เมื่อ “หงสา” ไร้บุเรงนอง, บ้านเมืองวิกฤตถึงขั้น “คนกินกันเอง-ฝรั่งตั้งตนเป็นเจ้า”

(ซ้าย) อนุสาวรีย์บุเรงนอง หน้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของพม่า (By Phyo WP) ฉากหลังเป็นทางเข้าพระธาตุชเวมอดอ ในเมืองพะโค หรือหงสาวดี (AFP PHOTO / NICOLAS ASFOURI)

บุเรงนองกษัตริย์แห่งราชวงศ์ตองอูยิ่งใหญ่เพียงใดคงไม่ต้องสาธยายมาก คนไทยก็รับรู้โดยทั่วกันอยู่แล้ว แม้ว่า บุเรงนองจะเป็นเจ้าต่างชาติต่างเผ่า แต่คนไทยก็ให้ความชื่นชมในตัวกษัตริย์แห่งหงสาวดีพระองค์นี้ไม่น้อย วรรณกรรมเกี่ยวกับพระองค์ในภาคภาษาไทยจึงยังฉายภาพของพระองค์ในเชิงบวกอยู่

แต่อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ของพระองค์มีอายุที่สั้นยิ่งนัก เมื่อนันทบุเรงขึ้นครองราชย์ต่อจากพระราชบิดา พระองค์มิได้มีอำนาจบารมีเทียบเท่า เจ้าบ้านเมืองอื่นที่เคยอ่อนน้อมก็พากันแข็งข้อ ซึ่งพระองค์ก็ทรงปราบปรามอย่างรุนแรง ดังที่พ่อค้าชาวเวนิช กัสเปโร บัลบี (Gaspero Balbi) ที่อยู่ในหงสาวดีขณะนั้น อ้างว่าพระองค์ได้สั่งประหารประชาชนกว่า 4 พันรายที่เกี่ยวข้องกับการวางแผนกบฏขอเจ้าเมืองอังวะ ส่วนชะตากรรมของเจ้าแห่งอังวะนั้นบ้างก็ว่าตายหลังพ่ายแพ้ในศึกชนช้างกับนันทะบุเรง แต่บ้างก็อ้างว่าหลบหนีไปอยู่เมืองจีนจนเสียชีวิตที่นั่น

การทำสงครามกับสยามหลายครั้งยังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอย่างหนักเนื่องจากกองทัพหงสาต้องสูญเสียอย่างใหญ่หลวงจากการพ่ายแพ้ให้กับกองทัพพระนเรศวรในแทบทุกครั้ง รวมถึงการสูญเสียชีวิตของพระอุปราชแห่งหงสา โอรสของนันทะบุเรงเองด้วย

ความพ่ายแพ้ครั้งแล้วครั้งเล่าให้กับอยุธยา และการแปรพักตร์ของอดีตพันธมิตรของพระองค์ ยิ่งทำให้นันทะบุเรงทรงดำเนินมาตรการกระชับอำนาจมากยิ่งขึ้น มีบันทึกว่าพระองค์ทรงใช้อำนาจกดขี่ชาวมอญอย่างหนัก จนทำให้ชาวมอญหลบหนีมาพึ่งบารมีกษัตริย์แห่งอยุธยาเป็นจำนวนมาก

ในปี ค.ศ.1595 (พ.ศ. 2138) อังวะ แปร และตองอู ได้พากันแข็งเมือง ด้านเจ้าเมืองยะไข่ก็ได้ส่งกองเรือรบมาเล่นงานราชอาณาจักรหงสาวดีเพื่อล้างแค้นสมัยที่บุเรงนองเคยบุกมารุกราน ปีถัดมา กองทัพยะไข่ก็สามารถยึดสิเรียม เมืองท่าหลักของหงสาวดีได้สำเร็จ ก่อนเคลื่อนทัพไปยังกรุงหงสาวดีที่กองทัพตองอูกำลังล้อมโจมตีอยู่ ด้านพระนเรศวรก็ทรงกรีฑาทัพตามมาเช่นกัน แต่มาไม่ทัน หงสาวดีถูกตีแตกไปก่อน ตองอูและยะไข่จึงจัดสรรส่วนแบ่งที่ได้จากการปล้นสะดมหงสาวดีกันเพียง 2 ฝ่าย ก่อนเผาเมืองทิ้ง ส่วนทัพอยุธยาที่ตามมาทีหลังก็ได้เพียงยึดเมืองทวายและเมาะตะมะก่อนตั้งให้ผู้นำชาวมอญเป็นผู้ปกครองแทน

การตกอยู่ในภาวะสงครามตลอดเวลา ทำให้หงสาวดีตกอยู่ในสภาพที่ยากแค้น ท้องทุ่งที่ทำการเกษตรถูกทำลายจนเกิดภาวะอดอยากถึงขนาดที่คนต้องกินคนกันเอง ซึ่งในบทความเรื่อง “หงสาวดี: เมืองของผู้ชนะ 20 ทิศ” โดย พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ 2543 ได้ยกบันทึกของนักบวชคณะเยซูอิตถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นว่า

“…ถึงกับว่าพวกเขาต้องกินกันเอง และภายในตัวเมืองพะโคมีหญิงชายลูกเล็กเด็กแดงอยู่อาศัยเหลือไม่เกินสามหมื่นคน นับเป็นภาพที่น่าเศร้าใจที่ได้เห็นซากปรักหักพังของวัดวาอาราม และปราสาทราชวัง ตามถนนหนทางและท้องไร่ท้องนาเต็มไปด้วยหัวกระโหลกและกระดูกของชาวพะโคผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกฆ่าหรือต้องตายด้วยความอดอยาก…”

นอกจากนี้ ในช่วงที่มีการชุลมุนวุ่นวายกันอยู่นั้น ยังมีอีกกลุ่มอำนาจที่มีบทบาทสำคัญคือชาวโปรตุเกสที่เข้ามามีอิทธิพลในอุษาคเนย์ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 16 ซึ่งมีทั้งพ่อค้า โจรสลัดและทหาร บ้างก็เข้ารับใช้เจ้าในดินแดนต่างๆ ในแถบนี้ และหนึ่งในนั้นก็คือ ฟิลิป เดอบริโต (Philip de Brito) ชาวโปรตุเกสที่ได้รับมอบหมายจากกษัตริย์แห่งยะไข่ให้ดูแลเมืองสิเรียมพร้อมกำลัง 1600 นาย แต่กลับฉวยโอกาสตั้งตนเป็นเจ้าเสียเอง แล้วขับไล่พวกยะไข่ออกไปด้วยการสนับสนุนจากอุปราชโปรตุเกสแห่งเมืองกัวในอินเดีย

ชาวโปรตุเกสที่มาแสวงโชคในตะวันออกส่วนใหญ่มีเป้าหมายสำคัญคือแสวงหาความมั่งคั่ง และเปลี่ยนคนท้องถิ่นให้หันมาเข้ารีต เดอบริโต ก็เช่นกัน เขาไม่ให้ความเคารพต่อความเชื่อของคนท้องถิ่น จึงสั่งให้ทำลายเจดีย์และศาสนาสถานต่างๆ เพื่อรวบรวมแก้วแหวนเงินทอง รูปปั้นทองคำมีค่าทั้งหลาย และบังคับให้ชาวมอญหันมานับถือศาสนาคริสต์ ทำให้ชาวบ้านไม่พอใจในความเผด็จการของเขาเท่าใดนัก 

เดอบริโต ครองอำนาจได้ราว 10 ปี ก็ถูกเจ้าสุทโธธรรมราชา (อโนเพตลุน) หลานปู่ของบุเรงนองผู้ครองอังวะยกทัพลงมาปราบ โดยชาวมอญในเมืองสิเรียมได้หันไปเข้ากับกองกำลังพม่าเล่นงานเจ้าโปรตุเกสจนเสียท่า ถูกจับทรมานจนเสียชีวิต

ปัจจุบันหงสาวดีเป็นเหมือนกับเมืองในชนบทเล็กๆ พระราชวังอันยิ่งใหญ่เหลือเพียงฐานก่ออิฐเตี้ยๆ ไม่เหลือเค้าโครงความยิ่งใหญ่ในอดีต ทางการพม่าจึงได้จัดสร้างพระราชวังแห่งกษัตริย์บุเรงนองขึ้นมาใหม่โดยอาศัยหลักฐานจากจิตรกรรมฝาผนังหรือภาพวาดรวมถึงคำบรรยายในสมุดพับโบราณของพม่า รวมทั้งขนบธรรมเนียมของราชสำนักประกอบเข้าด้วยกัน แต่ก็ยากที่จะจำลองความยิ่งใหญ่ของราชอาณาจักรของพระมหากษัตริย์พระองค์นี้


อ้างอิง:

1. “A Short History of Burma”. S.W. Cocks. Macmillan and Co., Limited. 1919

2. “หงสาวดี: เมืองของผู้ชนะ 20 ทิศ” โดย พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ 2543

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป