พ.ศ. 2497 “พิฆาต”หะยีสุหลง เริ่มขบวนการต่อต้านรัฐบาล

การละเล่นเก่าแก่ของมลายูมุสลิมที่เรียกว่า"มายง" และแพร่หลายในชุมชนมุสลิมของไทย ในภาพเป็นการละเล่นที่จังหวัดปัตตานี (ภาพจากหอจดหมายเหตุแห่งชาติ)

นโยบายสร้างชาติด้วยรัฐนิยมตั้งแต่ พ.ศ. 2485 เป็นจุดเริ่ม ความขัดแย้งใหม่ แล้วสืบเนื่องถึงปัจจุบัน มีลําดับเหตุการณ์อยู่ใน หนังสือรัฐปัตตานี ใน “ศรีวิชัย”ฯ (สํานักพิมพ์มติชน)จะคัดมาเฉพาะที่ สําคัญต่อไปนี้

นโยบายของรัฐบาลไทยที่มีผลต่อภาวะด้านจิตใจของชาวมุสลิมขณะนั้นรุนแรงอย่างมาก เมื่อจอมพล ป. พิบูลสงครามได้ จัดตั้ง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติ ขึ้นมาตามพระราชบัญญัติวัฒน ธรรมแห่งชาติ พุทธศักราช 2485

อิบรอฮีม ซุกรี ได้บันทึกปรากฏการณ์หลังจากการจัดตั้ง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติว่าเป็นการปกครองประเทศที่ใช้อํานาจรัฐ “บังคับ” ประชาชนมาก เช่น

บังคับคนไทยทั้งหญิงและชายทุกคนแต่งกายแบบชาวตะวันตก และต้องสวมหมวก ต้องรับประทานอาหารด้วยช้อนและส้อม และต้องนั่งรับประทานกับโต๊ะและเก้าอี้ ห้ามผู้คนมลายู ในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้แต่งกายแบบมลายู ห้ามใช้นามบุคคล เป็นภาษามลายูหรืออาหรับ ห้ามใช้ภาษามลายู และห้ามนับถือศาสนาอิสลาม

ดังนั้นในสมัยนี้จึงได้ยกเลิกหน่วยงานต่างๆ ที่เป็นกิจกรรมทางศาสนาอิสลาม และบอกว่าศาสนาพุทธเท่านั้นเป็นศาสนา ประจําชาติ

ยิ่งกว่านั้นยังนําพระพุทธรูปไปวางในโรงเรียนต่างๆ ใน อำเภอสายบุรี และบังคับให้นักเรียนกราบไหว้พระพุทธรูป ข้าราชการมุสลิมที่มีเพียงส่วนน้อยนั้นถูกบังคับให้เปลี่ยนชื่อตัวจากภาษามลายู หรือชื่อภาษาอาหรับให้เป็นภาษาไทย ส่วนตําแหน่งหน้าที่ราชการ ในระดับสูงนั้นเป็นตําแหน่งต้องห้ามสําหรับมุสลิม

ปฏิบัติการของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่องและบีบคั้นภาวะจิตใจของมุสลิมผู้ถูกกระทําให้ละทิ้ง สถานภาพของความเป็นมุสลิมและความเป็นมลายูให้หมดโดยสิ้นเชิง หากใครต่อต้านหรือขัดขึ้นที่จะถูกจับหรือปรับ มีการดึงเสื้อคลุมของโต๊ะครูไปเหยียบย่ำบนพื้น แม่ค้าแม่ขายมุสลิมในตลาดสดถูกทุบตีด้วยด้ามปืน เพราะสวมใส่เสื้อ “กบายา” และใช้ผ้าคลุมศีรษะ

นโยบายดังกล่าวนี้เปิดโอกาสให้ชาวไทยพุทธและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นพุทธได้กระทําการทารุณดูถูกเหยียดหยามผู้คนมุสลิม และดูหมิ่นศาสนาอิสลามจนน่าเกลียดมาก

พ.ศ. 2487 รัฐบาลโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ ยกเลิกตําแหน่ง “กอฎี” ที่มีอยู่ในจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ สตูล ส่วนกฎหมายอิสลามที่ว่าด้วยครอบครัว (การสมรส การหย่า) และว่าด้วยมรดก ซึ่งมีใช้มาก่อนนั้นแล้วก็ให้ยกเลิกทั้งหมด โดยให้เปลี่ยนมาใช้กฎหมายไทยและใช้อำนาจศาลไทย

ต่อการกระทําดังกล่าวนั้นได้มีกลุ่มบุคคลมุสลิมแนวหน้า พยายามต่อรองร้องเรียนต่อรัฐบาล นายควง อภัยวงศ์ ผ่านนัก การเมืองไทยพุทธ ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดปัตตานี ที่มุสลิมยอมรับ คือ ขุนเจริญวรเวชช์ (เจริญ สืบแสง) ซึ่งก็ได้รับการพิจารณาได้ไม่ดีเท่าที่ควร

หะยีสุหลง อับดุลกาเดร์

บรรยากาศทางการเมืองต่อจากนั้นเลวลงเรื่อยๆ และรุนแรงที่สุด เมื่อนายหะยีสุหลง [นามเต็มคือ นายหะยีสุหลง อับดุลกาเดร์ (บิดาของ นายเด่น โต๊ะมีนา สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดปัตตานี)] เป็นตัวแทนของชาวมลายูมุสลิมยื่นคําขอ 7 ข้อต่อรัฐบาลพลเรือตรีถวัลย์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ เมื่อวันที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2490 ซึ่งพอที่จะสังเขปเหตุการณ์ก่อนนั้นได้ดังนี้ กล่าวคือ

เมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2490 ผู้นําชาวมุสลิมร่วมประชุมเพื่อกําหนดคําขอเกี่ยวกับศาสนาและสิทธิต่างๆ ของชาวมลายูมุสลิม ณ สํานักงานคณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัดปัตตานีอย่างค่อนข้างกะทันหัน โดยมีผู้ร่วมประชุมประมาณ 100 คน ที่ประชุมตกลงกําหนดคําขอ 7 ข้อ ต่อรัฐบาลผ่านทางคณะกรรมการสอดส่องภาวการณ์ในสี่จังหวัดภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสตูล) ซึ่งรัฐบาล พลเรือตรีถวัลย์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ จัดตั้งในวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2490 เพื่อสืบสวนและเสนอแนะ ปรับปรุงสภาพการณ์เลวร้ายต่างๆ ที่กำลังเป็นอยู่

คำขอเกี่ยวกับศาสนาและสิทธิต่างๆ ของมุสลิมในครั้งนั้นมีดังนี้

1.ขอให้ปกครอง 4 จังหวัดนี้เป็นแคว้นหนึ่ง โดยมี ผู้ดํารงตําแหน่งอย่างสูงให้มีอํานาจในการศาสนาอิสลาม มีอํานาจแต่งตั้งและปลดข้าราชการออกได้ ผู้ดํารงตําแหน่ง นี้ต้องเป็นมุสลิมใน 4 จังหวัด

2.การศึกษาในชั้นประถมต้น จนถึงชั้นประถม 7 ให้มีการศึกษาภาษามลายูตลอด

3.ภาษีที่เก็บได้ให้ใช้ภายใน 4 จังหวัดเท่านั้น

4.ในจํานวนข้าราชการทั้งหมดขอให้มีข้าราชการชาวมลายูร้อยละ 80

5.ขอให้ใช้ภาษามลายูควบกับภาษาไทยเป็นภาษาราชการ

6.ให้คณะกรรมการอิสลามประจําจังหวัด มีเอกสิทธิ ออกระเบียบเกี่ยวกับการปฏิบัติการศาสนาอิสลามโดยความ เห็นชอบของผู้มีอํานาจสูงสุด

7.ให้ศาลรับพิจารณาตามกฎหมายอิสลามแยกจากศาลจังหวัด มีโต๊ะกาลี (กอฎีหรือดาโต๊ะยุติธรรม) ตาม สมควรและมีเสถียรภาพในการพิจารณาชี้ขาด

การรับเรื่องร้องทุกข์ต่อคณะกรรมการสอดส่องภาวการณ์ ในสี่จังหวัดภาคใต้ในครั้งนั้น มีรวมทั้งสิ้น 20 เรื่อง แต่มี 12 เรื่อง ได้รับการพิจารณา และอีก 8 เรื่อง ไม่มีหลักฐานบอกแน่ชัดว่าได้ รับการพิจารณาหรือไม่

เฉพาะเรื่องคําขอ 7 ข้อ ของกลุ่มนายหะยีสุหลงนั้นก็มีการติดตามเรื่องหลังจากนั้นอีก 4 เดือนถัดมา ขุนเจริญวรเวชช์ ได้ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2490 ซึ่งก็ได้รับคำตอบให้ทราบว่ากำลังิจารณาอยู่

สุดท้ายก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ขอ แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ของนายหะยีสุหลงหลายๆ ระลอกต่อมาจนท่านต้องจบชีวิตลงแบบไม่มีสุสานพร้อมด้วยลูกชายคนโตและเพื่อนอีก 2 คน ในปี พ.ศ. 2497

หะยีสุหลงมีเกลอที่เป็นชาวพุทธ คือ นายเจริญ สืบแสง (ขุนเจริญวรเวชช์) แม้แต่การว่าคดีความเมื่อคราวหะยีสุหลงถูกจับ กุมก็ได้รับความช่วยเหลือด้วยดีจากทนายที่เป็นชาวไทยพุทธ คือ นายสําราญ อิมะชัย และนายยอด รัตนคณิต ซึ่งนายเจริญ สืบแสง เป็นผู้ติดต่อให้

เมื่อนายหะยีสุหลงและพวกอีก 2 คน ถูกส่งตัวไปพิจารณา คดีในศาลที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2491 แล้วก็มีทนายไทยพุทธสมัครใจว่าความเป็นทนายจําเลยอีก 3 คน โดยไม่คิดเงิน ท่านเหล่านั้นได้แก่ นายน้อม อุประมัย นายพันธ์ อินทุวงศ์ และหลวงอรรถพรพิศาล

ความขัดแย้งระหว่างมุสลิมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐปรากฏ ชัดเจนอีกเหตุการณ์หนึ่งใน พ.ศ. 2490 เมื่อนายตํารวจไทยพุทธ ยศร้อยโท หัวหน้าสถานีตํารวจภูธร อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ถูกกลุ่มโจรของนายอาแวมะเซ็งลอบสังหาร โดยถูกกลุ่มโจรไปหลอกแจ้งความว่ามีการฆาตกรรมในหมู่บ้านปะลูกาสาเมาะ ตำบลปะลูกาสาเมาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ขอให้ไปชันสูตรศพ

การปฏิบัติการของโจรครั้งนี้ทําให้ทางฝ่ายเจ้าหน้าที่ตํารวจโกรธแค้นมาก ชาวบ้านเล่าว่าชาวบ้านถูกบีบและบังคับให้บอก ชื่อโจรผู้ก่อการดังกล่าวด้วยวิธีการที่ทารุณมาก และเมื่อมไม้ได้คําตอบจึงกล่าวหาว่าชาวบ้านเลี้ยงโจรและให้ความสนับสนุน ฝ่ายตํารวจจึงเผาหมู่บ้านให้วอดวายหมด ทําให้ชาวบ้าน 25 ครัวเรือนไร้ที่อยู่อาศัย

ในปีต่อมา คือ เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2491 เกิดเหตุการณ์ปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างเจ้าหน้าที่ตํารวจกับชาวบ้านดุซงยอ อำเภอระแงะ (ปัจจุบันผนวกเป็นอำเภอจะแนะ) จังหวัดนราธิวาส ร่วมพันคน

ชาวบ้านเรียกว่า “ปือแฤ ดุซงญอ” (สงครามดูซงญอ) ขณะที่ฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐไทยเรียกว่า “กบฏดุซงยอ”

ผลจากการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนที่รายงานต่อรัฐบาลว่า การจลาจลเกิดขึ้นเพราะความเข้าใจผิด เนื่องจากมี การประชุมของชาวมลายูมุสลิมเป็นจํานวนมากเกี่ยวกับไสยศาสตร์ คือพิธีอาบน้ำมันมนต์เพื่ออยู่ยงคงกระพัน

ชาวบ้านเล่าว่าตัวผู้นําพิธีกรรมนี้มีพลังภายในมาก ท่านถือศีลอดและนั่งท่องบทอัลกุรอาน จนพื้นที่นั่งซึ่งเป็นปูนนั้นแตกเป็นรอยร้าว เป็นที่เกรงขามสําหรับผู้ที่ได้รู้เห็นเป็นอย่างมาก

เล่ากันต่อมาว่าศิษย์ของท่าน 1 คน สามารถนําผู้อื่นให้ปลอดจากอาวุธได้จํานวนเป็นสิบ มีอดีตนายทหารเกณฑ์คนหนึ่ง (ปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่ในจังหวัดสงขลา) ซึ่งถูกส่งตัวเข้าไปในบริเวณดังกล่าวยืนยัน ว่า “เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เป็นการกบฏ แต่เป็นความระแวงของฝ่ายบ้านเมืองว่าชาวบ้านกําลังซ่องสุมกําลังคนเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลและต้องการแบ่งแยกดินแดน”

อย่างไรก็ตามเหตุการณ์นี้ก็คร่าชีวิตมุสลิมทั้งเด็กและผู้ใหญ่ชายหญิงเป็นจํานวนนับร้อยคน ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตํารวจก็ตาย ไปหลายสิบศพ หนึ่งเดือนหลังจากนั้นกํานันมูหัมมัด บ้านตันหยงมัส และมุสตอปา ซึ่งเป็นผู้นํามุสลิมชาวตะลุบันก็ถูกจับตัวและถูกฆ่าตายโดยไม่มีการไต่สวน

การปิดฉากเหตุการณ์ร้ายหลายๆ เหตุการณ์ด้วยวิธีการแก้ปัญหาแบบดับไฟชั่วคราว เพื่อความอยู่รอดไปวันๆ ของฝ่ายก่อการและผู้ที่เกี่ยวข้องบางคนอย่างที่เป็นไปแล้วนั้นจึงเปิดโอกาสให้เกิด “ขบวนการแยกดินแดน” หลายกลุ่มตามมา กระทั้งหลัง พ.ศ. 2497 และมีการจับกุมนำในพื้นที่ด้วยข้อหาต่างๆ เช่น

พ.ศ.2504 มีการจับกุม นายหะยีอามีน โต๊ะมีนา (ฮาฌี มิง) ด้วยข้อหาบ่อนทำลายชาติ

พ.ศ. 2510 รัฐบาลจับกุม ครูปาะสู  วาแมดิซา ชาวบ้านท่าธง ตำบลท่าธง อำเภอรามัน จังหวัดยะลา ด้วยข้อหากบฏแบ่งแยกดินแดน


ข้อมูลจาก

สุจิตต์ วงษ์เทศ เรียบเรียง. สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส, สตูล, กระทรวงวัฒนธรรม

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป