เมื่อ “หนักแผ่นดิน” เพลงสู้คอมมิวนิสต์ดังในทีวี-วิทยุ ช่วงบ่ายหลังปราบ 6 ตุลา

เจ้าหน้าที่ควบคุมตัวนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลา AFP PHOTO / AFP FILES

บทเพลง “หนักแผ่นดิน” เป็นอีกหนึ่งบทเพลงที่ถูกนักวิชาการมองว่าเป็น “เครื่องมือ” ที่มีอิทธิพลของรัฐในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ก่อนหน้าและระหว่างช่วงเวลา 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519

เพลง “หนักแผ่นดิน” ถูกบันทึกว่าประพันธ์คำร้องโดย พ.อ.บุญส่ง หักฤทธิ์ศึก แต่งขึ้นเมื่อพ.ศ. 2518 และถูกรัฐนำมาใช้เป็นเครื่องมือต่อสู้กับขบวนการคอมมิวนิสต์ ที่เป็นปรากฏการณ์ซึ่งส่งผลต่อประวัติศาสตร์ไทยหลังจากพ.ศ. 2518 และปรากฏอยู่ในบริบทช่วงเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519

ในการศึกษาเรื่อง “6 ตุลาในความทรงจำของฝ่ายขวา 2519-2549 : จากชัยชนะสู่ความเงียบ (แต่ยังชนะอยู่ดี” โดยธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการเมธีวิจัยอาวุโส “สันติวิธี ความรุนแรง และสังคมไทย” มีอ.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ เป็นหัวหน้าโครงการ งานศึกษาชิ้นนี้พูดถึงบรรยากาศช่วงบ่ายวันที่ 6 ตุลาคม 2519 หลังการปราบปรามจบลงไม่กี่ชั่วโมง สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 และวิทยุยานเกราะเป็นแม่ข่ายถ่ายทอดสดรายการเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นช่วงเช้า

ในรายการมีพิธีกร “รายหนึ่ง” พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าปฏิบัติการปราบปรามที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในตอนเช้า ตำรวจที่มาร่วมสนทนามี 5 นาย และทุกรายเข้าให้การแก่ตำรวจในคดี ต่อมาเป็นพยานโจทก์ในคดี 6 ตุลาด้วย

หนึ่งในตำรวจที่ร่วมรายการคือ พ.ต.ท. สล้าง บุนนาค จากกองปราบปราม (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น) งานศึกษาบรรยายว่า การสนทนาเป็นไปอย่างออกรส “ทุกคนฮึกเหิมราวกับนักรบออกศึกที่เพิ่งได้รับชัยชนะ” ข้อความตอนหนึ่งในรายงานการศึกษาบรรยายว่า

“เสียงเพลง ‘หนักแผ่นดิน’ ดังประกอบตลอดรายการสนทนา”

รายการดังกล่าวเป็นตัวแทนของบรรยากาศ วาทกรรม และความคิดเห็นของฝ่ายขวาที่มีต่อการปราบปรามนองเลือดเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ภายหลังเหตุการณ์ใหม่ๆ ซึ่งสามารถพบได้ทั่วไปทั้งผ่านกระบอกเสียงที่มีอยู่ในมือของรัฐบาล คณะปฏิรูปฯ และในสื่อมวลชนที่พากันเอียงขวากระเท่เร่…”

นอกจากนี้ งานศึกษายังวิเคราะห์องค์ประกอบของรายการสดว่ามีองค์ประกอบที่น่าคิด 3 ประการคือ หนึ่ง เป็นการกระทำที่มีมวลชนสนับสนุน สอง ตนเป็นผู้นำประชาชนตอบสนองความเรียกร้องต้องการของประชาชน และ สาม แม้จะเต็มไปด้วยความยากลำบากแต่พวกเขายอมเสียสละ

ในบรรดาเพลงที่ถูกแต่งขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน ยังมีเพลง “ถามคนไทย” ซึ่งขับร้องด้วยเสียงอันทรงพลังของสันติ ลุนเผ่ ในเพลงมีเนื้อร้องที่เป็นวลีซึ่งติดหูอย่าง “วิญญาณปู่จะร้องไอ้ลูกหลานจัญไร” เป็นเพลงที่ถูกนักวิชาการมองว่า ช่วยให้กำลังใจ ให้ความบันเทิงแก่ผู้ที่เชื่อในอุดมการณ์ตามที่เนื้อหาของเพลงบอกเล่า

ขณะที่เพลงปลุกใจอีกหนึ่งชิ้นที่แต่งในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน คือในพ.ศ. 2515 เพลง “ทหารพระนเรศวร” เป็นอีกหนึ่งเพลงปลุกใจ และย่อมให้กำลังใจแก่ผู้ฟังซึ่งมีความเชื่อในทางการเมืองแบบหนึ่ง วลีที่จดจำกันได้คือ

“เปรี้ยง เปรี้ยง ดั่งเสียงฟ้าฟาด
โครม โครม พินาศพังสลอน
เปรี้ยง เปรี้ยง ลูกปืนกระเด็นกระดอน
โครม โครม ดัสกรกระเด็นไกล”



อ้างอิง:

ธงชัย วินิจจะกูล. “6 ตุลาในความทรงจำของฝ่ายขวา 2519-2549 : จากชัยชนะสู่ความเงียบ (แต่ยังชนะอยู่ดี)”. ความรุนแรงซ่อน/หาสังคมไทย. กรุงเทพฯ : มติชน, 2553

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป