“มาร์กาเร็ต บราวน์” ตำนานสตรีผู้รอดจากไททานิก ชีวิตที่ดิ้นรนจนกลายเป็นเศรษฐินี

(ซ้าย) ภาพถ่ายของมาร์กาเร็ต "มอลลี" บราวน์ ผู้รอดจากเหตุเรือไททาริกอับปาง ถ่ายระหว่าง 1890-1920 จาก Bain News Service (ขวา) ภาพถ่าย มอลลี บราวน์ ไม่ปรากฏปีที่ถ่าย ภาพจาก Bain News Service

โศกนาฏกรรมของเรือไททานิกถูกจารึกในประวัติศาสตร์ฐานะความสูญเสียครั้งใหญ่ของการเดินเรือ เหตุการณ์เรืออับปางเมื่อวันที่ 14 เมษายน ค.ศ. 1912 จากการสอบสวนแล้วมีผู้เสียชีวิตกว่า 1,500 ราย มีผู้รอดชีวิตเพียง 710 คน ผู้รอดชีวิตซึ่งภายหลังเป็นที่รู้จักมากที่สุดคนหนึ่งคือมาร์กาเร็ต บราวน์

เหตุการณ์บนเรือ

ปี ค.ศ. 1912 ในค่ำคืนเหนือท้องทะเลบนเรือโดยสารลำยักษ์อันโอ่อ่าหรูหราเป็นประวัติศาสตร์อย่างไททานิก มาร์กาเร็ต บราวน์ ผู้โดยสารหญิงในเรือที่อยู่ระหว่างอ่านหนังสือและพักผ่อนบนเตียง ห้องนอนอันหรูหราของเธออยู่ด้านหน้าสุดของชั้นบีบนเรือไททานิก เธอรู้สึกถึงความผิดปกติขึ้นบนเรือพร้อมกับเห็นชายผู้หนึ่งที่ใบหน้าซีดเผือกมาบอกให้เตรียมลงเรือชูชีพ

เธอตัดสินใจกลับเข้าไปในห้องหยิบเสื้อผ้าอาภรณ์ที่สามารถให้ความอบอุ่นกับร่างกายพร้อมเงินจำนวนหนึ่ง แล้วขึ้นเรือตามที่เจ้าหน้าที่บอกโดยไม่มีอาการตื่นตระหนกแต่อย่างใด

อลิซาเบธ มาโฮน ผู้เขียนหนังสือ “นางฉาวในประวัติศาสตร์” บรรยายว่า เธอกับคนบนเรือชูชีพช่วยกันพายออกมาได้ไม่เท่าไหร่ เรือลำโตที่ถูกขนานนามว่าไม่มีวันจมได้ก็หักออกจากกันเป็นสองท่อน

เหล่าลูกเรือเห็นหายนะที่เกิดขึ้นต่างพากันอกสั่นขวัญแขวน ไร้ซึ่งความหวังที่จะมีชีวิต มีเพียงแค่เธอที่ปลุกกำลังใจทุกคน พร้อมกับแบ่งเสื้อคลุมให้ผู้โดยสารบางคนที่สวมแค่ชุดนอน มีรายงานว่า เธอโต้เถียงกับเจ้าหน้าที่ประจำเรือชูชีพว่า ควรจะหันเรือกลับไปตรวจหาผู้รอดชีวิต เพราะเจ้าหน้าที่กลัวว่าหากหันเรือกลับ อาจเสี่ยงถูกผู้รอดชีวิตกรูมาแย่งกันแล้วฉุดเรือชูชีพจนคว่ำ และภายหลังยังมีข้อโต้เถียงกันว่า เรือชูชีพที่เธอโดยสารลงมานั้นได้หันกลับไปช่วยเหลือผู้อื่นจริงหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวยังทำให้เธอกลายเป็นที่รู้จัก และมีชื่อเสียงจากวีรกรรมที่เธอพยายามช่วยเหลือผู้โดยสาร และยังเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตในเหตุการณ์ความวิปโยคบนเรือไททานิก จากหญิงผู้มีจุดเริ่มต้นจากฐานะที่ต่ำต้อย สู่บันทึกหน้าประวัติศาสตร์ในฐานะสตรีผู้ช่วยชีวิตลูกเรือไททานิกที่อับปางลงขณะอยู่บนเรือชูชีพ

ชีวิตที่ยากลำบาก 

มาร์กาเร็ต โทบิน บราวน์ เกิดเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม ปี 1867 ในฮันนาบาล พ่อแม่ของเธอเป็นผู้อพยพชาวไอริชที่ทำงานหนักและมีฐานะยากจน เธอเข้าเรียนในสถานศึกษาละแวกที่พักอาศัย เมื่อเธออายุ 13 ปี ก็ออกมาทำงานในโรงงานยาสูบเพื่อหาเงินมาจุนเจือภายในครอบครัว เธอย้ายไปลีดวิลล์ โคโลราโด เพื่อดูแลบ้านให้กับพี่น้องของเธอ เธอทำงานที่ร้านขายของอย่างพรมเย็บผ้า และผ้าม่านในห้างสรรพสินค้า

ด้วยความที่เธอเป็นหญิงสาวที่มีรูปร่างใหญ่ ผมแดง และเป็นคนโผงผาง และละแวกถิ่นที่เธอพักอาศัยก็มีผู้ชายมากกว่าผู้หญิง ในไม่ช้าเธอได้พบกับเจมส์ โจเซฟ บราวน์ วิศวกรเหมืองแร่เงิน เขาเป็นชายที่มีอายุมากกว่าเธอถึง 13 ปี เป็นคนฉลาด ชอบสมาคม และมีความทะเยอทะยาน เธอแต่งงานกับเขาในเดือนกันยายน ปี 1886 ที่โบสถ์ในลีดวิลล์ ขณะที่เธออายุได้ 19 ปี หลังจากนั้นไม่นาน เธอกับสามีก็มีลูกด้วยกันสองคน คือลอว์เรนซ์กับเฮเลน

ในชีวิตครอบครัวของบราวน์นั้น เธอกับสามีต้องทำงานอย่างหนัก สมัยที่เธอยังไม่แต่งงาน เธอเคยคิดว่าจะครองโสดจนกว่าจะมีคนมาเสนอตัว โดยคนที่ว่าต้องสามารถมอบสิ่งที่เธอปรารถนาให้กับพ่อที่แก่ชราและเหน็ดเหนื่อยมาทั้งชีวิต (แต่งงานกับคนมีฐานะนั่นเอง)

แต่สุดท้ายเธอก็เลือกที่จะแต่งงานกับชายที่มีฐานะไม่ต่างอะไรกับเธอ ด้วยเหตุผลว่า “ฉันก็ตัดสินใจว่าฉันควรจะแต่งงานไปกับชายที่ยากจนที่ฉันรักดีกว่าคนรวยที่ดึงดูดฉันด้วยเงิน”

ยกระดับสถานะ

จนกระทั่งหลายปีต่อมา ราคาแร่เงินทรุดหนัก ส่งผลต่ออาชีพและรายได้ของครอบครัว แต่สามีของเธอกลับค้นพบทองคำในเหมืองลิตเติลจอนนี่ ความพยายามและความอุตสาหะในการทำเหมืองของสามีเธอทำให้ในบริษัทไอเบ็กซ์ไมน์นิ่ง เจ้าของเหมืองแร่ดังกล่าว ยกหุ้นจำนวนเกือบหนึ่งหมื่นสามพันหุ้นพร้อมกับตำแหน่งคณะกรรมการให้กับสามีของเธอ ในปี 1891 ส่งผลให้สถานะของครอบบราวน์ พลิกผันกลายเป็นมั่งคั่ง

ปี 1894 เธอและครอบครัวได้ย้ายมาอยู่ที่เดนเวอร์ ในคฤหาสน์ย่านแคปปิตอลฮิลล์ และมีบ้านในชนบท ด้วยความโดดเด่นในการแต่งตัวที่นำสมัยในขณะนั้น เธอสวมหมวกปีกกว้าง และไม้เท้าที่ตกแต่งด้วยดอกไม้ นั่นทำให้เธอเป็นที่สนใจในเดนเวอร์ซึ่งเป็นสังคมชั้นสูง แต่เธอก็ไม่ได้เป็นที่พอใจในสังคมเนื่องจากอุปนิสัยการแสดงออกที่เป็นธรรมชาติ ความมีชีวิตชีวา และความเป็นชาวไอริช-คาทอลิกมากเกินไป

ชีวิตในฐานะคุณนายเหมืองทองคำของมาร์กาเร็ต บราวน์ ไม่ได้มีแต่งานเลี้ยงสังสรรค์เพียงอย่างเดียว เธอเป็นสมาชิกร่วมก่อตั้งสมาคมสตรีแห่งเดนเวอร์ เป็นผู้สนับสนุนผู้พิพากษาเบน ลินด์ซีย์ ซึ่งช่วยก่อตั้งศาลเยาวชนในสหรัฐ สนับสนุนการศึกษาการและสิทธิมนุษยชนในโคโลราโด เธอเรียกร้องให้ผู้หญิงเข้าสังกัดเป็นทหาร ช่วยงานการกุศลต่างๆในเมือง

เธอมักเดินทางไปยุโรปเพื่อศึกษาละคร ดนตรี วรรณกรรม และภาษา ความใฝ่รู้ใฝ่เรียนของเธอทำให้เธอเข้าร่วมสถาบันคาร์เนกี้ อยู่นานปี เรียนภาษาฝรั่งเศส เยอรมัน และรัสเซีย เธอไม่ใช่แค่ใช้เงินอย่างคนรวย แต่ใช้เงินไปกับการช่วยสังคมและแสวงหาความรู้ด้วย

กิจกรรมที่เธอทำส่งผลต่อชีวิตคู่ในครอบครัว จนเมื่อปี 1909 มาร์กาเร็ตได้แยกทางกับสามีของเธอ โดยเธอได้คฤหาสน์และค่าเลี้ยงดูเดือนละ 700 เหรียญ แม้ว่าทั้งคู่จะไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่ก็ยังรักกันเหมือนเช่นแต่ก่อน ในปี 1922 หลังจากไปของสามี เธอประกาศว่าเขาคือสามีที่ดีที่สุดในโลก และเธอจะไม่แต่งงานใหม่

ต้นเหตุที่ทำให้ประสบชะตาบนเรือไททานิก และความดีที่ฝากไว้

ส่วนชะตาที่นำเธอมาประสบกับเหตุการณ์เรือไททานิคล่มครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเธอได้รับข่าวว่าหลานคนโตของเธอป่วย ขณะที่เธออยู่ในปารีสกับลูกสาวของเธอ ทำให้ต้องจองเรือเที่ยวแรกสุดเท่าที่หาได้เพื่อไปดูหลาน ภายหลังเกิดเหตุ เธอได้รับความช่วยเหลือจากเรือคาร์พาเทีย เธอพยายามติดต่อทางโทรเลขกับครอบครัวผู้ประสบเหตุ พร้อมจัดตั้งกองทุนช่วยเหลือผู้ประสบเหตุที่รอดชีวิตและสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง

มาร์กาเร็ต ได้รับรางวัล Legion of Honor ในปี 1932 จากการทำงานช่วยเหลือผู้รอดชีวิตไททานิก และองค์กรของเธอในกลุ่ม Alliance Francais and her relief efforts during the war รวมถึงการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ในช่วงสงคราม

ในปีเดียวกันเธอจากไปอย่างสงบ ในวัย 65 ปี ด้วยอาการเนื้องอกในสมอง

ชีวิตของเธอสะท้อนให้เห็นถึงการนำความยากลำบากในอดีต มาปรับใช้ในการทำสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์และเข้าใจถึงความเดือนร้อนของผู้คน แม้ว่าเธออาจไม่ได้ถึงกับเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ แต่การกระทำของเธอคือสิ่งที่ยังได้รับการระลึกถึงอีกยาวนานและเป็นที่กล่าวขาน ในฐานะ “สตรีผู้ไม่มีวันจม”

“ฉันไม่สนใจว่าหนังสือพิมพ์จะเขียนถึงฉันว่าอย่างไร ตราบเท่าที่พวกเขายังเขียนถึงฉันอยู่”

มาร์กาเร็ต โทบิน บราวน์


อ้างอิง:

มาโฮน, เอลิซาเบธ เคอร์รี่. โตมร ศุขปรีชา แปล. นางฉาวในประวัติศาสตร์. กรุงเทพ: มติชน, 2556

MOLLY BROWN. History, Web. <https://www.history.co.uk/biographies/molly-brown>

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป