“ยุง” หนึ่งในศัตรูสำคัญที่ทำให้อาณาจักรโรมันล่มสลาย

ภาพแกะสลัก การแห่ศพที่กำลังจะนำไปฝังในสุสาน ซึ่งปัจจุบันดีเอ็นเอจากโครงกกระดูกของศพสามารถสืบค้นสาเหตุการเสีนชีวิตได้ (ภาพจาก เรื่องจริงนอกบันทึกประวัติศาสตร์)

การเสื่อมโทรมจนถึงกับล่มสลายของอาณาจักรโรมันในตอนต้นคริสต์ศตวรรษที่ 5 ที่นักวิชาการเขียนถึงสาเหตุไว้มากมายนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นการรุกรานของพวกอนารยชนเชื้อสายเอเชียและเยอรมัน(ชาวฮั่น, กอธ, วิสิกอธ, ออสโตรกอธ, แซ็กซัน  ฯลฯ) ความแตกแยกทางศาสนาทําให้โรมันตะวันออกซึ่งนับถือนิกายกรีกออร์โธด็อกซ์ กับโรมันตะวันตกซึ่งนับถือนิกายโรมันคาธอลิกกลายเป็นศัตรูกัน ฯลฯ แต่นั่นไม่ยังไม่น่ากลัวเท่าศัตรูตัวเล็กที่เป็นเสมือนกองทัพที่มองไม่เห็น

ผู้บุกรุกที่ต่างออกไปซึ่งมีบทบาทสําคัญในการทําลายอาณาจักรนี้ คือยุงพันธุ์อะโนเฟเลส (anopheles) ยุงพันธุ์นี้สร้างผลกระทบต่อชาวโรมันจนกระทั่งในที่สุดเมื่อเหล่าอนารยชนเยอรมันบุกโจมตี ก็อาจพบแต่ศัตรูที่ไม่สามารถสู้รบได้อีกต่อไป

ชาวโรมันย่อมรู้จักโรคมาลาเรียอย่างแน่นอน แต่ไม่รู้วิธีปราบอย่างได้ผล นักเขียนผู้หนึ่งถึงกับระบุสาเหตุของโรคเอาไว้ ลูซิอัส จูนิอัส โคล เมลลา (Lucius Junius Columella) ทหารผู้เป็นเกษตรกรเขียนบรรยายไว้เมื่อ 40 ปีก่อนคริสต์ศักราชว่า

อีกทั้งไม่ควรมีพื้นที่เฉอะแฉะอยู่ใกล้โรงเรือน หรือใกล้เส้นทางสัญจรของทหาร เพราะแหล่ง น้ำขังส่งกลิ่นเหม็นเป็นพิษยามอากาศร้อน และเป็นแหล่งเพาะพันธุ์เหล่าแมลงที่กัดแล้ว คันคะเยอน่ารําคาญ… ซึ่งมักทําให้ติดเชื้อโรค ลึกลับที่แม้กระทั่งแพทย์ก็ยังไม่เข้าใจสาเหตุ

แต่คนทั่วไปก็ยังไม่รู้ว่ายุงเป็นสาเหตุทําให้ติดเชื้อมาลาเรีย ระหว่างเดินทางไปยังโรมใน ปีค.ศ. 467 ซิโดนิอัส อะพอลลินาริส (Sidonius Apollinaris) นักเขียนจดหมายชนชั้นขุนนาง บรรยายสภาพที่ตนล้มป่วยด้วยเชื้อโรคซึ่งโจมตี ยามเมื่อ “สายลมอะตาบูลัส (Atabulus) จากคาลาเบรีย (Calabria) หรือไม่ก็แถบอีทรูเรีย (Etruria) ที่มีโรคระบาดพัดต้องกายข้า”

ชาวโรมันย่อมรู้ดีว่าดินแดนบางส่วนของบ้านเมืองเป็นอันตรายมากกว่าที่อื่นๆ ระหว่างเดือนที่อากาศอุ่นและชื้น คนมั่งมีมักโยกย้ายไปยังบ้านพักบนเขาในชนบท แต่ความเข้าใจผิดที่ว่าตัวโรคระบาดนี้แพร่กระจายทางอากาศก็ฝังแน่นต่อไปถึงศตวรรษที่ 18 อันที่จริงมาลาเรียแปลว่า “อากาศเลว” นั่นเอง

ในความเป็นจริงถึงชาวโรมันจะรู้เรื่องมาลาเรียก็ไม่มีใครตั้งข้อสังเกตเลยว่า มีการเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้นในช่วงสองศตวรรษสุดท้ายของสาธารณรัฐนี้ นักประพันธ์และแพทย์ชาวโรมันยุคนั้นเล่าถึงเรื่องการพยาบาลผู้ใหญ่ส่วนมากที่ป่วยด้วยมาลาเรียให้หายจากไข้สูงได้ เฉพาะผู้ป่วยที่ร่างกายทรุดโทรมอ่อนแอเท่านั้นที่ไม่รอดชีวิต แต่การติดเชื้อนี้ทําให้ผู้ป่วยบางคนอย่างจูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) ต้านทานโรคได้ต่อไป พลเมืองถึงกับเกิดภูมิต้านทานบางอย่างที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมซึ่งยังมีอยู่ในตัวชาวอิตาเลียนจนทุกวันนี้

แต่ในค.ศ. 1907 ดับบลิว.เอช.เอส.โจนส์ (W.H.S. Jones) ศาสตราจารย์ชาวอังกฤษเสนอความเห็นที่คาดไม่ถึงว่า มาลาเรียเป็นสาเหตุที่ทําให้อาณาจักรโรมันเสื่อมถอย คํายืนยันของเขามาจากบันทึกทางทหารซึ่งแสดงว่าชาวอิตาเลียนในพื้นที่ต่ำกว่าและร้อนกว่า ไม่ได้ส่งทหารหนุ่มเข้ารับใช้กองทัพโรมอีกต่อไป ทหารใหม่ถูกเกณฑ์จากพื้นที่แถบภูเขาเป็นหลัก

ศาสตราจารย์โจนส์คาดว่าจํานวนผู้ที่เสียชีวิตด้วยโรคมาลาเรียเพิ่มขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 2 เรื่อยมา จนกระทั่งทําให้พลเมืองร่อยหรอและอ่อนแอจนไม่เหลือคนแข็งแรงไว้สู้รบ เขาเสนอความเห็นว่าโรคนี้ แพร่ระบาดถึงอิตาลีโดยมาจากเหล่าทหารของฮันนิบาล (Hannibal) ซึ่งเป็นแม่ทัพแห่งคาร์เธจในช่วงสงครามพิวนิก (Punic War) ครั้งที่ 2 อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญบางคนเชื่อว่าโรคมาลาเรียอาจถึงขั้นระบาด แต่ไม่ถึงขนาดทําลายชีวิตผู้คนมากมายแบบโรคระบาดจากเชื้อไวรัส

ในที่สุดบัดนี้หลักฐานใหม่ก็ชวนให้เชื่อแล้วว่า ศาสตราจารย์โจนส์อาจคิดถูก

มาลาเรียสายพันธุ์ที่ชาวโรมันไม่มีภูมิต้านทานรุกกะทันหันไปถึงยุโรป และคงมีผลทําให้อาณาจักรอ่อนแอลงตามที่เขาได้อธิบาย เชื้อโรคพลาสโมเดียม ฟัลซิปารัม (Plasmodium falciparum) ที่ยังครองความร้ายแรงที่สุดของโลกและทําให้มีผู้เสียชีวิตปีละประมาณ 3 ล้านราย อาจเป็นตัวการก็ได้ ตามปกติเชื้อโรคชนิดนี้สัมพันธ์กับภูมิอากาศแบบเขตร้อนและแพร่ระบาดมากที่สุดในแอฟริกา

ดร. ซาราห์ ทิชคอฟฟ์ (Dr. Sarah Tishkoff) นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ในอเมริกา ได้พบหลักฐานทางพันธุกรรมว่า พลาสโมเดียม ฟัลชิปารัม เพิ่งระบาดจากแอฟริกามายังยุโรปเมื่อไม่นานนัก ดร.ทิชคอฟฟ์ คาดว่าการระบาดน่าจะอยู่ในช่วงก่อนค.ศ.400 แต่คงไม่ย้อนไปถึงเมื่อ 4,400 ปีก่อนคริสต์ศักราช

ข้อสันนิษฐานของเธอก็คือ การค้าซึ่งเพิ่มมากขึ้นระหว่างโรมกับแอฟริกาเหนือคงทําให้มียุงติดมากับเรือสินค้าที่ข้ามทะเลเมดิเตอร์เรเนียน

นอกจากนี้ยังพบหลักฐานทางโบราณคดีจากการเปิดสุสานโรมันยุคปลายแห่งหนึ่งที่หมู่บ้านชนบทชื่อลูญาโน (Lugano) ซึ่งห่างจากกรุงโรมไปทางเหนือ 70 ไมล์ ทําให้พบว่าที่นั่นเคยเกิดมาลาเรียแพร่ระบาดอย่างหนักเมื่อค.ศ. 450 ในที่ฝังศพข้างหมู่บ้านพบโครงกระดูกทารก 47 ราย ส่วนใหญ่แท้งก่อนครบกําหนดคลอดหรือเป็นเด็กแรกเกิด นักโบราณคดีลงความเห็นว่าศพทารกเหล่านี้ถูกฝังห่างจากกันไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์เท่านั้น บ่งบอกว่ามีโรคระบาดรุนแรงคร่าชีวิตคนจํานวนมาก

หมู่บ้านชนบทแห่งนี้ตั้งอยู่ใกล้หนองบึงแถบ แม่น้ำไทเบอร์ (Tiber) ซึ่งถือเป็นเขตมาลาเรียอยู่แล้ว เมล็ดดอกสายน้ำผึ้ง (honeysuckle) ที่พบในหลุมศพบอกให้นักโบราณคดีทราบว่าหลุมอาจถูกขุดในฤดูร้อนซึ่งเป็นฤดูเดียวที่มาลาเรียระบาด

การวิเคราะห์โครงกระดูกพบว่าดีเอ็นเอของร่างหนึ่งมีเชื้อโรคพลาสโมเดียม พัลซิปารัมอยู่ อีกทั้งศพทารกจํานวนมากที่เสียชีวิต ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ก็บ่งชี้ว่ามีสาเหตุจาก พลาสโมเดียม พัลซิปารัม เนื่องจากการแท้งบุตรเป็นอาการหนึ่งของหญิงมีครรภ์ที่ได้รับเชื้อมาลาเรียสายพันธุ์นี้ เมื่ออาศัยกรรมวิธีทางวิทยาศาสตร์ของศตวรรษที่ 21 จึงพิสูจน์ได้ว่าสังหรณ์ของนักวิชาการสมัยกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดอาจถูกต้อง

มาลาเรียสายพันธุ์ใหม่นี้คงทําให้ชุมชนชนบทซึ่งคนส่วนใหญ่คุ้นกับมาลาเรียคาดไม่ถึง แทนที่จะหายจากอาการไข้จับสั่นตามคาด ผู้ใหญ่ที่ป่วยอาจเสียชีวิตภายในไม่กี่ชั่วโมงนับแต่เริ่มมีอาการ ส่วนในรายอื่นๆ ร่างกายก็คงอ่อนแอจนติดเชื้อโรคต่างๆ อย่างไข้หวัดใหญ่ หรือวัณโรคได้ง่าย ผู้ป่วยอาจมีอาการเกี่ยวกับกระเพาะอาหารซึ่งคล้ายกับไข้รากสาด (typhoid) มากก็ได้ สาเหตุการตายซึ่งคงไม่เป็นที่ประจักษ์อาจอธิบายได้ว่าเหตุใดเอกสารยุคนั้นจึงมิได้กล่าวถึงโรคชนิดใหม่ให้ชัดเจน

โครงกระดูกในสุสานลูญาโนสนับสนุนหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งว่า เชื้อพลาสโมเดียม ฟัลซิปารัม ระบาดถึงอิตาลีในช่วงที่อาณาจักรเสื่อมโทรม และถ้าหากยุงที่เป็นพาหะรุกเข้าไปได้ไกลถึงโรม พื้นที่อื่นๆ ถัดลงไปทางใต้ก็คงต้องเกิดการแพร่ระบาดกันแล้ว

ยุงพันธุ์นี้แทรกซึมลึกเข้าไปในดินแดนอิตาลี ผ่านพื้นที่เพาะปลูกบริเวณที่ราบลุ่มทะเลสาบ สําหรับประชากรซึ่งทรุดโทรมทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง และการเกษตรแล้ว เชื้อโรคร้ายนี้ก็คงเป็นหายนะอันนําไปสู่กาลอวสาน

ลด 40% กลับมาแล้ว! สมัครรับนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 1 ปี (12 ฉบับ) ลดเหลือเพียง 1,200 บาท เฉพาะสมัครวันที่ 9-15 ม.ค. 2564 เท่านั้น คลิกสมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

 


ข้อมูลจาก

เรื่องจริงนอกบันทึกประวัติศาสตร์. บริษัท  รีดเดอร์ส ไดเจสท์ (ประเทศไทย) จำกัด, กรกฎาคม 2549


เผยแพร่ข้อมูลในระบบออนไลน์ครั้งแรก 20 มกราคม 2563

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป