“ลูกสวาด–ลูกสวาดสียาตรา” วัตถุอาถรรพ์มหาเสน่ห์ และเรื่องรัก-เรื่องลับหลังชายผ้าเหลือง

ลูกสวาด (ภาพจากเว็บไซต์ https://www.youtube.com/watch?v=dObwVbDhbRQ)

             สวาดต้นคนต้องแล้วร้องอุ๊ย           ด้วยรุกรุยรกเรื้อรังเสือสาง
             จนชั้นลูกถูกต้องเป็นกองกลาง        เปรียบเหมือนอย่างลูกสวาดศรียาตรา

ตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นนี้เป็นความบางส่วนที่คัดมาจากนิราศพระประธมหนึ่งในผลงานนิราศของสุนทรภู่ความส่วนที่ยกมานี้ เมื่อพิจารณาแล้วจะพบว่ามีการกล่าวถึงลูกสวาดและลูกสวาดสียาตราหรือลูกสวาทสียะตราไว้ด้วย

โดยสวาดที่ปรากฏเป็นคำแรกมีความหมายถึง พันธุ์ไม้ชนิดหนึ่ง เมื่อออกผล ผู้คนมักนิยมนำเมล็ดไปทำพิธีจนกลายเป็นวัตถุอาถรรพ์มีฤทธิ์ในด้านเสน่ห์ เมตตามหานิยม หรือที่มักเรียกกันว่าลูกสวาด

ส่วนลูกสวาดสียาตรานั้น มิใช่พันธุ์ไม้แต่ประการใด แต่มีความหมายอ้างอิงถึง เด็กผู้ชายที่พระเถระชั้นผู้ใหญ่นิยมอุปการะไว้เพื่อโอ้อวดบารมี ผ่านเครื่องแต่งกาย เครื่องประดับที่ลูกสวาทใส่ ทั้งยังรวมไปถึงการอุปการะไว้เพื่อมีความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างพระผู้อุปการะและเด็กชายด้วย

ลูกสวาด : วัตถุอาถรรพ์มหาเสน่ห์

ลูกสวาด เป็นเมล็ดที่อยู่ภายในผลของต้นสวาด สามารถพบได้ทั่วไปในเขตร้อน ในประเทศไทยมักพบได้ตามป่าละเมาะใกล้ทะเล ผลของต้นสวาดจะมีลักษณะเป็นฝักรูปรี หรือขอบขนานแกมรูปรี มีขนยาวแหลมแข็งคล้ายหนาม ภายใน    แต่ละฝักจะมีเมล็ดอยู่ ๒ เมล็ด เมล็ดมีลักษณะเป็นเมล็ดกลมเปลือกแข็ง เส้นผ่านศูนย์กลาง ๑.๒ เซนติเมตร สีเทาแกมเขียว

คนสมัยโบราณนิยมพกลูกสวาดติดตัวไว้ เพราะเชื่อว่าจะให้ผลด้านเสน่ห์ เมตตามหานิยม มีแต่คนรักใคร่ เนื่องด้วยลูกสวาดนั้นมีชื่อพ้องเสียงกับคำว่าสวาท’ [สะหฺวาด] ที่มีความหมายว่า ความรัก ความพอใจหรือความยินดีในทางกามารมณ์

นอกจากนี้ยังมีบุคคลบางกลุ่มที่เชื่อว่าลูกสวาดเป็นวัตถุอาถรรพ์มีฤทธิ์ในตัวอยู่แล้วหากนำไปให้อาจารย์ผู้มีวิชาอาคมปลุกเสกหรือลงอาคมก็จะยิ่งทำให้ลูกสวาดเหล่านั้นมีฤทธิ์ในทางมหาเสน่ห์มากยิ่งขึ้นแก่ผู้ครอบครองอีกทั้งในความเชื่อด้านไสยศาสตร์การทำเสน่ห์บางวิธียังมีการใช้ลูกสวาดเป็นหนึ่งในวัตถุดิบประกอบพิธีกรรมอีกด้วยหากแต่ข้อเท็จจริงของผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็ล้วนขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละบุคคล

ลูกสวาดสียาตรา : เรื่องรัก เรื่องลับ หลังชายผ้าเหลือง

ลูกสวาดสียาตราหรือลูกสวาทสียะตรา เป็นคำที่ใช้เรียกเด็กชายที่พระเถระชั้นผู้ใหญ่ หรือพระนอกรีตบางรูปนำมาอุปการะเป็นบุตรบุญธรรม ซึ่งลูกสวาทเหล่านี้จะมีลักษณะต่างจากเด็กวัดทั่วไปคือ จะได้รับการเลี้ยงดูเป็นอย่างดี มีการแต่งตัว ใส่เครื่องประดับให้แก่ลูกสวาท เพื่อโอ้อวดบารมีแข่งขันกันในหมู่พระที่เลี้ยงลูกสวาท

พระชั้นผู้ใหญ่และเหล่าลูกสวาท (ภาพจากประชุมภาพประวัติศาสตร์แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กรมศิลปากร จัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๔๘)

การเลี้ยงดูลูกสวาทนั้นนอกจากจะเป็นไปเพื่อจุดประสงค์ในการโอ้อวดบารมีแล้วยังอาจเป็นไปเพื่อตอบสนองความต้องการทางเพศของพระผู้อุปการะได้เช่นกันดังที่ปรากฏในสมัยรัชกาลที่๑ที่ได้มีการตรากฎพระสงฆ์๑๐ข้อเพื่อจัดระเบียบพระสงฆ์ก็ได้มีการกล่าวถึงกรณีการเลี้ยงลูกสวาทในหมู่พระภิกษุสงฆ์ไว้ว่า

“…ลางเหล่าเหนเด็กชายลูกข้าราชการอาณาประชาราษฎรรูปร่างหมดหน้าก็พูดจาเกลี้ยกล่อม ชักชวนไปไว้ แล้วกอดจูบหลับนอนเคล้าคลึง ไปไหนเอาไปด้วย แต่งตัวเด็กโอ่อวดประกวดกันเรียกว่าลูกสวาศ ลูกสุดใจ  ก็มีบ้างที่ช่วงชิงลูกสวาศ เกิดความหึงษาพยาบาทจนเกิดวิวาทตีรันกันตายด้วยไม้กระบองซั่น พิจารณาได้ตัวมารับเปนสัตยได้ไม้กระบองซั่นเปนหลายอัน…”

กฎให้ไว้ วันอังคาร เดือนเจ็ด แรมสิบสามค่ำ จุลศักราช ๑๑๖๓ ปีรกา นักษัตรตรีศก

แล้วตัวละครสียะตราในอิเหนาเกี่ยวข้องอย่างไรกับลูกสวาท?

ในส่วนที่มาของชื่อเรียกลูกสวาดสียาตรา  ลูกสวาทสียะตรานั้น เป็นชื่อที่นำมาจากตัวละครหนึ่งในวรรณคดีเรื่องอิเหนาโดยตัวละครสียะตรา มีบทบาทในเรื่องเป็นพระโอรสอันเกิดแต่ท้าวดาหากับประไหมสุหรี ทั้งยังมีศักดิ์เป็นพระอนุชาของนางบุษบา

ส่วนสาเหตุที่มีการนำชื่อ สียะตรา มาใช้นั้น คาดว่าน่าจะมีที่มาจากพฤติกรรมของอิเหนาที่กระทำต่อสียะตราในเชิงลวนลาม และยังเป็นการลวนลามระหว่างผู้ชายด้วยกันอีกด้วย คือมีการกอด จูบ ลูบ แต่ไม่ถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์กัน ดังตัวอย่างที่ยกมานี้

      ๏ ครั้นพระกุมารหลับสนิท          พระโอบอุ้มจุมพิตขนิษฐา
โลมเล้าลูบไล้ไปมา                          สำคัญว่าบุษบานารี
พิศพักตร์พักตร์ผ่องดังเดือนฉาย          พิศทรงทรงคล้ายนางโฉมศรี
พิศปรางเหมือนปรางพระบุตรี            รัศมีสีเนื้อละกลกัน
ทั้งโอษฐ์องค์ขนงเนตรนาสา               ละม้ายแม้นบุษบาทุกสิ่งสรรพ์
พระกอดจูบลูบไล้เกี่ยวพัน                 จนบรรทมหลับสนิทไป ฯ

แม้กระทั่งพฤติกรรมการปรนเปรอเอาใจสียะตราของอิเหนาที่มีการหาของเล่นมาให้จำนวนมากหรือพาไปเที่ยวเล่นชมนกชมไม้ก็มีความคล้ายคลึงกับพฤติกรรมของพระเถระที่เอาใจลูกสวาทโดยการให้เครื่องแต่งตัวเครื่องประดับต่างๆ

     ๏ ครั้นถึงจึ่งวางเหนือตัก            แสนรักสนิทเสนหา
แล้วบัญชาสั่งเสนา                        เร่งจัดเครื่องเล่นมาทุกสิ่งอัน
โล่ดั้งดาบเขนหอกคู่                       ง้าวทวนธนูกั้นหยั่น
กริชกระบี่เสน่าเกาทัณฑ์                 ให้สมกันกับองค์พระกุมาร

กระทั่งพฤติกรรมหวงสียะตราของอิเหนาเมื่อครั้งที่จรกาอุ้มสียะตรามาชมโฉมอิเหนาเห็นเช่นนั้นจึงบังเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมากซึ่งคล้ายกับพฤติกรรมหึงหวงลูกสวาทระหว่างพระสงฆ์ผู้เลี้ยงดูลูกสวาทเหล่านั้นดังนี้

     ๏ เมื่อนั้น                           อิเหนาแค้นขัดสหัสสา
พิศเพ่งเขม็งนัยนา                      ให้สบเนตรสียะตราผู้ร่วมใจ ฯ
    ๏เมื่อนั้น                             สียะตรารู้แจ้งอัชฌาสัย
จึงกลับมากอดเชษฐาไว้                เห็นพระเมินพักตร์ไปก็โศกา
แต่แรกเรียกน้องก็ไม่จร                ภูธรขืนขับให้ไปหา
แล้วพระมากริ้วโกรธา                  โทษาน้องผิดสิ่งใด ฯ

แม้ว่าพฤติกรรมที่อิเหนากระทำในข้างต้นจะมีเหตุผลเนื่องด้วยเห็นสียะตราเป็นตัวแทนของบุษบาก็จริงแต่การกระทำเหล่านั้นอย่างไรเสียก็เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นกับสียะตราไม่ใช่นางบุษบาอีกทั้งการกระทำเหล่านั้นยังมีความคล้ายคลึงสอดคล้องกับพฤติกรรมของพระเถระที่กระทำกับลูกสวาทจึงเป็นเหตุให้ลูกสวาทเหล่านั้นมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าลูกสวาทสียะตรา

 


อ้างอิงจาก

วัดโมลีโลกยาราม ราชวรวิหาร.  2555.  กฎหมายพระสงฆ์ สมัยรัชกาลที่ . [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จากhttp://www.watmoli.com/vittaya-1-section1/regulation-1.html [สืบค้นเมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2561].

ศูนย์สยามทรรศน์ศึกษา คณะศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ กองวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหิดล. 2560. สาธุสะพระประธมบรมธาตุ จงทรงศาสนาอยู่ไม่รู้สูญ ตามรอยนิราศพระประธมของสุนทรภู่กรุงเทพฯ : บริษัท ทริปเพิ้ล กรุ๊ป จำกัด.

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป