พระเจ้าตากสินสั่งเฉือนหูพระยากาวิละ เหตุดื้อแพ่ง-เรียกตัวแล้วไม่ยอมมา!!!

ภาพวาดพระเจ้าตากทรงม้าสู้ศึก ในศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เทศบาลเมืองตาก (ถ่ายโดย ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, 2560)

ก่อนที่จะกล่าวถึงเหตุผลว่าเหตุใดสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีถึงได้ลงพระราชอาญาพระยากาวิละเจ้านายล้านนาถึงขั้นเฉือนหูนั้น จะต้องย้อนเรื่องราวไปที่จุดเริ่มต้นตั้งแต่สมัยล้านนาตกเป็นประเทศราชของพม่า

ดินแดนล้านนาเป็นดินแดนกันชนระหว่างพม่ากับอยุธยามาช้านาน เนื่องด้วยภูมิประเทศที่ตั้งอยู่ระหว่างสองรัฐ ดินแดนนี้จึงมักตกเป็นประเทศราชของทั้งพม่าและอยุธยาสลับไปมา มีเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ เท่านั้นที่สามารถปกครองตนเองได้อย่างอิสระ แต่เมื่อเกิดปัญหาแย่งชิงอำนาจภายในก็ทำให้ล้านนาอ่อนแอและถูกยึดครองในที่สุด

พระเจ้าบุเรงนองสามารถตีเมืองเชียงใหม่ได้ใน พ.ศ. 2101 แต่พม่าก็ไม่สามารถปกครองล้านนาได้อย่างเบ็ดเสร็จ เพราะมักเกิดกบฏขึ้นอยู่ตลอด แม้บางครั้งจะสามารถต่อต้านพม่าจนยึดเมืองคืนได้ แต่พม่าก็ส่งกองทัพมาปราบปรามได้เสมอ

ช่วงก่อน พ.ศ. 2310 เชียงใหม่ปกครองโดยโป่มะยุงวนและมีพระยาจ่าบ้านเป็นขุนนางคนสำคัญของเชียงใหม่ ส่วนเมืองลำปางปกครองโดยเจ้าฟ้าชายแก้ว พระราชโอรสในเจ้าพระยาสุละวะฦาไชยสงคราม (ทิพช้าง) ปฐมวงศ์เจ้าเจ็ดตน แต่ดินแดนล้านนาก็ล้วนอยู่ใต้อำนาจของพม่าทั้งสิ้น

ครั้นเมื่อ พ.ศ. 2314 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรียกทัพหลวงตีเมืองเชียงใหม่แต่ไม่สำเร็จจึงยกทัพกลับ ขณะนั้นพระยาจ่าบ้านเห็นเป็นโอกาสเหมาะจึงลอบวางแผนโค่นล้มอำนาจพม่า จึงสมคบคิดกับพระยากาวิละโอรสองค์ใหญ่ในเจ้าฟ้าชายแก้วเจ้าเมืองลำปาง

พระเจ้ากาวิละ เจ้าเมืองลำปาง ต่อมาได้ปกครองเมืองเชียงใหม่ในสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ (ภาพจาก wikipedia)

พงศาวดาวโยนกระบุว่า แม่ทัพพม่าชื่อโป่สุพลายกทัพจากล้านช้างมาถึงเชียงใหม่ โป่สุพลาก็หมายจะไล่โจมตีทัพของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีที่พึ่งถอนทัพไป พระยาจ่าบ้านจึงออกอุบายว่าเส้นทางน้ำที่กองทัพเรือของโป่สุพลาจะใช้นั้นเต็มไปด้วยกิ่งไม้และท่อนซุงกีดขวาง จึงขออาสาไปจัดการทางน้ำให้เดินทางสะดวก โป่สุพลาก็หลงเชื่อมอบทหารพม่าและลาว (หมายถึงชาวล้านนา) ให้พระยาจ่าบ้านไปจำนวนหนึ่ง

เมื่อกองทัพของพระยาจ่าบ้านมาถึงเมืองฮอดก็สังหารทหารพม่าทั้งหมดแล้วพาทหารลาวไปเข้าพบเจ้าพระยาจักรีเพื่อขอสวามิภักดิ์ที่เมืองกำแพงเพชร เจ้าพระยาจักรีจึงส่งข่าวถึงสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ดังนั้นสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงยกทัพหลวงพร้อมด้วยเจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์มายึดเชียงใหม่ได้สำเร็จ ใน พ.ศ. 2317 และทรงแต่งตั้งพระยาจ่าบ้านเป็นพระยาวชิรปราการครองเมืองเชียงใหม่ และให้พระยากาวิละครองเมืองลำปาง

ในปี พ.ศ. 2318 พม่าจากเชียงแสนก็ยกทัพลงมาตีเมืองเชียงใหม่และลำปาง ฝั่งพระยาจ่าบ้านต้องถอยร่นมาอยู่เมืองระแหง (ตาก) ขณะที่พระยากาวิละและเจ้าเจ็ดตนพยายามต้านทานพม่าอย่างสุดกำลังแต่ก็ต้องทิ้งเมืองลำปางแล้วอพยพมาอยู่เมืองสวรรคโลกแทน ในปีถัดมาเมื่อพวกพม่าถอยทัพกลับไป พระยากาวิละพร้อมเจ้าเจ็ดตนจึงกลับเมืองลำปางตามเดิม

พระยาจ่าบ้านจะกลับไปเชียงใหม่ตามเดิม โดยสั่งให้เจ้าก้อนแก้วผู้เป็นหลานและเป็นอุปราชเชียงใหม่ขึ้นไปที่ตำบลวังพร้าวเพื่อรวบรวมกำลังพลและเสบียงรอล่วงหน้า อุปราชก้อนแก้วรวบรวมเสบียงไว้ได้จำนวนมาก แต่เมื่อพระยาจ่าบ้านมาถึงกลับไม่ยอมแบ่งปันเสบียงและเกิดวิวาทกันจนพระยาจ่าบ้านสังหารอุปราชก้อนแก้วตาย 

แผนที่เส้นทางเดินทัพกลับในคราวไป “ปราบเชียงใหม่” ปี 2317 ในพระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ขายกทัพไป เนื้อความขาดไป แต่ตอนยกทัพกลับ ได้ระบุเส้นทางเดินทัพ และชื่อบ้านเมืองที่พักค้างแรม และในเอกสารฉบับนี้เองที่เรียกบ้านตากว่า “เมืองตาก” (แผนที่นี้ใช้ Google Map ค้นหา
พบว่าชื่อบ้านเมืองยังคงมีร่องรอยที่ตั้งในปัจจุบัน)

พ.ศ. 2321 พระเจ้ากรุงธนบุรีให้เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพระยาสุรสีห์ยกกองทัพไปปราบปรามหัวเมืองล้านช้าง ในปีถัดมาแม่ทัพทั้งสองจึงแต่งกองข้าหลวงจำนวน 300 คน ไปตรวจราชการหัวเมืองล้านนา ผ่านทางเมืองน่าน แพร่ และลำปาง แต่ข้าหลวงเหล่านั้นโจรกรรมสิ่งของราษฎร ฉุดหญิงไปกระทำอนาจาร สร้างความเดือดร้อนไปทั่ว ชาวบ้านจึงพากันไปร้องทุกข์พระยากาวิละเจ้าเมืองลำปาง พระยากาวิละแค้นเคืองใจจึงคุมกำลังคนไปไล่แทงฆ่าฟันข้าหลวงเหล่านั้นตายไปจำนวนมาก

พระเจ้ากรุงธนบุรีทราบเรื่องจึงให้ตราหมายเรียกตัวพระยากาวิละลงมากรุงธนบุรี มีตราไปถึงสามครั้งแต่พระยากาวิละก็ไม่มาเพราะรู้ตัวว่าตนกระทำผิดจะต้องพระราชอาญาอย่างแน่นอน พระยากาวิละจึงคิดทำความดีความชอบทำราชการเผื่อจะได้การลดโทษโดยยกทัพไปตีเมืองลอและเมืองเทิงโดยกวาดต้อนได้ผู้คนเป็นอันมาก จากนั้นพระยากาวิละและพระยาจ่าบ้านลงไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีที่กรุงธนบุรีพร้อมถวายบรรณาการทั้งสิ่งของและผู้คนที่กวาดต้อนมาได้จากสงครามครั้งนั้น

“สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชกู้ชาติ” วาดโดย สนั่น ศิลากรณ์ พิมพ์ครั้งแรกเป็นปกนิตยสารฟ้าเมืองไทย ปีที่ ๑๗ ฉบับที่ ๘๗๕ วันพฤหัสบดีที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๒๘

สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมีพระบรมราชวินิจฉัยพิพากษาพระยากาวิละข้อหาทำร้ายข้าหลวงและพิพากษาพระยาจ่าบ้านข้อหาฆ่าอุปราชก้อนแก้ว โดยให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยนคนละ 100 ที ส่วนพระยากาวิละมีความผิดอีกประการคือขัดท้องตราไม่มาตามเรียกจึงให้ลงพระราชอาญาตัดขอบหูพระยากาวิละทั้งสองข้าง แล้วเอาตัวทั้งสองไปขังคุก

พระยากาวิละขอพระบรมราชานุญาตจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีไปทำราชการไถ่โทษ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงมีพระบรมราชานุญาตคืนยศพระยากาวิละและให้ปกครองเมืองลำปางตามเดิม แต่สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีไม่ไว้วางพระราชหฤทัยพระยาจ่าบ้านจึงให้จำคุกต่อไป

พระยากาวิละเมื่อกลับถึงเมืองลำปางจึงรวบรวมกำลังไพร่พลได้ 300 คน ไปตีเมืองเชียงแสนเป็นการทำราชการไถ่โทษ แม้จะขาดเสบียงจนต้องกินน้ำต้มข้าวประทังชีวิต แต่ด้วยความอุตสาหะและความเก่งกล้าของพระยากาวิละจึงพิชิตเชียงแสนได้สำเร็จ ส่วนพระยาจ่าบ้านก็ถูกจองจำจนล้มป่วยและตายในคุกที่กรุงธนบุรี

เนื่องจาก “หู” เป็นอวัยวะสำคัญในการได้ยิน “เสียง” การที่พระยากาวิละไม่ยอมลงมาเข้าเฝ้าตามตราหมายเรียกตัวถึงสามครั้งจึงเสมือนเป็นพวกดื้อแพ่งทำเป็น “หูทวนลม” คือได้ยินแต่นิ่งเฉยทำเป็นไม่ได้ยิน ดังนั้นการเฉือนหูจึงเหมือนเป็นการ “แก้เผ็ด” เป็นการลงพระราชอาญาที่รุนแรงและสะท้อนว่าสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงแค้นเคืองเจ้ากาวิละอยู่ไม่น้อย

 


อ้างอิง :

สุรพล ดำริห์กุล.  (2545).  แผ่นดินล้านนา.  พิมพ์ครั้งที่ 2.  กรุงเทพฯ: เมืองโบราณ.

พงศาวดารโยนก ฉบับหอสมุดแห่งชาติ.  (2504).  กรุงเทพฯ: รุ่งเรืองรัตน์.  (ฉบับออนไลน์จาก หอสมุดแห่งชาติ เฉลิมพระเกียรติ ตรัง,  พงศาวดาวโยนก)


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 28 พฤษภาคม 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป