นิทานจีนว่า บรรพบุรุษคนไทยกิน “ข้าวเหนียว” ที่หมา 9 หางขโมยจากสวรรค์

ภาพเขียนที่ผาลายในเมืองจ้วงกวางสี (ภาพคัดลอกจากหนังสืองานวิจัยฯ ของอาจารย์ฉิน เซิ่งหมิน)

บรรพบุรุษของคนไทยกิน “ข้าวเหนียว” เป็นอาหารหลักไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว

“คนไทย” ที่เป็นบรรพบุรุษเมื่อประมาณ 3,000 ปีที่แล้วกับ “คนไทย”  ปัจจุบัน ต้องแตกต่างกันแน่ ๆ ด้วยเหตุผลมากมายหลายอย่าง ส่วนใครจะเชื่อว่า “คนไทย” อพยพมาจากที่โน่นบ้างที่นี่บ้างก็ตามใจ แต่ผมยังว่า “คนไทยไม่ได้มาจากไหน” เพราะ “คนไทยอยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์” นี่ เคลื่อนไหวไป ๆ มา ๆ อยู่แถว ๆ นี้แหละ

ฉะนั้นที่บอกว่าบรรพบุรุษของคนไทยกิน “ข้าวเหนียว” เป็นอาหารหลักไม่น้อยกว่า 3,000 ปีมาแล้ว จึงผูกอยู่กับร่องรอยและหลักฐานที่ว่า “คนไทยอยู่ที่นี่ ที่อุษาคเนย์”

คนในประเทศไทยรู้จักทําไร่ทํานาปลูกข้าวเมื่อไม่น้อยกว่า 5,000 ปีมาแล้ว นี่เป็นข้อสรุปของคณะสํารวจทางโบราณคดีของกรมศิลปากรร่วมกับมหาวิทยาลัยฮาวาย เมื่อ พ.ศ. 2509

ข้าวมาจากไหน?

หลายคนคงอธิบายว่าข้าวก็มาจากต้นข้าว แต่เดิมเป็นต้นข้าวป่า มนุษย์ไปพบเข้าโดยบังเอิญ เมื่อลองกินเข้าไปแล้วไม่ตาย แถมอร่อยอีกต่างหากก็พากันเอามากินเป็นอาหาร ต่อมาต้นข้าวก็แพร่หลาย

แต่ผมมีนิทานได้จากเมืองจ้วงกวางสีว่าหมาเป็นสัตว์ที่เอาพันธุ์ข้าวจากสวรรค์ลงมาให้มนุษย์ปลูกกิน มีเรื่องราวอย่างนี้

แต่ก่อนคนเรายังโง่ ยังไม่มีข้าวกิน เพราะไม่รู้จัก และไม่มีเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูก

ครั้งนั้นมีหมา 9 หางตัวหนึ่งขึ้นไปบนสวรรค์แล้วเอาหางทั้ง 9 จุ่มลงไปในกองข้าวของสวรรค์เพื่อขโมยพันธุ์ข้าวมาให้มนุษย์ พันธุ์ข้าวสวรรค์ก็ติดที่หางทั้ง 9 แล้วหนีลงมา แต่เทวดาเห็นก่อนจึงไล่ตาม แล้วใช้เทพอาวุธฟาดฟันหมาที่ขโมยพันธุ์ข้าว

เทพอาวุธฟาดถูกหางขาดไป ๘ หาง หมาจึงเหลือหางเดียวพร้อมพันธุ์ข้าวที่ติดหางมาให้มนุษย์ นับตั้งแต่นั้นมามนุษย์ก็รู้จักปลูกข้าวกินแล้วยกย่องหมาเป็นผู้วิเศษที่ทําคุณแก่มนุษย์

เพราะฉะนั้นภาพเขียนบนผาหินที่กวางสีของชาวจ้วงที่เรียกกันว่าผาลายจึงมีรูปหมาขนาดใหญ่ยืนอยู่ท่ามกลางพิธีกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ภาพเขียนบนผนังถ้ำหลายแห่งในประเทศไทย ก็มีรูปหมา เช่นในถ้ำเขาปลาร้า จังหวัดอุทัยธานี และที่เพิ่งผาเขาจันทน์งาม อําเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้คนสมัยก่อนประวัติศาสตร์จึงยกย่องหมาเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นสัตว์บูชายัญ ใช้หมาเป็นเครื่องเซ่นสังเวยผี

บรรพบุรุษและผีบ้านผีเรือนทุกวันนี้ก็ยังปฏิบัติอยู่ทั่วไป แล้วต่างนิยมกินหมาเป็นอาหาร ถือเป็นของดีของวิเศษสุดเมื่อมีแขกไปใครมาเยี่ยมเยือนก็ต้องปรุงหมาขึ้นโต๊ะอาหารไว้ต้อนรับด้วยความเคารพนับถืออย่างยิ่ง ฉะนั้นคนเมืองที่ชอบประณามคนกลุ่มอื่นที่กินหมาเป็นอาหารขอได้โปรดทําความเข้าใจด้วย อย่าเอามาตรฐานวัฒนธรรม ตะวันตกมากําหนดคนอื่นเลย

ทีนี้ว่ากันเรื่องข้าวต่อไป

ข้าวในยุค 5,000  ปีมาแล้วมี 2 อย่าง ภาษาทางวิชาการเรียกว่า “ข้าวเมล็ดใหญ่” งอกงามบนที่สูง กับ “ข้าวเมล็ดป้อม” งอกงามบนที่ลุ่ม ข้าวทั้ง 2 อย่างนี้เมื่อหุงหรือนึ่งแล้วเมล็ดจะเหนียวติดกัน อย่างเดียวกับทุกวันนี้เรียกว่า “ข้าวเหนียว” (คนไทยบางกลุ่มเรียก “ข้าวนึ่ง”)

ข้าวเหนียว เป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองของผืนแผ่นดินใหญ่ภูมิภาคอุษาคเนย์ นักวิชาการพบว่ามีแหล่งกําเนิดอยู่บริเวณสองฟากแม่น้ําโขงตอนบน แล้วแพร่กระจายออกไปทุกทิศทุกทางรวมทั้งบริเวณที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน

สรุปว่าข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักของคนทั่วดินแดน ประเทศไทย (และน่าจะรวมถึงประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ด้วย) ตั้งแต่ราว 5,000 ปีมาแล้ว

ราว พ.ศ. 1000 อารยธรรมอินเดียแพร่หลายเข้ามามีอิทธิพลในบริเวณที่เป็นประเทศไทยปัจจุบัน ทําให้เกิดพัฒนาการของบ้านเมืองขึ้นเป็น “รัฐ” ในดินแดนภาคอีสานก่อนแล้วจึงเกิด ขึ้นบริเวณที่ราบภาคกลาง ช่วงนี้เองเริ่มพบข้าวพันธุ์ใหม่ที่ภาษาวิชาการเรียก “ข้าวเมล็ดเรียว” เมื่อหุงแล้วเมล็ดจะร่วนและสวยไม่เหนียวติดกัน ภายหลังจึงเรียก “ข้าวเจ้า” สืบมาถึงทุกวันนี้

ข้าวเจ้า เป็นพันธุ์ข้าวต่างประเทศซึ่งเป็นที่ยอมรับทั่วไปว่า มีแหล่งกําเนิดแถบเบงกอล (อินเดีย) มีศัพท์ฝรั่งเรียกว่า Indica แพร่กระจายเข้ามาในภูมิภาคอุษาคเนย์ตั้งแต่หลัง พ.ศ. 1000 ลงมา

ในยุคนั้นอะไรก็ตามที่มาจากต่างประเทศโดยเฉพาะจากอินเดีย ย่อมเป็นของดีของวิเศษ และย่อมเป็นสมบัติของ “ชนชั้นสูง” เท่านั้น นั่นคือ “เจ้า” ภายหลังเรียกพันธุ์ข้าวเมล็ดเรียวที่มา จากอินเดียนี้ว่า “ข้าวของเจ้า” แล้วกร่อนเหลือว่า “ข้าวเจ้า”

พวกไพร่ทั่วประเทศทั้งเหนือ อีสาน กลาง และใต้ก็กินข้าวเหนียวเหมือนเดิม ฉะนั้นข้าวเหนียวคือ “ข้าวไพร่” นั่นแหละ


(คัดลอกส่วนหนึ่งจากบทความ “บรรพบุรุษของคนไทยกิน ‘ข้าวเหนียว’ ที่หมา 9 หาง ขโมยมาจากสวรรค์” เขียนโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ธันวาคม 2539)

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป