ย้อนดูต้นฉบับ Game Of Thrones “สงครามดอกกุหลาบ” 30 ปี ชิงอำนาจ-ทรยศ-แปรพักตร์

สงครามดอกกุหลาบ (War of The Roses) เป็นสงครามแย่งชิงราชบัลลังก์ของอังกฤษ ระหว่างราชวงศ์แลงคาสเตอร์ (House of Lancaster) กับราชวงศ์ยอร์ก (House of York) ระหว่างปี ค.ศ. 1455-1485 เหตุที่เรียกสงครามดอกกุหลาบเนื่องจากราชวงศ์แลงคาสเตอร์ใช้ดอกกุหลาบสีแดงเป็นสัญลักษณ์ ส่วนราชวงศ์ยอร์กใช้ดอกกุหลาบสีขาว

พระเจ้าเฮนรีที่ 6 (Henry VI) จากราชวงศ์แลงคาสเตอร์เป็นกษัตริย์ผู้ครองบัลลังก์อังกฤษช่วงสงครามปะทุ พระองค์เป็นคนหัวอ่อนและถูกครอบงำโดยข้าราชบริพารและขุนนางบางกลุ่มที่มุ่งแสวงหาผลประโยชน์ให้พวกตน ในรัชสมัยของพระองค์เป็นช่วงท้ายของสงครามร้อยปีระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ซึ่งอังกฤษสูญเสียผลประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะดินแดนบนแผ่นดินใหญ่ในทวีปยุโรป ขุนนางฝ่ายหนึ่งโจมตีเรื่องนี้ว่าเป็นเหตุมาจากนโยบายที่ผิดพลาดของกษัตริย์และขุนนางฝ่ายตรงข้ามพวกตน ซึ่งได้สร้างความไม่พอใจเป็นวงกว้าง

พระเจ้าเฮนรีที่ 6 (Henry VI)

ขุนนางเริ่มแก่งแย่งอำนาจกันในขณะที่พระเจ้าเฮนรีที่ 6 เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ ไร้ประโยชน์ และมีปัญหาทางด้านสภาพจิตใจที่ไม่ปกติทำให้ราชวงศ์ขาดความมั่นคงและควบคุมการบริหารประเทศได้ยากลำบาก อีกทั้งพระราชินีมาร์กาเร็ต (Margaret of Anjou) ก็ยังไม่มีพระโอรสเพื่อสืบราชบัลลังก์ จึงเกิดความวิตกกังวลในเรื่องผู้สืบราชบัลลังก์และมีผู้อ้างสิทธิ์หากพระเจ้าเฮนรีที่ 6 สวรรคต ได้แก่ เอ็ดมุนแห่งตระกูลโบฟอร์ต (Edmund Beaufort) และริชาร์ดแห่งยอร์ก (Richard of York)

ในปีเมื่อถึง ค.ศ. 1453 ริชาร์ดแห่งยอร์กอ้างสิทธิ์เป็นผู้พิทักษ์ราชบัลลังก์และผู้สำเร็จราชการ เขาได้รับการสนับสนุนและได้รับความนิยมจากประชาชน แต่ไม่นานพระราชินีมาร์กาเร็ตก็มีประสูติการพระโอรสนามว่าเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดแห่งเวสมินส์เตอร์ (Edward of Westminster) จากนั้นพระเจ้าเฮนรีที่ 6 โดยการช่วยเหลืออย่างแข็งขันของพระราชินีมาร์กาเร็ตผู้นำของฝ่ายแลงคาสเตอร์ทางพฤตินัยพยายามสร้างพันธมิตรและเรียกคืนพระราชอำนาจแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะริชาร์ดแห่งยอร์กได้กุมอำนาจไว้ได้เหนือกว่า พระราชินีมาร์กาเร็ตจึงปลุกเร้าให้ผู้สนับสนุนราชวงศ์แลงคาสเตอร์ขึ้นมาต่อต้านริชาร์ดแห่งยอร์ก

การต่อสู้ของทั้งสองฝ่ายเป็นไปอย่างดุเดือด ต่างสะสมกำลังกันทั่วประเทศโดยฝ่ายแลงคาสเตอร์มีที่มั่นทางตอนเหนือของอังกฤษ และพลัดกันแพ้ชนะเสมอ ฝ่ายแลงคาสเตอร์พยายามบุกยึดกรุงลอนดอนแต่ไม่ประสบผลสำเร็จและต้องถอนกำลังกลับสู่ที่ตั้งมั่นทางตอนเหนือของอังกฤษ ปี ค.ศ. 1460 กระทั่งรัฐสภาได้พิจารณาเรื่องสืบราชบัลลังก์โดยยอมรับว่าการอ้างสิทธิ์ของราชวงศ์ยอร์ก แต่จากเสียงส่วนใหญ่เห็นสมควรว่า พระเจ้าเฮนรีที่ 6  ควรดำรงตำแหน่งกษัตริย์ต่อไปและได้ออกพระราชบัญญัติแอคคอร์ด (Act of Accord) ซึ่งยอมรับว่าริชาร์ดแห่งยอร์กเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งของพระเจ้าเฮนรีที่ 6 โดยตัดสิทธิ์ของเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดโอรสของพระเจ้าเฮนรีที่ 6 ออกจากราชบัลลังก์ ริชาร์ดแห่งยอร์กยอมรับข้อตกลงนี้เพราะเห็นว่าเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุด เขาเป็นผู้พิทักษ์อาณาจักรและราชบัลลังก์แต่ก็ยังมีอำนาจสามารถปกครองประเทศในนามของพระเจ้าเฮนรีที่ 6 ได้ต่อไป

พระราชินีมาร์กาเร็ตและพระโอรสหนีไปเวลส์และขอความช่วยเหลือจากพวกสก็อตโดยแลกผลประโยชน์เป็นเมืองบางแห่งทางตอนเหนือของอังกฤษคืนให้กับสก็อตแลนด์ ฝ่ายแลงคาสเตอร์จึงได้ยึดที่มั่นทางตอนเหนือของอังกฤษไว้สำหรับต่อต้านและเรียกคืนราชบัลลังก์ กองทัพฝ่ายยอร์กยกทัพบุกโจมตีในสมรภูมิเวคฟีล์ด (Battle of Wakefield) แต่นั่นทำให้ริชาร์ดแห่งยอร์กเสียชีวิตในสนามรบ ราว ค.ศ. 1461

เอ็ดเวิร์ด เอิร์ลแห่งมาร์ช จากราชวงศ์ยอร์ก (Edward, Earl of March) ได้อ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์อังกฤษ เนื่องจากเขาเป็นบุตรชายคนโตของริชาร์ดแห่งยอร์ก ฝ่ายแลงคาสเตอร์ที่นำโดยพระราชินีมาร์กาเร็ตก็ยกทัพจากเหนือมุ่งสู่ลอนดอน ระหว่างทางก็บุกปล้นสะดมจนสร้างความหวั่นเกรงให้กับชาวใต้อย่างมาก ทำให้เอ็ดเวิร์ด เอิร์ลแห่งมาร์ช เป็นเหมือนผู้นำในยามวิกฤตและได้รับการยอมรับจากขุนนางและประชาชนในกรุงลอนดอนมากยิ่งขึ้น  

เอ็ดเวิร์ด เอิร์ลแห่งมาร์ชมีชัยชนะในสมรภูมิทาวทัน (Battle of Towton) มีทหารรวมกันราว 40,000–80,000 คน โดยมีผู้ชายมากกว่า 20,000 คนถูกฆ่าตายระหว่างการสู้รบ ผู้นำของฝ่ายแลงคาสเตอร์เสียชีวิตไปเกือบทั้งหมด และมีบางส่วนก็หันไปสวามิภักดิ์กษัตริย์องค์ใหม่ คือเอ็ดเวิร์ด เอิร์ลแห่งมาร์ชได้ปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 (Edward IV) ส่วนพระเจ้าเฮนรีที่ 6 และพระราชินีมาร์กาเร็ตก็หนีขึ้นไปทางเหนืออีกครั้ง

พระเจ้าเฮนรีที่ 6 สูญเสียพระราชอำนาจอย่างสิ้นเชิง พระองค์พร้อมพระราชินีมาร์กาเร็ตหนีไปราชสำนักสก็อตแลนด์ และยังคงยึดมั่นอยู่ทางเหนือของอังกฤษแต่เมื่อขุนนางฝ่ายแลงคาสเตอร์ก่อกบฏขึ้นหลายครั้ง พระเจ้าเฮนรีที่ 6 ก็ถูกจับกุมตัวในปี ค.ศ. 1464 และถูกนำตัวไปขัง ณ หอคอยแห่งลอนดอนแต่ได้รับการปฏิบัติอย่างดีพอสมควร แม้จะมีความพยายามของฝ่ายแลงคาสเตอร์ที่นำโดยพระราชินีมาร์กาเร็ตในการฟื้นฟูราชบัลลังก์ให้พระเจ้าเฮนรีที่ 6 แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 สามารถเจรจากับฝ่ายสก็อตแลนด์ได้ จนฝ่ายสก็อตแลนด์บังคับให้พระราชินีมาร์กาเร็ตและพระโอรสลี้ภัยไปอยู่ฝรั่งเศส

ขณะที่ที่มั่นสุดท้ายของฝ่ายแลงคาสเตอร์อยู่ที่ปราสาทฮาร์เลช (Harlech) ในเวลส์ และได้ยอมจำนนในปี ค.ศ. 1468 หลังจากการปิดล้อมนานกว่าเจ็ดปี อย่างไรก็ตาม อังกฤษภายใต้กษัตริย์พระองค์ใหม่ก็ไม่ได้ทำให้บ้านเมืองสงบสุขอยู่ดีกินดีแตกต่างจากเดิมเท่าใดนัก ความนิยมทั่วไปของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 เริ่มลดน้อยลงเนื่องจากมีการเก็บภาษีที่สูงขึ้น การหยุดชะงักของการออกกฎหมาย และความสงบที่ยังไม่เรียบร้อยดีนัก

ริชาร์ด เนวิล เอิร์ลแห่งวอร์วิค (Richard Neville, Earl of Warwick) ขุนนางผู้ทรงอำนาจและเสมือนเป็นผู้ช่วยคนสำคัญที่ทำให้พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ได้ขึ้นครองราชย์ เขาได้ทรยศกษัตริย์ของตนเองเนื่องจากเกิดความหมางใจหลายประการที่พระราชินีเอลิซาเบธในพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ใช้อำนาจสนับสนุนคนของตระกูลพระนางให้มีอำนาจมากจนทำให้ตระกูลของริชาร์ด เนวิล ค่อย ๆ เสื่อมอำนาจลง

ริชาร์ด เนวิลและกองกำลังฝ่ายแลงคาสเตอร์ที่บางส่วน (ที่เคยหันไปสวามิภักดิ์พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4) กลับมาร่วมมือกันเพื่อล้มราชบัลลังก์พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 และยังได้ร่วมมือกับพระราชินีมาร์กาเร็ตที่อาศัยการช่วยเหลือจากฝรั่งเศสอีกแรงด้วย แม้จะขับไล่พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ออกไปได้จนพระองค์ต้องลี้ภัยไปที่เบอร์กันดีทางตอนเหนือของฝรั่งเศส ใน ค.ศ. 1470 แต่จากนั้นไม่นาน พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ก็กลับสู่อังกฤษ ในสมรภูมิแห่งบาร์เน็ต (Battle of Barnet) เมื่อ ค.ศ. 1471 ฝ่ายยอร์กนำโดยพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ได้รับชัยชนะเบ็ดเสร็จและสามารถสังหารริชาร์ด เนวิลได้ และก่อนหน้าสมรภูมินี้จะเกิดขึ้นไม่กี่วัน พระราชินีมาร์กาเร็ตและเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด รัชทายาทของพระเจ้าเฮนรีที่ 6 ก็เดินทางเข้ามายังเกาะอังกฤษเพื่อช่วยฝ่ายแลงคาสเตอร์สู้รบ

ทว่าในสมรภูมิทูกส์เบอรี (Battle of Tewkesbury) ฝ่ายพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 มีชัยชนะและสามารถสังหารเจ้าชายเอ็ดเวิร์ด ส่วนพระราชินีมาร์กาเร็ตถูกจับไปคุมขังที่หอคอยแห่งลอนดอน และไม่นานจากนั้นพระเจ้าเฮนรีที่ 6 ก็ถูกประหารทำให้ราชวงศ์แลงคาสเตอร์สายตรงเป็นอันสิ้นสุดลง

กระทั่ง ค.ศ. 1483 พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 สวรรคตโดยกระทันหัน พระโอรสได้ขึ้นปกครองต่อนามว่า พระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 5 แต่ ริชาร์ด ดยุกแห่งกลอสเตอร์ (Richard, Duke of Gloucester) น้องชายของพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 ได้เข้ามาอ้างสิทธิ์เหนือราชบัลลังก์โดยกล่าวหาว่าการเสกสมรสระหว่างพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 และพระราชินีเอลิซาเบธเป็นการเสกสมรสที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ฉะนั้นโอรสทั้งสองพระองค์จึงเป็นลูกนอกสมรสและไม่มีสิทธิในราชบัลลังก์ จากนั้นริชาร์ด ดยุกแห่งกลอสเตอร์ จึงกำจัดพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 5 ที่ยังทรงพระเยาว์ออกไปโดยเป็นปริศนาถึงทุกวันนี้ว่าไม่ทราบชะตากรรมคือ “หายไปอย่างไร้ร่องรอย” และขึ้นครองราชย์สืบต่อเป็นพระเจ้าริชาร์ดที่ 3

เฮนรีแห่งทิวเดอร์ (Henry Tudor) อ้างสิทธิ์ในฐานะผู้สืบสิทธิ์ทางราชวงศ์แลงคาสเตอได้นำกองทัพบดขยี้ฝ่ายยอร์กของพระเจ้าริชาร์ดที่ 3 ณ สมรภูมิบอสเวิร์ท (Battle of Bosworth) ใน ค.ศ. 1485 และพระเจ้าริชาร์ดก็สวรรคตในการรบครั้งนั้น

พระเจ้าเฮนรีที่ 7 (Henry VII)

เฮนรีแห่งทิวเดอร์จึงปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าเฮนรีที่ 7 (Henry VII) แห่งราชวงศ์ทิวเดอร์ โดยสมรสกับเจ้าหญิงเอลิซาเบธแห่งยอร์ก (Elizabeth of York) พระธิดาในพระเจ้าเอ็ดเวิร์ดที่ 4 เพื่อเป็นการปรองดองระหว่างสองราชวงศ์ อย่างไรก็ตาม พระเจ้าเฮนรีที่ 7 ยังคงต้องปราบกบฏผู้อ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์ต่อไปอีกสิบปีจนสามารถคุมอำนาจได้ไว้ทั้งหมด และผู้ที่พยายามอ้างสิทธิ์ในราชบัลลังก์ก็หมดอำนาจจะต่อกรต่อราชวงศ์ใหม่ได้อีกต่อไป

พระเจ้าเฮนรีที่ 7 รวมสัญลักษณ์ของสองราชวงศ์คือกุหลาบแดงแห่งราชวงศ์แลงคาสเตอร์และกุหลาบขาวแห่งราชวงศ์ยอร์กเป็นสัญลักษณ์ใหม่คือ “กุหลาบทิวเดอร์” ที่มีทั้งสีแดงและขาวในดอกเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ราชวงศ์ยอร์กใช้สัญลักษณ์ดอกกุหลาบขาวก่อนสงครามจะเกิด ทว่าราชวงศ์แลงคาสเตอร์พึ่งจะนำดอกกุหลาบสีแดงมาใช้ภายหลังจากพระเจ้าเฮนรีที่ 7 มีชัยในสมรภูมิบอสเวิร์ท


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 พฤษภาคม 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป