เมื่อพระพี่เลี้ยงในรัชกาลที่ 1 เอาเครื่องยศที่พระราชทานไปขาย ?

สมเด็จฯ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร "ทูลกระหม่อมแก้ว" พระพี่เลี้ยงในรัชกาลที่ 5

ในพระสำนักฝ่ายใน “พระพี่เลี้ยงนางนม” เป็นข้าราชสำนักที่พระมหากษัตริย์โปรดพระราชทานความใกล้ชิดสนิทสนม, ทรงให้ความเคารพยกย่อง ตลอดจนมีพระมหากรุณาธิคุณให้เป็นพิเศษกว่าข้าราชสำนักประเภทอื่น เพราะเป็นผู้ทำหน้าที่อภิบาลเมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์อย่างใกล้ชิด จนทรงผูกพันรักใคร่

เช่นเมื่อคราว “เจ้าแม่วัดดุสิต” พระนมเอก ผู้อภิบาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อยังทรงพระเยาว์ เมื่อเจ้าแม่ดุสิตถึงแก่อสัญกรรม สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงพระภูษาขาวล้วนเสด็จบำเพ็ญพระราชกุศลพระราชทานจนถึงงานพระราชทานเพลิงศพ เพื่อแสดงกตเวทิตาเป็นครั้งสุดท้าย

หรือ “สมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูร” พระนามเดิมว่า “พระองค์เจ้าหญิงละม่อม” พระพี่เลี้ยงที่ทำหน้าที่อภิบาลในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงตรัสเรียกว่า “เสด็จยาย” เมื่อพระองค์หญิงละม่อมมีพระประสงค์จะร่วมสร้างกุศลกับพระองค์ด้วยการสร้างพระอาราม เมื่อพระองค์ทรงเห็นว่าวัดปากอ่าว ที่จังหวัดนนทบุรี มีภูมิสถานงดงามแต่ทรุดโทรม พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดร่วมทุนทรัพย์กับเสด็จยายบูรณะปฏิสังขรณ์ จนพระอารามแห่งนี้งดงามมั่นคง และโปรดพระราชทานนามเป็นอนุสรณ์ว่า “วัดปรมัยยิกาวาส” ตามพระอิสริยศที่โปรดพระราชทานว่า “พระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร”

หากพระพี่เลี้ยงในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกกับมีท่าทีที่แตกต่างจากพระพี่เลี้ยงคนอื่นๆ

พระพี่เลี้ยงของท่านนี้คือ “เจ้าคุณบวรโภชน์” มีนามเดิมว่า ฉิม เป็นธิดาเจ้าพระยายมราช (ฉ่ำ) สันนิษฐานว่าบ้านของเจ้าพระยายมราช (ฉ่ำ) คงอยู่ใกล้กับบ้านของพระยาราชนิกูล (ทองคำ) ผู้เป็นพระอัยกา จึงมีโอกาสทำหน้าที่พี่เลี้ยงพระองค์มาแต่ทรงพระเยาว์ และน่าจะเป็นพี่เลี้ยงที่ทรงโปรดปรานเป็นพิเศษ โดยเฉพาะเรื่องการอาบน้ำทาขมิ้น พี่เลี้ยงท่านนี้จะเป็นคนที่ทาขมิ้นได้เหลืองงดงาม เปล่งปลั่งดังสีลูกจันทร์สุก จึงทรงตั้งสมญานามคุณฉิมว่า “สีจันทร์” และทรงเรียกว่า พี่สีจันทร์ มาโดยตลอด

เมื่อเสด็จปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระปฐมบรมมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีแล้ว ความผูกพันรักใคร่นับถือในพี่จันทร์ก็มิได้คลอนแคลน ทรงทำนุบำรุงด้านทรัพย์สินและความเป็นอยู่ ตลอดจนทรงหาโอกาสที่จะพระราชทานเกียรติยศพี่สีจันทร์ให้ปรากฏ โดยทรงมีพระราชดำริจะพระราชทานบรรดาศักดิ์สูงสุดเทียบเท่าข้าราชการฝ่ายหน้าให้ แต่ขัดข้องด้วยยังมิเคยมีแบบแผนมาก่อนในโบราณราชประเพณี

จึงโปรดพระราชทานเพียงเบี้ยหวัดปีละ 10 ชั่ง เครื่องราชอิสริยยศสูงสุด มีหีบหมากพานทอง กาน้ำมีถาดรอง ขันน้ำสำหรับล้างหน้า กระโถนเล็ก ล้วนทำด้วยทองคำทั้งสิ้น และยังมีโต๊ะสำรับคาวหวาน 1 คู่ทำด้วยเงิน ขันน้ำใหญ่ กระโถนใหญ่ทำด้วยเงิน แคร่กันยาหลังคาแซงเตยคานหาม มีหญิงจากกรมโขลนผลัดเปลี่ยนกันหามภายในวังเดือนละ 4 คน ส่วนออกนอกวังโปรดจ่ายเลกราชยานผู้ชายสำหรับหามแคร่เดือนละ 4 คน และโปรดให้กรมวังออกหมายคำสั่งให้ออกนามท่านฉิมว่า “เจ้าคุณบวรโภชน์”

แต่ลักษณะนิสัยของพี่สีจันทร์หรือเจ้าคุญบวรโภชน์ของพระองค์น่าจะเป็นคนที่รักอิสระ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ชอบพึ่งพาอาศัยหรือขอความช่วยเหลือจากผู้ใด จึงขอพระราชทานพระบรมราชนุญาตไปพักอาศัยอยู่กับพระยาพิชัยรณฤทธิ์ (หม่อมบุญเมือง) หลานชาย ซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ริมคลองโอ่งอ่าง ใกล้ประตูสามยอดเก่า

เหตุการณ์ที่แสดงให้ทุกคนประจักษ์ชัดถึงพระเมตตาที่ทรงมีต่อพระพี่เลี้ยงคนนี้อย่างสูงก็คือ ครั้งที่เจ้าคุณบวรโภชน์มีประสงค์จะบูรณะวัดบวรโภชน์ ซึ่งเป็นวัดที่บิดาของท่านสร้างไว้ที่กรุงศรีอยุธยา แต่ท่านไม่ต้องการที่จะพึ่งพาอาศัยการเงินจากผู้ใด  จึงนำเครื่องยศที่ได้รับพระราชทานทั้งที่เป็นเงินและเป็นทองหลอมยุบนำไปขาย นำเงินมาปฏิสังขรณ์วัดบวรโภชน์จนหมดสิ้น

การกระทำของเจ้าคุณบวรโภชน์นั้นถือว่าเป็นการกระทำผิดอย่างฉกรรจ์ ผู้คนโจษขานถึงการกระทำนี้ และมีผู้นำความขึ้นกราบบังคมทูลให้ทรงทราบ แต่พระองค์มิได้รับสั่งใดๆ จนความกลับทราบไปถึงท่านเจ้าคุณ  จึงเข้าเฝ้ากราบบังคมทูลชี้แจ้งอย่างห้าวหาญคำกราบบังคมทูลนั้นท้ายทายให้ทรงลงพระราชอาญา ซึ่งเป็นวาจาไม่เหมาะสมกับการกราบบังคมทูล เล่ากันว่า แทนที่จะทรงพระพิโรธกลับทรงพระสรวล ตรัสตอบเหมือนที่เคยพูดกับพี่สีจันทร์ดังแต่ก่อน

“ใครเขาไปทวงถาม เอาทองเอาหยองที่ไหนมาคืนเล่า เมื่อขายทองเงินเสียหมดแล้วก็แล้วกันไปเท่านั้นเอง และเมื่อขายเนื้อทองเนื้อเงินไปทำ วัดไม่พอหรืออย่างไร ฉันจะให้เงินทองอีกแก่พี่สีจันทร์…”

แล้วทรงให้เพิ่มอีก 50 ชั่ง ไปทำบุญตามใจชอบ

เรื่องราวในประวัติศาสตร์ตอนนี้แสดงให้ประจักษ์ชัดถึงน้ำพระทัยเมตตาที่ทรงมีให้แก่พี่เลี้ยงของพระองค์

และเมื่อเจ้าคุณบวรโภชน์ถึงแก่อสัญกรรม ก็ได้โปรด พระราชทานโกศหลังเจียด พระราชทานจัดงานศพเหมือนศพเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ เมื่อพระราชทานเพลิงศพ โปรดให้ทำเมรุผ้าขาวที่วัดสระเกศ และทรงพระภูษาลายยกพื้นขาวเสด็จพระราชดำเนินในการศพทั้ง 3 วัน


ข้อมูลจาก

ศันสนีย์ วีระศิลป์ชัย. “3 พระพี่เลี้ยงนางนม ใน 3 พระมหากษัตริย์”, ลูกท่านหลานเธอ ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จในราชสำนัก, สำนำพิมพ์มติชน มกราคม 2552


เผยแพร่ครั้งแรก: 4 เมษายน พ.ศ.2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป