ลอยกระทงกับคำสอน “นางนพมาศ” แฝงคติเตือนสนม อย่า “เล่นเพื่อน” ประณามหญิงรักหญิง?

“นางนพมาศ” หรือ “ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์” ถูกตั้งคำถามเรื่องตัวตนจริงของนางนพมาศและยุคสมัยที่แท้จริงซึ่งวรรณกรรมชิ้นนี้ถูกผลิตมาโดยตลอด แต่หากพิจารณาในแง่สารหรือเนื้อหาข้างในแล้ว มีหลายส่วนสะท้อนมุมมองและแง่คิดที่น่าสนใจไม่ว่าจะสื่อถึง เจาะจงถึงบริบทยุคไหนก็ตาม เรื่องคำสอนส่วนหนึ่งในหนังสือที่ว่านี้ นักเขียน นักวิชาการบางท่านมองว่ามีนัยยนะเชิงประณามการ “เล่นเพื่อน” หรือกิจหญิงรักหญิงที่เชื่อว่าเป็นที่แพร่หลายในวังพอสมควร

เป็นที่แน่ชัดว่าเนื้อหาของวรรณคดีมีน้ำเสียงเชิงสั่งสอนสิ่งพึงปฏิบัติไม่พึงปฏิบัติโดยเฉพาะสำหรับนางสนม สุพจน์ แจ้งเร็ว ตั้งข้อสังเกตเนื้อหาส่วนหนึ่งในวรรณกรรมที่นางนพมาศพูดถึงนิทาน “นางนกกระเรียนคบนางนกไส้ช่างยุ” ในบทความ “คำสอนนางนพมาศ (ว่าด้วยการเป็นนางบำเรอบาท)”

ผู้เขียนบทความมองว่า นิทานอุปมาเรื่องที่นางนพมาศยกขึ้นสาธกเป็นคำตอบแก่พระศรีมโสถ ผู้เป็นบิดานั้น แสดงถึงลักษณะของ “ลามกสตรี” อัน “เป็นฝ่ายข้างอัปมงคล” ที่ “ทำทุจริตลุอำนาจแก่ความรัก” หากอ่านแบบเผินๆ อาจรับรู้ถึงสารเชิงเตือนสตินางสนมให้ตั้งใจปฏิบัติ “ราชการ” อย่าคบเพื่อนฝูงจนเลยละราชการ (นิทานเล่าว่า “นางนกกระเรียน” คบกับ “นางนกไส้” ร่วมรังเดียวกันจนลืมร้องถวายเสียงแก่กรุงกษัตริย์ เมื่อนึกได้ก็กลางคัน ไม่ได้เป็นใจเปล่งเสียงร้องให้ไพเราะ คิดแต่จะกลับคืนรังไปอยู่กับนางนกไส้)

อย่างไรก็ตาม สุพจน์ แจ้งเร็ว แสดงความคิดเห็นว่า หากนางสนมได้อ่านอาจต้องสะอึกกันบ้าง เนื่องจากนิทานเรื่องนี้บริภาษการ “เล่นเพื่อน” อย่างรุนแรง

เรื่องการเล่นเพื่อนนี้เป็นเรื่องที่ว่ากันว่าอยู่คู่กับราชสำนักมา เคยถูกบัญญัติเป็นกฎมณเฑียรบาล ระบุโทษนางสนมกำนัลคบผู้หญิงหนึ่งกันดุจชายเป็นชู้เมียกัน ต้องลงโทษด้วยลวดหนัง 50 ที และโดนประจานรอบพระราชวัง

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่สืบค้นไม่พบว่าในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาหรือรัตนโกสินทร์เคยมีการจับสนมเล่นเพื่อนได้ แต่เชื่อว่าเป็นที่รู้กันอยู่ภายใน และมีกลอนเพลงยาว “หม่อมเป็ดสวรรค์” ในหมู่ชาววังเป็นที่สนุกสนานกัน

กลอนเพลงยาวนี้ไม่ปรากฏชื่อผู้แต่ง แต่บ้างก็ว่าแต่งโดยคุณสุวรรณ นางข้าหลวงในกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ขณะที่นายหรีด เรืองฤทธิ์ ผู้รู้ของกรมศิลปากรสันนิษฐานว่ากลอนเพลงยาวแต่งเมื่อราว พ.ศ. 2348-2358 ก่อนกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพประชวรในปีเถาะ พ.ศ. 2386

สำหรับเรื่องราว “หม่อมเป็ดสวรรค์” แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของหม่อมสุด (ชื่อในเรื่องคือ คุณโม่ง) กับหม่อมขำ (ชื่อในเรื่องคือ หม่อมเป็ด) ซึ่งต่างมีหน้าที่อ่านหนังสือ-ถวายงานรับใช้เมื่อทรงบรรทม คราวหนึ่งถึงคลุมโปงประกอบกิจกันอุตลุดที่ปลายพระบาท โดยคิดว่าเจ้านายทรงพระบรรทมแล้ว แต่เรื่องที่เล่นเพื่อนนั้นโชคดีที่เจ้านายไม่ทรงกริ้ว

แต่สำหรับพระมหากษัตริย์แล้ว การ “เล่นเพื่อน” นี้ ไม่เป็นที่พอพระทัยในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสำหรับเจ้าจอมของพระองค์ อันเห็นได้จากกลอนพระราชนิพนธ์ว่า

“การสิ่งใดที่ไม่ดีเรามิชอบ
อ้อนวอนปลอบจงจำอย่าทำหนา
ก็ไม่ฟังขืนขัดอัธยา
ยิ่งกับว่าตอไม้ไม่ไหวติง
ที่ข้อใหญ่ชี้ให้เห็นเรื่องเล่นเพื่อน
ทำให้เฟือนราชกิจผิดทุกสิ่ง
ถ้าจะเปรียบเนื้อความไปตามจริง
เสมอหญิงเล่นชู้จากสามี
นี่หากวังมีกำแพงแขงแรงรอบ
เปนคันขอบดุจเขื่อนคีรีศรี
ถ้าหาไม่เจ้าจอมหม่อมเหล่านี้
จะไปเล่นจ้ำจี้กับชาย เอย”

เมื่อกลอนพระราชนิพนธ์แสดงให้เห็นว่ามีเจ้านายทรงไม่พอพระทัย (แม้จะมีบางพระองค์ไม่ทรงกริ้วก็ตาม) สุพจน์ แจ้งเร็ว เชื่อว่า บริบทที่เจ้านายไม่พอพระทัยนี้มีแนวโน้มนำมาสู่เนื้อหาเชิงสั่งสอนตักเตือนหรือกำราบพฤติกรรมนางสนมที่ลุแก่ความรักจนทำให้ “เฟือนแก่ราชกิจ” เหมือนนางนกกระเรียนที่ลืมร้องถวายเสียงว่า “พึงใจแต่จะให้นางนกไส้เข้าซอกไซ้ใต้ปีกใต้หางไม่ว่างเว้น”

อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนตั้งข้อสังเกตอีกประการว่า การพิจารณาวรรณคดีตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ บางส่วนสะท้อนสังคมฝ่ายในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่า ทุกวรรคทุกวลีของวรรณกรรมคือ “สัญลักษณ์” ที่ถอดสมการออกมาได้ แต่การทดลอง “ลากเข้าวัด” ก็สามารถช่วยให้เห็นแนวทางอื่นได้ และหากพบคำตอบที่ดีกว่าย่อมควรพิจารณาเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

คลิกอ่านเพิ่มเติม“เล่นเพื่อน” หรือ “เลสเบี้ยน” ว่าด้วยเรื่องเล่าสาวชาววังของคุณโม่ง-หม่อมเป็ด



อ้างอิง: 

สุพจน์ แจ้งเร็ว. “คำสอนนางนพมาศ (ว่่าด้วยการเป็นนางบำเรอบาท)”. ศิลปวัฒนธรรม ปีที่ 5 ฉบับที่ 2, ธันวาคม 2526

เอนก นาวิกมูล. หญิงชาวสยาม. สำนักพิมพ์แสงดาว. 2547


เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์เมื่อ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป