ข้างหลัง “พระอภัยมณี” สุนทรภู่ซ่อน ความคิดต้านชาติตะวันตก

หุ่นขี้ผึ้งชุด “พระอภัยมณี” ที่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย จังหวัดนครปฐม

ในบรรดาผลงานของสุนทรภู่ (พ.ศ. 2329-2398) “พระอภัยมณี” น่าจะเป็นผลงานที่ มีชื่อเสียงมากที่สุด มีการกล่าวถึงมากที่สุด และเป็นที่รู้จักมากที่สุด ฯลฯ เพราะบางตอนของพระ อภัยมณีนําไปใช้เป็นแบบเรียน, นําเรื่องมาสร้างเป็นภาพยนตร์, การ์ตูน ฯลฯ

รูปหล่อพระอภัยมณี ตั้งอยู่หน้าอนุสาวรีย์สุนทรภู่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง

นอกจากนี้เมื่อเกิดอื่นามิขึ้นในปี 2547 นักวิชาการ, นักเขียนหลายท่านต่างกล่าวถึง “พระอภัยมณี” ว่า สุนทรภู่ได้บันทึกถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติครั้งสําคัญที่เกิดขึ้นในสมัยของท่านแทรกไว้ในพระอภัย มณีด้วย ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม, แผ่นดินไหว, ดาวอุกกาบาตตก

ดูเหมือนว่า “พระอภัยมณี” ไม่ใช่แค่วรรณกรรมที่อ่านเพื่อความบันเทิงเท่านั้นเสียแล้ว

วันนี้นิตยสาร “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนสิงหาคม 2562 อยากชวนทุกท่านให้ติดตาม “พระอภัย มณี” ในแง่มุมอื่นๆ จากบทความชื่อว่า “คริสต์ศาสนาในมโนทัศน์ของสุนทรภู่จากวรรณกรรมเรื่องพระอภัย มณี” ซึ่งปติสร เพ็ญสุต ได้ค้นคว้าและเรียบเรียงไว้อย่างน่าสนใจ

เรื่องพระอภัยมณีนั้นสุนทรภู่แต่งในช่วงปลายรัชกาลที่ 2 และต่อเนื่องมาในรัชกาลที่ 3 ซึ่งเป็นยุค แรกๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์ที่มีชาวต่างชาติ โดยเฉพาะยุโรปเข้ามาค้าขายในสยามและภูมิภาค พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเองก็เคยมีพระราชกระแสรับสั่งเรื่องนี้ไว้ว่า

“การศึกสงครามข้างญวนข้างพม่าก็เห็นจะไม่มีแล้ว จะมีอยู่ก็แต่ข้างพวกฝรั่ง ให้ระวังให้ดี อย่าให้ เสียที่แก่เขาได้ การงานสิ่งใดของเขาที่คิดควรจะเรียนเอาไว้ ก็ให้เอาอย่างเขา แต่อย่าให้นับถือเลื่อมใสไป ที่เดียว…”

สุนทรภู่เองก็คงเห็นพ้องกับพระราชกระแสรับสั่งข้างต้น และแฝงความคิดนี้ไว้ใน “พระอภัยมณี”

ปติสร เพ็ญสุต แยกแยะให้เห็นว่าสุนทรภูใช้ตัวละครสําคัญทางฝ่ายเกาะเมืองลังกา ไม่ว่าจะเป็น สังฆราชบาทหลวง, นางละเวงวัณฬา, นางสุวรรณมาลี ฯลฯ เป็นตัวแทนความคิดและทัศนคติของขุน นางในกรุงเทพฯ ในช่วงศตวรรษที่ 18 ที่มีต่อคริสต์ศาสนา และแน่นอนว่าแทนความคิดเห็นของสุนทรภู่ด้วย

เกาะลังกาในจินตนาการของสุนทรภู่นั้น มีต้นเค้ามาจากประเทศศรีลังกา ที่แม้ว่าจะเคยเป็นเมือง พุทธ และปัจจุบันมีประชาชนจํานวนมากนับถือศาสนาพุทธ แต่ในช่วงที่สุนทรภู่แต่งพระอภัยมณี ศรีลังกา เป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ และเมืองลังกาในพระอภัยมณีก็ไม่ใช่เมืองพุทธเช่นกัน

สุนทรภู่จึงสร้างฉากเมืองลังกาให้เป็นเมืองคริสต์ศาสนามาตั้งแต่ต้น มีสังฆราชบาทหลวงเป็นที่ ปรึกษามีศาสนาคริสต์เป็นศาสนาหลักของรัฐ มีผู้ปกครองเป็นสตรี คือนางละเวงวัณฬา เหมือนกับประเทศ อังกฤษที่มีสมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียเป็นประมุขของประเทศ เพราะขณะนั้นลังกาตกเป็นเมืองขึ้นของ อังกฤษแล้ว

นอกจากนี้สุนทรภู่ยังเรียกตัวละครฝ่ายลังกาว่าเป็น “ฝรั่งอังกฤษ” และเรียกตัวละครฝ่ายพระอภัย มณีว่า “ไทย” ตลอดเวลา แสดงให้เห็นว่าวรรณกรรมพระอภัยมณีนั้นมีกลิ่นอายของความเป็นชาตินิยมที่มา ก่อนกาลเคลือบแฝงอยู่ตลอดเกือบทั้งเล่ม และมีท่าทีต่อต้าน “ฝรั่ง”

ส่วนสถานการณ์จริงขณะนั้นสยาม ชาวตะวันตก กําลังอยู่ใต้บรรยากาศของความไม่ไว้วางใจกัน และกัน กรุงเทพฯ มีบรรดาบาทพลวงเขียนหนังสือวิจารณ์ศาสนาพุทธ และออกเดินทางสั่งสอนศาสนา คริส เด้ในที่สาธารณะ รวมทั้งมีการปะทะคารมกับข้าราชสํานักหรือพระภิกษุ

สุนทรภู่เองคงจะไม่พอใจในพฤติการณ์เช่นนี้ และก็คงอยากจินตนาการให้ฝ่ายไทยรบชนะ ชาวตะวันตก ได้เมืองของฝรั่งเป็นอาณานิคมบ้าง หรือเปลี่ยนศาสนาของ “ชาวฝรั่ง” ให้มานับถือศาสนา พุทธแบบไทยบ้าง

ในพระอภัยมณีตอนหนึ่งสุนทรภู่จึงเขียนว่า

“เสนาใหญ่ได้ฟังนั่งหัวเราะ      ลังกาเกาะก่อนก็ถือว่าถือผี

แต่เดี๋ยวนี้เป็นของไทยมิได้มี    ท่านพาที่น่ากลัวหนังหัวพอง

หรือเมื่อนางละเวงวัณฬาและนางสุวรรณมาลี เป็นชายาของพระอภัยมณี ก็เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ ได้ออกบวชเป็นดาบส จําศีลภาวนาแล้วก็ละทิ้งความเป็นฝรั่งอังกฤษ

“ถึงองค์ดาบสละเวงวัณฬาราช   ก็สิ้นชาติเชื่ออังกฤษอย่าคิดหมาย

ไม่นับถือคนขี้ข้าบ้าน้ำลาย  ท่านมุ่งหมายแต่สวรรค์ชั้นวิมาน

อย่างไรก็ตามสุนทรภู่ไม่เคยใช้คําว่า “ศาสนาพุทธ” หรือ “ศาสนาคริสต์” ในพระอภัยมณี หาก เลือกใช้คําว่า “เข้ารีตไทย” หรือ “ศาสนาข้างฝรั่ง” แทน

“บาทหลวง” ในภาพปริศนาธรรมฝีมือขรัวอินโข่ง จิตรกรรมฝาผนัง ภายในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวรวิหาร

ซึ่งในช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์นั้น “ชาติพันธุ์” หรือความเป็นพลเมืองของรัฐ ผูกพันอย่างแน่นแฟ้น กับ “ความเชื่อ” เมื่อเปลี่ยนศาสนาก็เสมือนการเปลี่ยนชนชาติ ซึ่งเป็นปัญหาในสังคมสยามมาตั้งแต่สมัย อยุธยา ดังจะเห็นได้จากกฎหมายในสมัยพระเจ้าท้ายสระ ซึ่งห้ามชาวไทย ลาว และมอญแต่งงานและ เปลี่ยนไปนับถือศาสนาคริสต์หรืออิสลาม “แลให้เข้ารีตถืออย่างมถจฉาทิฏฐินอกพระสาสนา ท่านว่ามันผู้ นั้นเป็นเสี้ยนหนามในแผ่นดิน”

แต่ในทางกลับกันสําหรับสุนทรภู่ การที่ผู้หญิงชาวคริสต์จะมาแต่งงานและเข้ารีตในศาสนาไทย กลับไม่เป็นอันตรายใดๆ แม้ว่าจะเป็นสาเหตุหลักที่ทําให้กรุงลังกาเสียแก่กรุงรัตนาของพระอภัยมณีก็ตาม

บาทหลวงในเรื่องพระอภัยมณีจึงให้ภาพความไม่ไว้วางใจในศาสนาคริสต์ของชนชั้นขุนนางใน สยาม และในขณะเดียวกันก็เป็นตัวแทนของชาวตะวันตกผู้ล่าอาณานิคม ที่ดื้อรั้นก่อกวนรักษา ผลประโยชน์ของตัวเอง และพยายามชักจูงให้พวกไทยเข้ารีต ดังเช่นกรณีของพระมังคลา ซึ่งเป็นลูกครึ่งไทย-อังกฤษ และได้รับการอบรมสั่งสอนจากสังฆราชบาทหลวง

ส่วนพฤติกรรมของนางละเวงวัณฬาดูคล้ายกับลักษณะนิสัยของชาวสยาม ที่การนับถือศาสนาค่อนข้าง ลื่นไหลไม่ตายตัว และให้ความเคารพนับถือนักบวชผู้ทรงศีลไม่ว่าจะอยู่ในศาสนาใด อีกทั้งพร้อมที่จะ สรรเสริญคุณความดีในศาสนาอื่นๆ ด้วย แต่ขณะเดียวกันก็มีจุดยืนที่แน่ชัดของตนเอง อันเป็นลักษณะเด่น ของสังคมสยามที่เป็นสังคมพหุวัฒนธรรม (Multiculturalism) มาตั้งแต่ดึกดําบรรพ์

ทั้งหมดที่ยกมานี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผู้เขียน (ปติสร เพ็สุต) ค้นคว้าเรียบเรียงมาเขียนไว้อย่างสนุกแลหนักแน่นด้วยสาระ ซึ่งท่านสามารถติดตามเนื้อหาทั้งหมดได้ใน “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับเดือนสิงหาคมนี้

แล้วท่านจะพบว่า “พระอภัยมณี” ไม่ใช่วรรณกรรมแฟนตาซี เพื่อความบันเทิงเท่านั้น หากยังสะท้อนสถานการณ์ของสยามในขณะนั้น ตลอดจนความรู้สึกลึกๆ ของคนไทยที่อยากจะให้ศาสนาพุทธและคนไทยมีชัยชนะเหนือชาวตะวันตกบ้าง

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป