กรุงเทพฯ จัดการปกครองลาวอีสาน ให้เป็น “คนไทย”

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จตรวจราชการมณฑลอุดร (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

เมื่อมหาอํานาจยุโรปออกล่าอาณานิคมในภูมิภาคนี้ ทําให้ราชอาณาจักรสยามต้องระมัดระวังและต้องจัดการปกครอง ราชอาณาจักร ให้รัดกุมขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงการรุกราน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411-2453) จึงโปรดให้จัดแบ่งอีสาน และลาวที่ (ขณะนั้น) อยู่ในพระราชอาณาจักรสยามให้เหมาะสมเป็นระยะๆ ดังต่อไปนี้

พ.ศ. 2433 แบ่งการปกครองเป็น 4 เขต

1.หัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออก มีเมืองเอก 11 เมืองคือ เมือง นครจัมปาสัก (อยู่ในลาว) เมืองสีทันดอน (อยู่ในลาว) เมืองคําทองใหญ่ (อยู่ในลาว) เมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ เมืองขุขันธ์ เมืองเชียงแตง (อยู่ในเขมร) เมืองแสนปาง (อยู่ในเขมร) เมืองอัตตะปือ (อยู่ในลาว)เมืองสาละวัน (อยู่ในลาว) และเมืองเดชอุดม

แต่ละเมืองเอกมีเมืองขึ้นจํานวนไม่เท่ากัน รวมได้ 26 เมือง มี ที่ทําการอยู่นครจัมปาสัก ข้าหลวงคนแรกชื่อ พระยามหาอํามาตยาธิบดี

2.หัวเมืองลาวฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือ มีเมืองเอก 12 เมือง คือ เมืองอุบลราชธานี เมืองร้อยเอ็ด เมืองสุวรรณภูมิ เมืองกาฬสินธุ์ เมืองมหาสารคาม เมืองกมลาไสย เมืองศรีสะเกษ เมืองเขมราฐ เมืองสองคอนดอนดง (อยู่ในลาว) เมืองนอง (อยู่ในลาว) เมืองยโสธร และ เมืองภูแล่นช้าง

แต่ละเมืองเอกมีเมืองขึ้นจํานวนไม่เท่ากัน รวมได้ 30 เมือง มี ที่ทําการอยู่เมืองอุบลราชธานี ข้าหลวงคนแรกชื่อพระยาราชเสนา

3.หัวเมืองลาวฝ่ายเหนือ มีเมืองเอก 16 เมืองคือ เมืองหนองคาย เมืองเชียงขวาง (อยู่ในลาว) เมืองบริคัณหนิคม (อยู่ในลาว) เมืองคําม่วน (อยู่ในลาว) เมืองมุกดาหาร เมืองนครพนม เมืองสกลนคร เมืองขอนแก่น เมืองหล่มสัก เมืองบุรีรัมย์ เมืองคําเกิด (อยู่ในลาว) เมืองท่าอุเทน เมืองไชยบุรี เมืองโพนพิสัย เมืองกมุททาพิสัย และเมืองหนองหานใหญ่

แต่ละเมืองเอกมีเมืองขึ้นจํานวนไม่เท่ากัน รวมได้ 30 เมือง มีที่ทําการอยู่เมืองหนองคาย ข้าหลวงคนแรกชื่อพระยาสุริยเดชวิเศษ

4.หัวเมืองลาวฝ่ายกลาง มีเมืองเอก 3 เมืองคือ เมืองนครราชสีมา เมืองชนบท และเมืองภูเขียว แต่ละเมืองเอกมีเมืองขึ้นจํานวน ไม่เท่ากัน รวมได้ 12 เมือง มีที่ทําการอยู่เมืองนครราชสีมา ข้าหลวงคนแรกชื่อพระพิเรนทรเทพ

ข้าหลวงที่ประจําอยู่ฝ่ายต่างๆ ขึ้นต่อข้าหลวงใหญ่ คือ พระยามหาอํามาตยาธิบดี ที่เมืองจัมปาสัก

พ.ศ. 2434 เปลี่ยนแปลงเขตการปกครองใหม่

1.หัวเมืองลาวกาว รวมเอาเมืองลาวฝ่ายตะวันออกกับเมืองลาวฝ่ายตะวันออกเฉียงเหนือเข้าเป็นเขตเดียวกัน มีข้าหลวงใหญ่อยู่เมืองอุบลราชธานีคือ กรมหลวงพิชิตปรีชากร

2.หัวเมืองลาวพวน มีข้าหลวงอยู่เมืองหนองคายคือ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม (เมื่อฝรั่งเศสได้ลาวฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงแล้วจึงย้ายไป ตั้งอยู่เมืองอุดรธานี)

3.หัวเมืองลาวพุงขาว รวมเอาเมืองหลวงพระบาง สิบสองพันนา สิบสองจุไท และหัวพันทั้งห้าทั้งหกเข้าเป็นเขตเดียวกัน มีข้าหลวงอยู่ เมืองหลวงพระบางคือ พระยาฤทธิรงค์รณเดช

4.หัวเมืองลาวกลาง มีข้าหลวงอยู่เมืองนครราชสีมาคือ กรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์

พ.ศ. 2436 เสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง

ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงตกเป็นของฝรั่งเศส ส่วนฝั่งขวายังอยู่ในพระราชอาณาจักรสยาม ประชาชนที่อยู่ฝั่งขวาถูกเรียกจากกรุงเทพฯ ว่า “ชาติลาวบังคับสยาม” (มหาศิลา วีระวงศ์ ประวัติศาสตร์ลาว. สมหมาย เปรมจิตต์ แปล จัดพิมพ์โดยสถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ พ.ศ. 2535 หน้า 169)

พ.ศ. 2437 เปลี่ยนเขตการปกครองเป็น “มณฑล”

เมื่อเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศสไปเมื่อ พ.ศ. 2436 แล้ว กรุงสยามก็เปลี่ยนเขตการปกครองใหม่อีกเมื่อ พ.ศ. 2437 โดยจัดแบ่งเป็นมณฑล ทั้งประเทศมี 8 มณฑล บริเวณฝั่งขวาแม่น้ำโขงที่ เป็นอีสานมี 3 มณฑล คือ :

1.มณฑลลาวพวน มี 12 เมืองคือ เมืองหนองคาย เมืองโพน พิสัย เมืองท่าอุเทน เมืองนครพนม เมืองมุกดาหาร เมืองสกลนคร เมืองหนองหาน (อุดรธานี) เมืองกมุททาพิสัย (หนองบัวลําภู) เมือง ขอนแก่น เมืองชนบท เมืองหล่มสัก เมืองชัยบุรี (อยู่ที่ท่าอุเทน) และ เมืองขึ้นอีกจํานวนหนึ่ง

2.มณฑลลาวกาว มี 13 เมืองคือ เมืองนครจัมปาสัก เมือง อบลราชธานี เมืองเขมราฐ เมืองยโสธร เมืองสุวรรณภูมิ เมืองศรีสะเกษ เมืองสุรินทร์ เมืองสังขะ เมืองขุขันธุ์ เมืองกมลาไสย เมืองกาฬสินธุ์ เมืองภูแสนช้าง เมืองมหาสารคาม และเมืองขึ้นอีกจํานวนหนึ่ง)

3.มณฑลลาวกลาง มีเมืองนครราชสีมา เมืองพิมาย เมือง ปักธงไชย เมืองจันทึก และเมืองต่างๆ บริเวณเมืองนางรองกับเมือง ชัยภูมิคือ เมืองนางรอง เมืองบุรีรัมย์ เมืองประโคนชัย เมืองพุทไธสง เมืองรัตนบุรี เมืองชัยภูมิ เมืองภูเขียว เมืองเกษตรสมบูรณ์ เมือง จตุรัส เป็นต้น

พ.ศ. 2442 ยกเลิกคำว่า “ลาว”

บรรพบุรุษของชาวอีสานมีหลายพวก มีตั้งแต่พวกก่อนประวัติศาสตร์ จนถึงข่า เขมร ญวน แกว จีน จาม และ ฯลฯ แต่ที่แน่ๆ คือลาว ต่อมา ด้วยเหตุผลทางการเมือง ทําให้ผู้คนเผ่าพันธุ์ต่างๆ กลายเป็น “ไทย” หมด ต้นเหตุมาจากปฏิรูปการปกครองในสมัยรัชกาลที่ 5

มหาสิลา วีระวงศ์ เรียบเรียงประวัติศาสตร์ลาวว่า ถึงปี พ.ศ. 2442 หลังจากสยามเสียดินแดนลาวทางฝั่งซ้ายให้แก่ฝรั่งเศสแล้ว 6 ปี พระเจ้าแผ่นดินสยามรัชกาลที่ 5 จึงทรงปรารภว่า

“ลักษณะการปกครองแผ่นดิน ที่นิยมให้เป็นอย่างราชาธิปไตย (Empire Monarchique) โดยปกครองแบบคนต่างชาติต่างภาษาเป็นเมืองขึ้น จึงถือหัวเมืองมณฑลชั้นนอก 3 มณฑลนั้นเป็นเมืองลาวและเรียกชาวเมืองซึ่งอันที่จริงเป็นชนชาติไทย ว่าลาว เนื่องเพราะลักษณะการปกครองดังกล่าว เป็นอันพ้นเวลาพอสมควรแล้ว ถ้าคงไว้จะกลับให้โทษแก่บ้านเมือง จึงทรงพระราชดําริให้แก้ไขการปกครองเปลี่ยน เป็นพระราชอาณาจักรประเทศสยาม เลิกประเพณีเมืองประเทศราช ถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทองตั้งแต่ก่อน”

จากนั้นจึงมีพระบรมราชโองการตรัสเหนือเกล้าฯ สั่งว่าให้เรียก ชื่อมณฑลตามพื้นที่ที่จัดการปกครองแบบเทศาภิบาล เช่น

“มณฑลลาวเฉียง” แถบเมืองเชียงใหม่และเมืองใกล้เคียง ให้เรียกว่ามณฑลตะวันตกเฉียงเหนือ

“มณฑลลาวพวน”  แถบเมืองหนองคายและเมืองใกล้เคียง ให้เรียกว่า มณฑลฝ่ายเหนือ

โดยเฉพาะ “มณฑลลาวกาว”  มี เมืองนครจัมปาสัก เมืองอุบลราชธานี เมืองศรีสะเกษ และเมืองอื่นๆ ให้เรียกว่า “มณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ”

อาศัยพระราชโองการฉบับนี้ และในปีเดียวกันนี้ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ข้าหลวงต่างพระองค์จึงโปรดให้มีสารตราตั้งเป็น ทางราชการไปว่า

“แต่นี้สืบไป ให้เจ้าหน้าที่แต่ละแผนกทุกหัวเมืองใหญ่น้อย ในมณฑลตะวันออกเฉียงเหนือ เมื่อจะมีการสํารวจสํามะโนครัว หรือหากว่ามีราษฎรมาติดต่อที่จะต้องใช้แบบพิมพ์ของทางราชการ ให้ปฏิบัติใหม่โดยลงในของสัญชาตินั้นว่า ‘ชาติไทยบังคับสยาม’ ทั้งหมด ห้ามมิให้ลงหรือเขียนในของสัญชาติว่า ชาติลาว ชาติเขมร ส่วย ผู้ไทย ฯลฯ ดังที่ได้ปฏิบัติมาแต่ก่อนเป็นอันขาด

มหาสิลาย้ำตอนท้ายว่า “เพียงคําสั่งของข้าหลวงต่างพระองค์ประจําหัวเมืองลาวเท่านั้น ชนชาติลาวที่อยู่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงจึงได้ กลายเป็นชาติไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2442 เป็นต้นมา ด้วยประการ ดังนี้”

นี่แหละ ๆ คนไทยอยู่ที่นี่ยังไงล่ะ


เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ: 22 กรกฎาคม 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป