ความแตกแยกในจีนหลังสิ้น “หยวนสื้อข่าย” ฟื้นฟูราชวงศ์ชิง เชิญ “ผู่อี๋” เป็นจักรรพรรดิ

(ภาพซ้าย) ภาพวาดกำแพงเมืองในกรุงปักกิ่ง ในราวศตวรรษที่ 19 (ภาพประกอบหนังสือ The Middle Kingdom : a survey of the geography, government, education, social life, arts and history of the Chinese Empire and its inhabitants) ,(ภาพขวา) จักรพรรดิผู่อี๋หรือปูยี เมื่อปี 1922 (พ้นจากการดำรงตำแหน่งจักรพรรดิจีนแล้ว)

หลังการโค่นล้มราชวงศ์ชิง ประเทศจีนเปลี่ยนสู่ระบอบสาธารณรัฐ แต่กลับมีความแตกแยกแบ่งออกเป็นหลายฝ่าย และต่างก็มุ่งหวังครองอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จให้ฝ่ายตนเอง ความวุ่นวายภายในรัฐบาลสาธารณรัฐจึงเป็นช่องทางให้ขุนพลที่จงรักภักดีต่อจักรพรรดิราชวงศ์ชิง ทำการยึดอำนาจเปลี่ยนจีนสู่ระบอบเก่าในระยะเวลาสั้น ๆ

ความแตกแยกภายในรัฐบาล

ในวันที่ 6 มิถุนายน ค.. 1916 หยวนสื้อข่าย ได้ถึงแก่อสัญกรรม อดีตประธานาธิบดีสาธารณรัฐจีนที่แต่งตั้งตัวเองเป็นจักรพรรดิท่ามกลางเสียงต่อต้านทั่วประเทศ ทำให้ ต้วนฉีรุ่ย นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทหารบกจึงออกประกาศให้ หลีหยวนหง รองประธานาธิบดีรับตำแหน่งประธานาธิบดีและให้ฟื้นฟูรัฐสภาอีกครั้ง

โดยให้ใช้รัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลแห่งสาธารณรัฐจีนของหยวนสื้อข่ายที่กำหนดให้ประธานาธิบดีรวมอำนาจการปกครองไว้เพียงผู้เดียว แต่ได้รับเสียงต่อต้านจากซุนยัตเซ็นและหวงซิงที่เซี่ยงไฮ้ สมาชิกสภาก็ออกแถลงการณ์การไม่ยอมรับการสืบทอดรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แม้กระทั่งบุคคลต่าง ๆ ในกองทัพฝ่ายเหนือและใต้ก็คัดค้าน แรงกดดันจากทั่วประเทศทำให้ต้วนฉีรุ่ยยอมยกเลิกรัฐธรรมนูญของหยวนสื้อข่าย ด้านหลีหยวนหง หลังจากขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีก็ได้ต่อต้านต้วนฉีรุ่ยเช่นกัน ด้วยการประกาศให้กลับมาใช้รัฐธรรมนูญบทเฉพาะกาลชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐจีนของซุนยัตเซ็น (รัฐธรรมนูญฉบับแรก)

ความขัดแย้งกรณีรัฐธรรมนูญฉบับเก่ากับใหม่ ทำให้เกิดความขัดแย้งภายในรัฐบาลปักกิ่ง ระหว่างฝ่ายประธานาธิบดีหลีหยวนหงที่มีพรรคก๊กมินตั๋งและกลุ่มอำนาจท้องถิ่นภาคใต้เป็นที่พึ่ง กับฝ่ายนายกรัฐมนตรีต้วนฉีรุ่ยที่ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มศึกษารัฐธรรมนูญ พรรคก้าวหน้า และผู้บัญชาการทหารขุนศึกเป่ยหยาง โดยเรียกเหตุการณ์นี้ว่า การต่อสู้ระหว่างสองทำเนียบ

(ซ้าย) ต้วนฉีรุ่ย, (ขวา) หลีหยวนหง

การต่อสู้ระหว่างสองทำเนียบ เริ่มทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อถึงฤดูใบไม้ผลิ ค.. 1917 เนื่องจากเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 1 ได้ดำเนินมาถึง 3 ปีแล้ว ต้วนฉีรุ่ยเสนอให้จีนประกาศสงครามกับเยอรมนีเพราะถูกประเทศฝ่ายสัมพันธมิตรบีบบังคับให้เข้าร่วมสงคราม แต่ความจริงแล้วเป้าหมายของต้วนฉีรุ่ยคือหาโอกาสเข้ายึดครองกิจการของเยอรมนีในจีน และรับเงินกู้และอาวุธจากญี่ปุ่นที่อยู่ฝ่ายสัมพันธมิตร

ขณะที่ฝ่ายหลีหยวนหงและซุนยัตเซ็นคัดค้านการเข้าร่วมสงคราม เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่พัวพันถึงอนาคตของชาติ จึงเสนอให้รักษาความเป็นกลางอย่างเคร่งครัด สร้างความไม่พอใจแก่ฝ่ายต้วนฉีรุ่ยอย่างมาก กระทั่งเดือนพฤษภาคม ค.. 1917 กลุ่มสมาชิกสภาที่คัดค้านแนวทางของต้วนฉีรุ่ยได้มีการรวมตัวกันเพื่อลงมติไม่เห็นด้วยกับการประกาศสงครามเมื่อเปิดประชุมสภา

เมื่อต้วนฉีรุ่ยทราบข่าวดังกล่าว เขาจึงระดม กลุ่มมวลชนอาสา” กว่า 3,000 คน มาล้อมรัฐสภา บีบบังคับให้สมาชิกสภาผ่านร่างกฎหมายในการประกาศสงคราม มีสมาชิกสภา 10 กว่าราย ที่คัดค้านจนถูกกลุ่มมวลชนอาสารุมทำร้ายบาดเจ็บและถูกกักขังไว้ในรัฐสภานานกว่า 10 ชั่วโมง

พฤติกรรมที่เลวร้ายของต้วนฉีรุ่ยทำให้เหล่าสมาชิกสภาคนอื่น ๆ ไม่พอใจอย่างมาก จึงยุติการประชุม รวมถึงรัฐมนตรีกระทรวงต่าง ๆ ก็ทยอยกันลาออก จนคณะรัฐมนตรีเหลือแค่ต้วนฉีรุ่ยเพียงคนเดียว ในวันที่ 11 พฤษภาคม ซุนยัตเซ็นและสมาชิกสภาได้โทรเลขถึงหลีหยวนหงให้ลงโทษต้วนฉีรุ่ยในข้อหานำกลุ่มมวลชนมาทำร้ายสมาชิกสภา หลีหยวนหงจึงสั่งปลดต้วนฉีรุ่ยออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทหารบกทันที

ขุนพลหางเปียฟื้นฟูชิง

ทว่าหลังจากที่ถูกปลดออกจากตำแหน่งต้วนฉีรุ่ยได้สั่งให้ผู้บัญชาการกองทัพมณฑลอันฮุย เหอหนาน ซานตง เฟิ่งเทียน ส่านซี เจ้อเจียง และจื๋อลี่ ประกาศตัวเป็นเอกเทศพร้อมขู่ว่าจะใช้กำลังทหารกับหลีหยวนหงซึ่งสร้างความวิตกกังวลแก่หลีหยวนหงที่ไม่มีกำลังทหารพอจะรับมือกับกลุ่มผู้บัญชาการกองทัพจึงขอความช่วยเหลือจากจางซวิน ผู้บัญชาการกองทัพอันฮุยแห่งเมืองสวีโจว ขุนศึกผู้มีเอกลักษณ์เรื่องไว้ผมทรงหางเปียที่แสดงถึงความจงรักภักดีต่อราชวงศ์ชิง และแน่นอนว่าทหารที่เขาบัญชาการต่างก็ไว้หางเปียทุกคน จนถูกคนทั่วไปเรียกว่ากองทัพหางเปีย   

จางซวิน

หลังจากที่ได้ฟังคำขอของหลีหยวนหงที่ขอให้จางซวินมาคุ้มครองตนและให้ช่วยเจรจากับต้วนฉีรุ่ยจางซวินได้ตอบตกลงและยกทัพหางเปียกว่า 6,000 นาย ไปกรุงปักกิ่งทันที ในวันที่ 7 มิถุนายน ค.. 1917 เมื่อกองทัพหางเปียมาถึงเทียนสิน ได้ประกาศให้หลีหยวนหง ยุบสภาภายใน 3 วัน สร้างความตื่นตกใจแก่หลีหยวนหงและชาวปักกิ่ง ที่คาดไม่ถึงว่าจางซวินจะหักหลังพวกตน ซึ่งความจริงแล้วจางซวินมีเป้าหมายในการฟื้นฟูราชวงศ์ชิงอยู่ตลอดเวลา พอเห็นว่ารัฐบาลปักกิ่งกำลังอ่อนแอจากการต่อสู้ระหว่างสองทำเนียบ จึงใช้โอกาสนี้ในการยึดกรุงปังกิ่งเพื่อทำตามเป้าหมาย

วันที่ 9 มิถุนายน ค.. 1917 กองทัพหางเปียได้เดินทางมาถึงบริเวณนอกกรุงปักกิ่ง หลีหยวนหงที่กำลังจนปัญญากับสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากขาดกำลังทหารป้องกันเมือง จึงตัดสินใจประกาศยุบสภาตามคำสั่งของจางซวินเพื่อหลีกเลี่ยงการสู้รบ กองทัพหางเปียจึงเข้ายึดกรุงปักกิ่งได้อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นจางซวินได้เรียกตัว คังโหย่วเหวย มาที่กรุงปักกิ่งเพื่อร่วมกันวางแผนฟื้นฟูราชวงศ์ชิง

วันที่ 1 กรกฎาคม ค.. 1917 จางซวินที่สวมชุดและหมวกของขุนนางราชวงศ์ชิง พาคังโหย่วเหวยและคณะมาที่ตำหนักหยางซิน (พระที่นั่งหลังหนึ่งทางตอนเหนือของพระราชวังต้องห้าม) เพื่ออัญเชิญอดีตจักรพรรดิ ผู่อี๋ ขึ้นครองบัลลังก์อีกครั้ง หลังจากที่ผู่อี๋ตอบตกลง จางซวินจึงแต่งตั้งตนเองเป็นเสนาบดีใหญ่และเป็นข้าหลวงใหญ่มณฑลจื๋อลี่พร้อมควบตำแหน่งข้าหลวงพาณิชย์เป่าหยาง กุมอำนาจทั้งการเมืองและการทหาร

จางซวินประกาศตั้งราชวงศ์ชิงขึ้นใหม่อีกครั้ง พร้อมประกาศพระราชโองการ 8 ฉบับในนามจักรพรรดิผู่อี๋ กำหนดให้เปลี่ยนปีที่ 6 ของสาธารณรัฐจีนเป็นรัชศกเซวียนถ่งปีที่ 9 เปลี่ยนธงห้าสีเป็นธงมังกรเหลือง ฟื้นฟูระบบขุนนางปลายราชวงศ์ชิง แต่งตั้งบรรดาศักดิ์และตำแหน่งให้บุคคลต่าง ๆ นอกจากนี้จางซวินยังส่งคนไปเชิญหลีหยวนหง มาลงฏีการับยศบรรณาศักดิ์ระดับกงขั้นที่ 1  แต่หลีหยวนหงไม่กล้าลงนาม และได้หลบหนีไปอยู่ที่สถานทูตญี่ปุ่นที่ซอยตงเจียวหมินในกรุงปักกิ่ง

หลังจากประกาศตั้งราชวงศ์ชิง ตำรวจในกรุงปักกิ่งได้เดินตระเวนออกคำสั่งให้ทุกบ้านแขวนธงมังกรเหลือง ร้านขายธงมังกรเหลืองที่ปิดกิจการไปกว่า 5 ปีก็กลับมาทำการค้าใหม่อีกครั้ง แต่สินค้าไม่พอต่อความต้องการ หลายครอบครัวจึงต้องใช้ธงมังกรกระดาษหน้าเดียวแก้ขัดไปก่อน ส่วนพวกขุนนางที่ยังจงรักภักดีต่อราชวงศ์ชิงต่างยินดีปรีดาสวมชุดเสื้อคลุมยาวแบบจีนโบราณเดินแกว่งผมหางเปียทั้งของแท้และของเทียมไปมาในเมือง

ล้มราชวงศ์ชิง (อีกครั้ง)

พอข่าวการตั้งราชวงศ์ชิงแพร่สะพัดออกไป ก็เกิดกระแสต่อต้านจากประชาชนทั่วประเทศ ซึ่งไม่ต่างจากกรณีหยวนสื่อข่าย เนื่องจากการฟื้นฟูระบอบราชาธิปไตยถือว่าฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของประชาชนและกระแสของยุคสมัยที่ไม่ต้องการระบบชนชั้นอีกต่อไป เมื่อซุนยัตเซ็นทราบข่าวดังกล่าว เขาสั่งให้รวบรวมกองกำลังทั่วประเทศและสั่งปราบจางซวินอย่างเร่งด่วน ด้านต้วนฉีรุ่ยเห็นว่าบรรลุวัตถุประสงค์ในการขับไล่หลีหยวนหงและยุบสภา จึงจัดตั้งกองทัพปราบผู้ทรยศโดยตั้งตนเองเป็นผู้บัญชาการสูงสุด มีเป้าหมายโค่นราชวงศ์ชิง เพื่อสร้างชื่อเสียงและอำนาจให้แก่ตนเอง

ในรุ่งเช้าวันที่ 12 กรกฎาคม ค.. 1917 กองทัพปราบผู้ทรยศได้ชิงบุกเข้ากรุงปักกิ่งก่อนกองทัพของซุนยัตเซ็น ด้วยกองกำลังจำนวนมากกว่าและอาวุธที่ทันสมัย กองทัพหางเปียจึงพินาศย่อยยับในเวลาอันรวดเร็ว จางซวินได้หลบหนีไปที่สถานทูตฮอลันดา ส่วนคังโหย่วเหวยได้หลบหนีไปอยู่ที่สถานทูตสหรัฐอเมริกา ในวันนั้นจักรพรรดิผู่อี๋ทรงประกาศสละราชสมบัติอีกครั้งหนึ่ง ระบอบราชาธิปไตยที่ได้ฉายเพียง 12 วันก็ได้ปิดฉากลงอย่างรวดเร็ว และแทนที่ด้วยรัฐบาลใหม่ของต้วนฉีรุ่ย

จากความขัดแย้งภายในรัฐบาลปักกิ่งส่งผลให้เสถียรภาพของรัฐบาลอ่อนแอลงเกิดการแบ่งฝ่ายกันไม่มีความเป็นหนึ่งเดียวจนกลายเป็นโอกาสของผู้ที่ต้องการขึ้นมามีอำนาจหรือล้มล้างระบอบการปกครองเช่นกรณีของจางซวินที่ได้ใช้ช่วงเวลาที่รัฐบาลแตกแยกบุกกรุงปักกิ่งและฟื้นฟูราชวงศ์ชิงขึ้นมาอีกครั้งถึงท้ายที่สุดจะถูกโค่นล้มอย่างรวดเร็วก็ตาม แต่ความขัดแย้งทางการเมืองของซุนยัตเซ็นกับต้วนฉีรุ่ยก็ยังดำเนินต่อไปจนนำไปสู่สงครามในภายภาคหน้า

 

โปรโมชั่นพิเศษ ส่งท้ายปี ซื้อนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 1 ปี (12 ฉบับ) ลด 15% พร้อมจัดส่งลงทะเบียนทุกฉบับ แถมฟรีอีก 1 เดือน (1 ฉบับ) เฉพาะวันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2563 คลิกดูรายละเอียดและสั่งซื้อได้ที่นี่


อ้างอิง :

หลิวดสี่ยวฮุ่ย. ซุนยัตเซ็น มหาบุรุษผู้พลิกแผ่นดินจีน. แปลโดย เรืองชัย รักศรีอักษร.  กรุงเทพฯ : มติชน,  ตุลาคม 2556. 

เส้าหยงหวังไท่เผิง. (2560). หลังสิ้นบัลลังก์มังกร : ประวัติศาสตร์จีนยุคเปลี่ยนผ่าน. แปลโดย กำพล ปิยะศิริกุล.  กรุงเทพฯ : มติชน,  ตุลาคม 2560.


เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 19 กรกฎาคม 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป