาได้กลายเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในภาคเหนือ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำจืดที่สําคัญของกรมประมง และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สร้างความประทับ จนครูเพลงอย่างสุรพล สมบัติเจริญ และชาลี อินทรวิจิตร นำไปแต่งเพลงชื่อ “กว๊านพะเยา” เหมือนกัน

ข้อมูลจาก

สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ. ประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรมเมืองพระเยา , สำนักพิมพ์มติชน พ.ศ. 2539

สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือ. จัดพิมพ์เนื่องในพระราชพิธัมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษ 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542

เกรียงศักดิ์ ชัยอรุณ. จดหมายเหตุเมืองพะเยา, หอวัฒนธรรมนิทัศน์ วัดศรีโคมคำ อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา , พ.ศ. 2556


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 3 กรกฎราคม 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป