ศิลาจารึก Rosetta Stone กุญแจไขความลี้ลับอักษรภาพอียิปต์

ศิลาจาลึกโรเซตต้า ในบริติชมิวเซียม © Hans Hillewaert / , via Wikimedia Commons

เมื่อปี 2004 องค์การอวกาศยุโรป ส่งยานอวกาศชื่อโรเซตต้า” (Rosetta) ไปสำรวจดาวหางดวงหนึ่ง ในเดือนพฤศจิกายน 2014 ยานอวกาศลำนี้ ก็ส่งยานลูกชื่อฟิเล” (Philae)ไปร่อนลงยังดาวหาง ในบริเวณที่นักดาราศาสตร์ตั้งชื่อว่าอกิลเกีย” (Agilkia)

โรเซตต้า ฟิเล และอกิลเกีย เป็นชื่อสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับการไขปริศนาความลี้ลับของวัฒนธรรมอียิปต์โบราณ เมื่อกองทัพนโปเลียนบุกไปยึดครองอียิปต์ และขุดพบศิลาจารึกโรเซตต้า (The Rosetta Stone) ในปี 1799 และต่อมามีการค้นพบเสาหินโอบิลิสก์ ที่วิหารเทพธิดาไอซิส เกาะฟิเล ทำให้นักภาษาศาสตร์อย่าง ชามโพลลิออง สามารถไขความลับของอักษรภาพอียิปต์โบราณออกมาได้ ส่วนอกิลเกียคือเกาะที่อยู่ใกล้กันกับเกาะฟิเล เมื่อมีการสร้างเขื่อนอัสวานในปี 1960-70 เกาะฟิเลจมอยู่ใต้น้ำ ทำให้ต้องรื้อวิหารไอซิส ไปตั้งอยู่ที่เกาะอกิลเกีย

ยุทธการพีระมิดของนโปเลียน (By Watteau, Francois-Louis-Joseph)
ยุทธการพีระมิดของนโปเลียน (By Watteau, Francois-Louis-Joseph)

เมื่อกองทัพนโปเลียนบุกไปอียิปต์ในปี 1798 ไม่ได้มีเป้าหมายทางทหาร เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงของอังกฤษจากตะวันออกไกลเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายด้านวัฒนธรรมอีกด้วย โดยมีคณะนักสำรวจที่ประกอบด้วยวิศวกร สถาปนิก ศิลปินและนักวิทยาศาสตร์ ติดตามไปด้วยร้อยกว่าคน เพื่อศึกษารายละเอียดด้านต่างๆ ของอียิปต์ ในปี 1799 นายทหารวิศวกรคนหนี่งขุดพบโบราณวัตถุที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ชิ้นหนึ่ง ที่ปัจจุบันเรียกว่าศิลาจารึกโรเซตต้า” (The Rosetta Stone) ที่มีจารึกเป็นตัวอักษร 3 แบบ คืออักษรภาพ อักษรลายมือ และอักษรกรีซ เมื่อกองทัพฝรั่งเศสพ่ายแพ้ต่ออังกฤษ ต้องมอบวัตถุโบราณของอียิปต์ให้กับอังกฤษ รวมทั้งศิลาจารึกโรเซตต้า ที่ปัจจุบันตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์อังกฤษ

คณะนักสำรวจของนโปเลียน เก็บข้อมูลทุกด้านของอียิปต์โบราณ ทำให้คนทั่วไปได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับอียิปต์ แต่ความเข้าใจเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของอียิปต์โบราณยังไม่เกิดขึ้น เพราะความเข้าใจดังกล่าว ต้องมาจากความสามารถในการอ่านอักษรภาพ แม้แต่คณะนักสำรวจของนโปเลียน ที่บันทึกเรื่องต่างๆ ของอียิปต์โบราณไว้มากมาย ก็ยังเกิดการเข้าใจผิด เมื่อคนพวกนี้ได้ไปเห็นวิหารคาร์นัก ที่เมืองลักซอร์ ก็เข้าใจว่า วิหารนี้คือ พระราชวังแวร์ซายส์ของฟาโรห์อียิปต์

เพราะเหตุนี้ การจะเข้าใจอียิปต์โบราณได้ จึงอยู่ที่ความพยายามและความสำเร็จในการไขความลับของศิลาจารึกโรเซตต้า ที่มีการจารึกข้อความด้วยภาษาเขียน 3 แบบ ศิลาจารึกนี้เขียนขึ้นในสมัยปโตเลมีที่ 5 (205-180 ปีก่อนคริสตกาล) แม้ขอบศิลาจารึกในส่วนของอักษรภาพจะเสียหาย จนไม่มีประโยคท่อนไหนสมบูรณ์เลย แต่ส่วนของอักษรกรีซก็ยังสมบูรณ์ พอที่จะเข้าใจความหมายในส่วนของอักษรภาพและอักษรลายมือ

หลังจากค้นพบศิลาจารึกโรเซตต้ามาแล้ว 20 ปี ในปี 1822 ฌอง ฟรังซัว ชามโพลลิออง (Jean-Francois Champollion) ก็ประกาศอย่างมั่นใจว่า เขาสามารถถอดความลับของอักษรภาพอียิปต์ออกมาได้แล้ว เมื่อประกาศความสำเร็จ ชามโพลลิอองมีอายุเพียง 32 ปี ตามปกติแล้ว นักภาษาศาสตร์ต้องใช้เวลาชั่วชีวิตจึงจะบรรลุความสำเร็จแบบพลิกประวัติศาสตร์ได้ แต่ชามโพลลิอองหลงใหลในอียิปต์โบราณ มาตั้งแต่อายุ 12 ขอบ และนับจากนั้นมา ก็มุ่งมั่นที่จะถอดความลับของอักษรภาพ เขาใช้เวลาหมดไปกว่า 20 ปีในการศึกษาภาษาตะวันออก เช่น อารบิก สันสกฤต เปอร์เซีย รวมทั้งภาษาจีนโบราณ ที่เขาคิดว่าจะช่วยในการเข้าใจภาษาอียิปต์โบราณ

ชามโพลลิออง ก็เหมือนนักภาษาศาสตร์หลายคนในเวลานั้น ที่คิดว่า อักษรภาพอียิปต์เป็นอักษรที่มีความหมายเป็นความคิดเช่น ตัวอักษรภาพนกฮูกหมายถึง นกฮูก แต่เขาก็เชื่อว่า ในเวลาเดียวกัน คำๆ นั้น ก็มีความหมายเป็นเสียงเช่น ตัวอักษรภาพนกฮูกเป็นคล้ายๆ กับพยัญชนะ ที่ออกเสียงเทียบได้กับคำในภาษาอังกฤษว่าเอ็ม” (M)

ชื่อของ ปโตเลมี และคลีโอพัตรา เขียนเป็นอักษรภาพอียิปต์
ชื่อของ ปโตเลมี และคลีโอพัตรา เขียนเป็นอักษรภาพอียิปต์

ความพยายามของชามโพลลิออง ในการเปรียบเทียบข้อความอักษรภาพกับข้อความในภาษากรีซ ที่อยู่ในศิลาจารึกโรเซตต้า เหมือนเป็นเรื่องราวการสืบสวนที่ซับซ้อน เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะเปรียบเทียบ 2 ภาษานี้ แต่หัวใจสำคัญอยู่ที่ พระนามของฟาโรห์และราชินี จะเขียนอยู่ในวงกลมเรียวยาวทรงรูปไข่ วงกลมนี้คือวงแหวนอมตะ” (Ring of Eternity)

ชามโพลลิอองดูชื่ออักษรภาพที่เขียนในวงกลม เมื่ออ่านเปรียบเทียบในภาษากรีซ ออกเสียงได้ว่าปโตเลมีและคลีโอพัตราเมื่อย้อนกลับไปดูชื่อ 2 ชื่อนี้ ที่เขียนเป็นตัวอักษรภาพในวงแหวนอมตะ ชามโพลลิอองรู้ทันทีว่า เขาเดินมาถูกทางแล้ว คือตัวอักษรภาพแต่ละตัว มีความหมายเป็นพยัญชนะ ที่เป็นตัวแทนเสียงต่อมา ชามโพลลิอองก็สามารถอ่านอักษรภาพที่เป็นชื่อพระนาม จารึก และประโยคสั้นๆ

แต่วงการวิชาการใช้เวลาถึง 35 ปีต่อมา จึงจะยอมรับว่า ชามโพลลิอองเป็นฝ่ายถูก มาตั้งแต่ต้น ทำให้การศึกษาที่จริงจังเกี่ยวกับอียิปต์โบราณ ต้องล่าช้ามาถึง 3 ทศวรรษ 


เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 26 สิงหาคม 2560

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป