“เวอร์ซินเกโทริกซ์” ผู้นำนักสู้ปกป้องเสรีภาพของ “กอล” เกือบล้ม “จูเลียส ซีซาร์” แห่งโรม

ภาพเขียนผู้นำกลุ่มกอล ยอมจำนนต่อจูเลียส ซีซาร์ ในยุทธการอลีเซีย 52 ปีก่อนคริสตกาล วาดโดย Lionel Royer, 1899 (ลักษณะของผู้นำกอลและรายละเอียดของยุทโธปกรณ์ ยังถูกตั้งคำถามว่าไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงตามยุคสมัย)

ผู้นำจากยุคโบราณที่มีชื่อเสียงเป็นที่จดจำในประวัติศาสตร์ (หลากหลายมิติและมุมมอง) ต้องมีชื่อจูเลียส ซีซาร์ (Julius Caesar) แห่งโรมันโบราณรวมอยู่ด้วย อาจเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้นำเหล่านี้จะมีคู่อริคนสำคัญ ซึ่งเมื่อพูดถึงคู่อริของซีซาร์ นักประวัติศาสตร์บางรายจะยกให้เป็น “เวอร์ซินเกโทริกซ์” (Vercingetorix) นักสู้และผู้รวบรวมชนเผ่ากอลเข้าต่อกรกับทัพของจูเลียส ซีซาร์ และบางส่วนเชื่อว่าเขาคือคนที่เข้าใกล้การยัดเยียดความพ่ายแพ้ให้แม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่รายนี้ได้

จูเลียส ซีซาร์ ได้รับขนานนามว่าเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกรายหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก ก่อนหน้าที่จะก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้นำอำนาจนิยมของโรมัน จูเลียส ซีซาร์ นำทัพมีชัยขนานใหญ่ขยายขอบเขตเข้าควบคุมเมืองต่างๆ อยู่ในการปกครองของกรุงโรม ความสำเร็จแผ่กระจายไปถึงแถบเอเชีย

ความสำเร็จของแม่ทัพซึ่งไต่เต้าจากตำแหน่งพลทหารเล็กๆ ก่อนกลายเป็นแม่ทัพที่ยิ่งใหญ่ และยังมีชัยเหนือเผ่ากอลในสงครามที่ดำเนินต่อเนื่องหลายปีและมาสิ้นสุดในการรบที่อลีเซีย ที่มั่นสุดท้ายของกอล (ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของฝรั่งเศส และบางส่วนในเบลเยียมและสวิตเซอร์แลนด์) อันมีผู้นำคือ “เวอร์ซินเกโทริกซ์” ในช่วง 52 ปีก่อนคริสตกาล กลายเป็นสงครามครั้งหนึ่งที่โจษจันกันมาจนถึงทุกวันนี้

“เวอร์ซินเกโทริกซ์

“เวอร์ซินเกโทริกซ์” เป็นนักรบที่พยายามรวบรวมเผ่ากอลเพื่อปกป้องเสรีภาพของกลุ่มชนตัวเองจากการรุกรานของซีซาร์ ซึ่งหากการดำเนินการเกิดขึ้นในจังหวะที่เหมาะสมมากกว่าที่ถูกบอกเล่ากันมา กองกำลังของ “เวอร์ซินเกโทริกซ์” ย่อมมีแนวโน้มเป็นหนึ่งในกองทัพที่สั่นคลอนขุมกำลังภายใต้การนำของจูเลียส ซีซาร์ ได้

ในบันทึกความทรงจำของจูเลียส ซีซาร์ มีเอ่ยถึง “เวอร์ซินเกโทริกซ์” อยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม นักวิชาการย่อมเห็นว่ามุมมองของซีซาร์ เป็นข้อมูลด้านเดียวผ่านความทรงจำและความคิดของปัจเจกบุคคลที่เป็นคู่ตรงข้าม หากสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับนักสู้ผู้นำชนเผ่ารายนี้จากแหล่งอื่นจะพบว่า มีข้อสันนิษฐานจากนักวิชาการเกี่ยวกับผู้นำเผ่ากอลรายนี้หลายแง่

นักวิชาการส่วนหนึ่งยังตั้งข้อสงสัยว่า ชื่อ “เวอร์ซินเกโทริกซ์” อาจไม่ใช่ชื่อตั้งแต่กำเนิดของเขา เนื่องจากภาษาเคลต์ดั้งเดิม (proto-Celtic) นั้น คำว่า “เวอร์ซินเกโทริกซ์” แปลว่า “กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ในหมู่นักสู้” ชื่อ “เวอร์ซินเกโทริกซ์” อาจเป็นชื่อที่ถูกเรียกขึ้นภายหลังความสำเร็จในการรบ

น่าสนใจที่ “เวอร์ซินเกโทริกซ์” ยังเป็นอีกหนึ่งฮีโร่ในฝรั่งเศสในฐานะผู้ที่พยายามรวบรวมกลุ่มชนลุกขึ้นต่อต้านการรุกรามของพวกโรมัน เสียงบอกเล่าที่ส่งต่อปากต่อปากกันมานั้นบ่งบอกลักษณะของเขาว่า เป็นบุคคลที่สูงสง่า และเป็นนักพูดที่มีเสน่ห์ในการกล่าวปลุกใจ

“เวอร์ซินเกโทริกซ์” เติบโตในสังคมอาร์เวอร์นี (Arverni) ชนเผ่าเซลติกที่มีถิ่นฐานในฝรั่งเศส ขณะที่จูเลียส ซีซาร์ บรรยายข้อมูลเกี่ยวกับ “เวอร์ซินเกโทริกซ์” ในบันทึกที่รู้จักกันในชื่อ “สงครามกัลลิก” (The Gallic War) ซึ่งเผยแพร่ก่อนการล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน ในบันทึกเล่าว่า บิดาของ “เวอร์ซินเกโทริกซ์” คือ Celtillus ได้รับยกย่องเป็นผู้นำของชนเผ่ากอลทั้งมวล และเป็นที่รู้จักในหมู่ชนเผ่าจากการรวบรวมชนเผ่าขนาดเล็กเข้ามาอยู่ในการดูแลและสนับสนุนมาตรการที่เน้นเรื่องสันติ แต่บางครั้งก็ใช้มาตรการทางทหารกับชนเผ่าขั้วตรงข้ามบ้างหากจำเป็น

การรบกับโรมัน

ด้วยความที่ชนเผ่ากอลมีปัญหาเรื่องความขัดแย้งกันเองภายใน ปัจจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้พวกเขาตกเป็นเป้าของจูเลียส ซีซาร์ ในช่วงที่เขาปกครอง Gallia Narbonensis และยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญซึ่งนำไปสู่ความพ่ายแพ้ของพวกเขา ถึงแม้บันทึกบางรายบอกเล่าว่า “เวอร์ซินเกโทริกซ์” จะสามารถผนึกชนเผ่าลุกขึ้นต่อต้านผู้รุกรานได้ แต่ก็สายเกินไปเสียแล้ว

การครอบครองดินแดนของเผ่ากอลซึ่งยังตั้งตัวเป็นอิสระย่อมนำมาซึ่งชื่อเสียงและเงินทองแก่ซีซาร์ แม่ทัพผู้นี้จึงเริ่มต้นรุกรานดินแดนกอลในช่วง 50 ปีก่อนคริสตกาล หลังจากนั้นก็เริ่มกำจัดกลุ่มชนเผ่าอย่าง Eburones ซีซาร์ ขายผู้ที่รอดชีวิตจากสงครามไปเป็นทาสและเข้าครอบครองดินแดนของเผ่านี้ ซีซาร์ ใช้เวลาทำสงครามกับกลุ่มกอลนานหลายปี ชนเผ่ารุ่นเยาว์ที่เติบโตขึ้นมาและได้รู้จักกับซีซาร์ ก็เกลียดแม่ทัพผู้นี้อย่างแสนสาหัส

“เวอร์ซินเกโทริกซ์” และเหล่านักรบหนุ่มรับรู้เรื่องการสังหารหมู่ชนเผ่าใกล้เคียง ไฟนักรบพวกเขายิ่งลุกโชนเมื่อรับรู้ว่าชาวกอลใน Cenabum ลุกฮือขึ้นมาและสังหารเจ้าหน้าที่จากโรมจำนวนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม เชื่อกันว่าสภาผู้อาวุโสแห่งอาร์เวอร์นี (กลุ่มของ “เวอร์ซินเกโทริกซ์”) ไม่เห็นด้วยกับทางเลือกเข้าต่อสู้กับโรมัน ในบันทึก Gallic Wars จูเลียส ซีซาร์ บันทึกไว้ว่า เจ้าชายหนุ่มที่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจในอาร์เวอร์นี ถูกขับไล่ออกจากเมือง แต่เขาไม่ยอมแพ้ เขารวบรวมกำลังพวกขอทานและคนชายขอบโดยไม่สนใจคำเตือนของผู้อาวุโส “เวอร์ซินเกโทริกซ์” กระตุ้นให้คนทั้งหลายจับอาวุธลุกขึ้นสู้เพื่อเสรีภาพ หลังจากนั้น ผู้ติดตามของ “เวอร์ซินเกโทริกซ์” ยกย่องให้เขาขึ้นเป็นผู้นำ นักรบรายนี้ก็เนรเทศคู่ตรงข้ามที่เคยขับไล่เขามาก่อนหน้านี้ “เวอร์ซินเกโทริกซ์” ยังรวบรวมชนเผ่าอื่นในกลุ่มกอลให้มารวมตัวกับเขาด้วย และแล้วสงครามของกลุ่มผู้ฮึกเหิมของกอล กับซีซาร์ ก็เริ่มขึ้น

“เวอร์ซินเกโทริกซ์” ปล้นสะดมดินแดนที่กึ่งอยู่ภายใต้การปกครองดูแลของซีซาร์ ทุกครั้งที่การบุกปล้นสำเร็จ นั่นเท่ากับว่าเขายิ่งได้เสบียงและกำลังสนับสนุนมากขึ้น ตามมาด้วยชนเผ่าเข้าร่วมอย่างต่อเนื่อง

ช่วง 52 ปีก่อนคริสตกาล กลุ่มกอลบุกเข้ายึด Gergovia ซึ่งเป็นหนึ่งในพันธมิตรของซีซาร์ นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า กลุ่มกอลมีโชคเล็กน้อยเนื่องจากวันทำศึก ซีซาร์ ยังอยู่ระหว่างการเดินทาง และมีนายทหารตำแหน่งรองลงมาเป็นผู้ควบคุมทัพโรมันแทน กลุ่มชนเผ่าใช้วิธีรบแบบกองโจรมากกว่าการรบซึ่งหน้าตามแบบแผนในตำราซึ่งนายทหารโรมันฝึกฝนมารับมืออยู่แล้ว ชนเผ่าเข้าโจมตีที่พักและที่เก็บเสบียงในยามราตรีแล้วหลบหนีไป กลุ่มชนเผ่าที่ชำนาญในภูมิประเทศมากกว่าช่วยให้พวกเขาได้เปรียบอีกต่างหาก

กลยุทธ์ของชนเผ่ายังรวมถึงเผาทำลายทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นเมือง หมู่บ้าน และเสบียง ซึ่งพวกเขาคิดว่าอาจเป็นสิ่งที่โรมันนำไปใช้ประโยชน์ได้ ซีซาร์ ยังชมเชยกลยุทธ์ของกลุ่มกอลว่า พวกชนเผ่าเป็นกลุ่มชนที่เฉลียวฉลาด สามารถปรับตัวและลอกเลียนแบบอะไรก็ตามที่พวกเขาประสบพบเจอ

เคที่ เซเรน่า (Katie Serena) คอลัมนิสต์จาก ATI บรรยายว่า กลยุทธ์ของชนเผ่าได้ผลไม่นาน กองกำลังของ “เวอร์ซินเกโทริกซ์” เริ่มพ่ายแพ้ศึกต่อซีซาร์ บ่อยครั้งขึ้น และต้องล่าถอยไปเรื่อยๆ จนไปตั้งรับในที่มั่นสุดท้ายคืออลีเซีย ในช่วงเดือนกันยายน 52 ปีก่อนคริสตกาล

การรบที่อลีเซีย

หนังสือ “ชีวิตของซีซาร์” (Life of Caesar) โดยพลูทาร์ก (Plutarch) นักประวัติศาสตร์ และผู้เขียนชีวประวัติของซีซาร์ บรรยายการรบครั้งนั้นว่า ซีซาร์ ปิดล้อมเมืองที่อยู่บนหุบเขาหวังให้ข้าศึกขาดเสบียงและยอมแพ้ เมื่อ “เวอร์ซินเกโทริกซ์” เริ่มขาดเสบียง เขาต้องตัดสินใจปล่อยเด็กและผู้หญิงออกนอกเมือง โดยคาดหวังว่าพวกผู้อพยพจะได้ถูกปล่อยผ่าน แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น พวกผู้อพยพต้องตั้งที่พักอยู่กึ่งกลางระหว่าง 2 กองทัพ และเริ่มอดอยาก ขณะที่การรบของชนเผ่าก็ไม่สามารถตีฝ่าการปิดล้อมกองทัพของซีซาร์ ได้ และถูกบีบให้เปิดการเจรจา

ช่วงต้นเดือนตุลาคม “เวอร์ซินเกโทริกซ์” ต้องเจรจากับซีซาร์ ยื่นข้อเสนอยอมแพ้ หากซีซาร์ ไว้ชีวิตคนของเขา ซีซาร์ ตอบตกลงกับข้อเสนอนี้ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลนี้เป็นเพียงหนึ่งในข้อสันนิษฐานที่หลากหลายเกี่ยวกับจุดจบของผู้นำกอล บางแหล่งเชื่อว่า ผู้ที่ติดตาม “เวอร์ซินเกโทริกซ์” เห็นว่าเขาเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชนเผ่าจนตรอก และส่งตัวเขาให้ซีซาร์ บางแหล่งก็บอกเล่าว่า “เวอร์ซินเกโทริกซ์” สำนึกว่าตัวเองเดินหมากผิดพลาดและยอมจำนนเอง

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ผลลัพธ์ท้ายที่สุดคือ “เวอร์ซินเกโทริกซ์” เดินทางเข้าแคมป์ของซีซาร์ และเข้ามาที่พักของแม่ทัพโรมัน เขาถอดชุดเกราะและคุกเข่ายอมแพ้ ซีซาร์ ควบคุมตัว “เวอร์ซินเกโทริกซ์” กลับที่กรุงโรม หลายปีหลังเขาถูกส่งตัวเข้าร่วมในการฉลองชัยของซีซาร์ และเสียชีวิตในภายหลัง บางแหล่งชี้ว่าเขาเสียชีวิตในคุกจากการถูกรัดคอ

ช่วงเวลานั้น ความพ่ายแพ้ของผู้นำชนเผ่าแพร่กระจายไปทั่ว ในฝรั่งเศส ส่วนใหญ่แล้ว สถานะของเขามีลักษณะเป็น “ฮีโร่” ขณะที่ซีซาร์ ใช้ชัยชนะในสงครามกับกอลเป็นบันไดขึ้นสู่อำนาจในโรม

ปัจจุบันมีรูปปั้นของ  “เวอร์ซินเกโทริกซ์” ใน Place de Jaude ในแคลร์มงต์-แฟร์รองด์ ประเทศฝรั่งเศส


อ้างอิง:

Matthews, Rupert. “Battle of Alesia”. Britannica. Online. <https://www.britannica.com/event/Battle-of-Alesia-52-BCE>

Serena Katie. “Vercingetorix: The Ancient Freedom Fighter Who Nearly Beat Caesar”.
All Thats Interesting. Online Published 2 JUN 2019. Access 3 JUN 2019. <https://allthatsinteresting.com/vercingetorix>


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 มิถุนายน 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป