เมื่อผู้นำไทยเริ่มสนใจปัญหาเรื่อง “ยุง”

(ภาพจาก https://www.matichon.co.th)

ยุงมีมาตั้งแต่เมื่อไรไม่ทราบได้ หากยุงอยู่คู่กับคนไทยและเมืองไทยมานาน มีการตบ(ยุง) ตี(ยุง) กันมาตลอด และ“ยุง” แมลงตัวเล็กที่กัดเจ็บ ยังเป็นพาหะนำโรคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ไข้จับสั่น” หรือ มาลาเรีย[*] ที่ทำให้ถึงขั้นเสียชีวิต ในที่สุด “ยุง” ก็มีเป็นเรื่องที่ต้องคุยกันระดับของผู้บริหารประเทศอย่างจริงจัง

ทวีศักดิ์ เผือกสม เขียนอธิบายไว้ใน “โฉมหน้ายุงในประวัติศาสตร์ไทย” (เชื้อโรค ร่างกาย และรัฐเวชกรรม : ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย, 2550) ซึ่งขอคัดย่อบางส่วนมานำเสนอดังนี้

รัฐไทยเพิ่งเห็น “ยุง” อยู่ในสายตา และให้ความสำคัญอย่างจริงจัง เมื่อพ.ศ. 2469 (ปฏิทินเก่า) เมื่อสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทำหนังสือกราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว  เรื่องทูตอิตาลีชวนสยามเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ “สำนักระวางประเทศสำหรับการว่าด้วยเรื่องไข้มาลาเรีย” (International Malariaologic Institute) พร้อมกับเอกสารสาธารณสุขเรื่อง “ปัญหาเรื่องยุง” มาด้วย

ใน “ปัญหาเรื่องยุง” ได้อธิบายประเทศต่างๆ ที่รัฐมีการลงมือกำจัดยุงอย่างจริงจัง, ประเภทของยุง, โรคสำคัญ 4 ชนิด ที่ยุงเป็นพาหนะ (ไข้จับสั่น, ไข้เหลือง, ไข้ส่า, และโรคหนังช้าง(?)) ฯลฯ  ที่สำคัญในข้อสุดท้ายของเอกสารระบุว่า “เป็นหน้าที่ของเรา ต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ที่จะต้องระวังตัวและครอบครัวมิให้เป็นโรค เพราะฉนั้น จะต้องช่วยกันปราบยุงให้สาปศูนย์”

อย่างไรก็ตามพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงไม่เห็นด้วยกับการเข้าร่วมดังกล่าว ทรงเห็นว่าสถาบันเพิ่งตั้งเกรงจะเสียเงินไปเปล่าๆ หากควรรอดูว่าสามารถดำเนินงานต่างๆ ได้เพียงใดก่อน สถาบันอาจสามารถปราบได้แต่ยุงในยุโรปแต่ปราบยุงที่อื่นไม่ได้

ปัญหาเรื่องยุงกลับมาอยู่ในความสนใจของรัฐอีกครั้งใน พ.ศ. 2473  เมื่อสมเด็จพระเจ้าพี่ยาเธอ เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มีหนังสือถึงเจ้าพระยามหิธร ราชเลขาธิการ เกี่ยวกับเรื่อง “ไข้จับสั่น” ซึ่งระบุว่า “เป็นโรคที่ทำให้ราษฎร์ล้มตายเป็นจำนวนมากกว่าโรคอื่นๆ ในปีหนึ่งมีคนตายด้วยโรคนี้ประมาณถึง 50,000 คน และถ้าจะคิดไปถึงจำนวนป่วยโดยถือจำนวนตายนี้เป็นเกณฑ์แล้ว จะประมาณจากส่วนผู้ป่วยต่อผู้ตายในประเทศอื่น…ได้ว่าในกรุงสยามจะมีผู้ป่วยด้วยไข้จับสั่นตั้งสามล้านคน.”

กรมพระนครสวรรค์วรพินิตทรงเห็นว่า ควรกำจัดไข้จับสั่นและค้นคว้าเกี่ยวกับโรคตามแนวทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ พระองค์ยังทรงระบุว่า พระบาทสมเด็จรพะปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัย และพระราชทานเอกสารเรื่องแผนการปราบยุงนำเชื้อของนายแพทย์ท่านหนึ่งมาให้เพื่อใช้ศึกษษเป็นแนวทางในการดำเนินการ

ความพยายามอย่างจริงจังในการต่อสู้กับยุง เกิดขึ้นหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ไปแล้ว

รัฐบาลพันเอก หลวงพิบูลสงคราม ในนบายทางด้านการสาธารณสุยต่อรัฐสภา พ.ศ.2480 แถลงว่า “จะได้ขยายการควบคุมโรคซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในเวลานี้ เช่น ไข้จับสั่น วัณโณค โรคเรื้อน และโรคจิตต์ เป็นต้นนั้น โดยฉะเพาะไข้จับสั่น…เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้พลเมืองถึงแก่ความตายปีละ 3-4 หมื่นคนทุกปี ซึ่งไม่มีโรคติดต่อชะนิดใดที่ทให้มีจำนวนคนตายสูงเท่าโรคนี้” กระทรวงมหาดไทยจึงเสนอ “โครงการควบคุมไข้จับสั่น” พร้อมกับให้มีการตั้งหน่วยงานที่เรียกว่า “กองไข้จับสั่น” และ “หน่วยไข้จับสั่นประจำท้องถิ่น”

มาตรการกำจัดยุงจริงจังมาขึ้นในช่วงปลานสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงครามส่งทหารเข้าไปยึดเชียงตุงและจัดตั้งพื้นที่เขตยึดครองเป็นส่วนหนึ่งของประเทศไทย กองทัพพายัพที่ถูกส่งไปประจำการในพื้นที่ดังกล่าวและในเขตภาคเหนือต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่ร้ายแรงนั่นคือ “ยุง” มีบันทึกว่า

“ในท้องที่หยู่ในความครบอครองของกองทัพพายัพมีไข้จับสั่นชุกชุม และจะตอ้งถือว่าเปนการสำคันมากในสถานะสงคราม เช่นนี้ เพราะถ้ากล่าวโดยแท้จิงแล้ว ในยามสงครามจำนวนผู้ต้องบาดเจ็บโดยอาวุธข้าสึกนั้นน้อยกว่าผู้ที่ตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บเปนอันมาก” จอมพล ป. ในฐานะนายกรัฐมนตรีและผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้มีคำสั่งแต่งตั้ง “คณะกัมการ ปราบปรามไข้จับสั่น” ขึ้นใน พ.ศ. 2486

คณะกัมการปราบปรามไข้จับสั่น ได้มีมติในเรื่องกาป้องกันไข้มาลาเรียทั้งฝ่านทหารและพลเรือน ตัวอย่างมาตรการสำหรับ ฝ่ายทหารคือ ให้ตั้งกองทหานห่างจากแหล่งน้ำที่เป็นที่เพาะพันธุ์ยุง, ให้ทหารกางมุ้งนอนทุกคน, ทหารในแนวหน้า เครื่องครอบศีรษะกันยุง

ภายหลังเมื่อจอมพล ป. พิบูลสงครามกลับมาขึ้นมีอำนาจอีกครั้ง หลังการรับประหาร พ.ศ. 2490 รัฐบาลจอมพล ป. ยังคง  ให้ความสนใจกับการควบคุมไข้มาลาเรีย โดย พ.ศ. 2491กระทรววงสาธารณสุขได้ร่วมกับองค์การอนามัยโลกจัดให้มีการฉีดพ่น ดี.ดี.ที. เพื่อควบคุมมาลาเรีย เช่น ในพื้นที่ส่งเสริมให้ประชาชนบุกเบิกป่าขึ้นใหม่เพื่อการทำมาหากินของประชาชน  (นิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท สระบุรี และนิคมสร้างตนเอง ลพบุรี) ที่มีมาลาเรียชุกชุมได้ใช้เครื่องบินโปรย ดี.ดี.ที.

ในการประชุม ครม. (คณะรัฐมนตรี) เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2496  “ยุง” ก็เป็นประเด็นสำคัญหนึ่ง โดย ครม. ได้พิจารณาว่า  “การที่ประชาชนในชนบทส่วนมาเจ็บป่วยเป็นโรคมาลาเรีย เนื่องจากนอนไม่กางมุ้ง และเมื่อป่วยแล้วทำให้เสียเวลาในการประกอบกิจการอาชีพเป็นการทอนกําลังทางเศรษฐกิจ-ส่วนรวมของชาติ สมควรจะได้หาทางแก้ไข” นั้น คณะรัฐมนตรีได้มี มติให้กระทรวงสาธารณสุขรับไปดําเนินการ ให้ประชาชน [ในเขตที่มาลาเรียชุกชุม]รู้จักการป้องกันโรคมาลาเรียโดยกางมุ่งนอน” โดยมีข้อความกํากับว่า ขอให้จัดการให้เป็นผลโดยเรียบร้อยภายในปี พ.ศ.2500”

นอกจากนี้ เมื่อ พบว่ามีไข้มาลาเรียระบาดในช่วงฤดูฝน ทําให้เป็นอุปสรรคกับการทํานา รัฐบาลจึงตั้ง หน่วยมาลาเรียเคลื่อนที่ ออกให้ความช่วยเหลือ โดยกําหนดวิธีการดําเนินการว่า

“ก.ในบริเวณสําคัญที่มีการปลูกข้าวอย่างกว้างขวาง เมื่อไข้มาลาเรียเกิดชุกชุมขึ้นแก่ชาวนา ก็ให้หน่วยมาลาเรียเคลื่อนที่เข้าไปช่วยทําการป้องกันให้

ข.เมื่อเกิดไข้มาลาเรียขึ้นในที่อื่นที่มีความสําคัญในการทํานารองลงมาหรือ เป็นที่ที่การคมนาคมยังไม่สะดวกในการที่จะขนข้าวมาสู่ตลาดได้ง่าย เมื่อมีไข้มาลาเรียเกิดขึ้นตามที่มีลักษณะดังกล่าวนี้ก็ให้คณะกรมการจังหวัดแจ้งจํานวนป่วย และท้องที่ๆ มีไข้มาลาเรียเกิดระบาดขึ้นให้กรมสาธารณสุขทราบ พร้อมกับขอเบิก เวชชภัณฑ์สําหรับให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขของจังหวัดนั้นๆ ไปจัดการป้องกันต่อไป

ค.ให้คณะกรรมการจังหวัดสั่งซื้อยาแก้ไข้ตําราหลวงสําหรับไปจําหน่ายให้ แก่ประชาชนตามชุมนุมชนต่างๆ ให้ทั่วถึง เมื่อชาวนาเป็นไข้จะได้ซื้อยาแก้ไข้ในราคาถูกไปบําบัดได้”

ความปรารถนาที่จะกําจัดยุง/ไข้มาลาเรียได้กลายเป็นภารกิจสําคัญอย่าง หนึ่งของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ยุคหลังสงครามที่กําลังมุ่งพัฒนาประเทศตาม แนวทางการต่อสู้กับการขยายตัวและการเคลื่อนไหวของขบวนการคอมมิวนิสต์ในประเทศที่ กําลังพัฒนาของโลกเสรีที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นํา

นอกจากนี้ควรกล่าวไว้ด้วยว่า ในสมัย รัฐบาลของจอมพล ป. พิบูลสงครามยุคแรกนั้นเองที่นโยบายด้านสุขภาพและสาธารณสุขของรัฐ ไทยได้บรรลุถึงจุดสุดยอดอย่างแท้จริง เมื่อรัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติปรับปรุง กระทรวงทบวงกรม (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2485 โดยกําหนดให้มีกระทรวงสาธารณสุขขึ้นตามกฎหมายฉบับนี้  ใน “คํากล่าวตอบของพนะท่านนายกรัถมนตรีในการเปิดกะซวงการสาธารนสุข” จอมพล ป. พิบูลสงครามมีความเห็นว่า

การสาธารนสุขนี้เปนการส้างชาติโดยแท้ การส้างชาตินั้นอยู่ที่การสาธารนสุขนี้ส่วนหนึ่งที่จะทําประโยชน์อันสําคนแก่บ้านเมือง เพราะว่าถ้าหากการสาธารนสุขและการแพทย์ได้ก้าวหน้าไปเพียงไร กําลังของประเทสชาติก็จะเพิ่มความมั่นคงยิ่งขึ้น กล่าวคือ จํานวนพลเมืองก็จะเพิ่มขึ้นทั้งปริมานและคุนภาพ เปนพลเมืองที่ปราสจากโรคภัยไข้เจ็บและไม่ตายเสียงแต่ยังเยาว์ด้วย เมื่อจํานวน พลเมืองของเรามากขึ้น ทั้งประกอบไปด้วยผู้มีกําลังวังชาแข็งแรงแล้ว ประเทสชาติ ของเราก็ย่อมจะมีกําลังอํานาด สามารถจะช่วยกันฟันฝ่าอุปสักไดๆ ได้ทั้งสิ้น.”

แน่นอนว่าสัดส่วนผู้ป่วยด้วยไข้มาลาเรียลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่ “ยุง” ยังไม่หมดไปจากสังคมไทย หากยังอยู่สร้างประวัติศาสตร์หน้าต่อๆ ไป

18-22 สิงหาคมนี้ ติดตาม Healthcare 2021 “วัคซีนประเทศ” บนแพลตฟอร์มออนไลน์และโซเชียลมีเดียเครือมติชน ทั้งเฟซบุ๊กมติชน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ และยูทูบมติชนทีวี

อ่านสกู้ปเต็มที่นี่ : https://www.matichon.co.th/advertorial/news_2880411


[*] มีวันสำคัญที่กำหนดในวันที่ 20 สิงหาคมของทุกปี คือ วันยุงโลก (World Mosquito Day) ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2440 เพื่อเป็นวันที่ระลึกถึง เซอร์ โรนัลด์ รอสส์ (Sir Ronald Ross) แพทย์ทหารชาวอังกฤษ ซึ่งเคยทำงานที่ประเทศอินเดีย ได้ค้นพบว่า “ยุงตัวเมีย” สามารถนำเชื้อมาลาเรียจากคนสู่คนได้ เป็นหลักการสำคัญในการป้องกันและควบคุมโรค)

ข้อมูลจาก ทวีศักดิ์ เผือกสม. “โฉมหน้ายุงในประวัติศาสตร์ไทย” ใน“เชื้อโรค ร่างกาย และรัฐเวชกรรม : ประวัติศาสตร์การแพทย์สมัยใหม่ในสังคมไทย” สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2550


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 19 กรกฎาคม 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป