พระเจ้าตาก รับมือพระยาจันทบูร “ผู้เสียสัตย์” อย่างไร เมื่ออ่านอุบายที่ถูกซ่อนไว้ได้

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสิน ณ วงเวียนใหญ่ ธนบุรี

ด่านแรกที่พระเจ้าตากต้องทำศึกสำคัญในภารกิจ “กู้กรุงศรี” คือจัดการกับผู้ต่อต้านในเขตเมืองระยอง ซึ่งมี หลวงพลแสนหาญ ขุนราม หมื่นซ่อง ขุนจ่าเมือง นายทองอยู่นกเล็ก กับกำลังพลประมาณ ๑,๕๐๐ คน มีการปะทะกันอย่างดุเดือด แต่ในที่สุดก็แตกพ่ายไป

ด่านสำคัญลำดับต่อไปคือเมืองจันทบูร

พระเจ้าตากไม่ต้องการให้เกิดการรบ สร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎร จึงส่งทูตไปเจรจาความกับเจ้าเมืองจันทบูร โดยให้ นายบุญมีมหาดเล็ก นายบุญรอดและนายบุญมา น้องภรรยาเจ้าเมืองจันทบูร เป็นทูตเจรจา

เบื้องต้นก็ได้ความตกลงอย่างสันติ พระยาจันทบูรสัญญาว่า ๑๐ วันจะออกไปรับเสด็จ แต่แล้วเมื่อเวลาล่วงเลยไป ก็มิได้ทำตามสัจจะสัญญา เพียงให้คนนำข้าวเปลือก ๔ เกวียนมาถวาย

ฝ่ายพวกขุนราม หมื่นซ่อง ที่แตกหนีมาจากเมืองระยองนั้น ก็ไปตั้งหลักในเขตเมืองจันทบูร ให้ไพร่พลปล้นวัว ควาย ช้าง ม้า ของหลวง พระเจ้าตากทรงทราบความจึงนำกองทัพไปปราบปราม ขุนราม หมื่นซ่อง หนีไปได้อีก คราวนี้หนีไปอยู่กับพระยาจันทบูร

ยังมีนายทองอยู่นกเล็กอีกคนหนึ่งที่หนีจากเมืองระยอง ตั้งท่าคอยสกัดตีกองทัพพระเจ้าตากอยู่ใกล้เขตเมืองชลบุรี เมื่อพระเจ้าตากทรงทราบจึงให้คนไปเจรจา นายทองอยู่นกเล็กก็ยอมอ่อนน้อมแต่โดยดี จึงแต่งตั้งให้เป็น พระยาอนุราฐบุรีศรีมหาสมุทร อยู่ครองเมืองชลบุรีสืบไป

ทางด้านขุนราม หมื่นซ่อง เมื่อหนีไปอยู่กับพระยาจันทบูร ก็ยุยงให้รบกับพระเจ้าตาก ออกอุบายให้พระสงฆ์ไปเชิญพระเจ้าตากเข้าเมือง แล้วจะได้จับตัวไว้

ครั้งถูกพระยาจันทบูรวางอุบายจะจับตัว พระเจ้าตากทรงรู้ทันไม่กระทำตาม แต่สั่งให้ทหารยกทัพเข้าประชิดเมือง

เมื่อเข้ามาใกล้เมืองจันทบูร พระยาจันทบูรก็ให้ข้าราชการผู้ใหญ่ออกไปนำทางกองทัพพระเจ้าตาก แต่ก็ได้ซ่อนกลไว้คือ นำทางเข้ามาด้านทิศใต้ของเมือง ซึ่งต้องข้ามแม่น้ำ จังหวะนี้เองที่กองทัพฝ่ายเมืองจันทบูรจะอาศัยข้อได้เปรียบโจมตีกองทัพพระเจ้าตากได้สะดวก

แต่พระเจ้าตากก็รู้ทันกลศึกนี้อีก จึงสั่งให้เคลื่อนทัพไปหยุดอยู่ ณ วัดแก้ว ริมเมืองจันทบูรนั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้พระยาจันทบูรจึงได้แต่เล่นบทตี ๒ หน้า ให้ข้าราชการออกไปเชิญพระเจ้าตากเข้าเมือง แต่พระเจ้าตากคงจะรู้ทันทั้งสิ้นแล้ว จึงว่าพระยาจันทบูรเป็นผู้น้อย สมควรจะออกมาคารวะผู้ใหญ่จึงจะถูก

พระเจ้าตากยังให้โอกาสสุดท้ายกับพระยาจันทบูร คือให้ส่งตัวขุนราม หมื่นซ่อง ออกมา จะได้ไม่ต้องรบกัน แต่ก็ถูกพระยาจันทบูรปฏิเสธอีก

พระเจ้าตากเห็นว่าพระยาจันทบูรไม่ได้ตั้งอยู่ในสัตย์ และยังคิดจะรบโดยอาศัย ขุนราม หมื่นซ่อง เป็นกำลังสำคัญ

จะเห็นได้ว่าพระเจ้าตากไม่ได้ใช้กำลังเข้าโจมตีให้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดไปทีเดียว แต่พยายามเจรจารอมชอมกับพระยาจันทบูรอยู่หลายครั้ง ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะกองทัพของพระเจ้าตากอาจจะเป็นรองทั้งทางด้านกำลังพล และยุทโธปกรณ์

และในเวลาที่จะตีเมืองจันทบูรนี้ กรุงศรีอยุธยาแตกไปแล้วถึง ๒ เดือน พระยาจันทบูรจึงมีสิทธิที่จะ “เลือกข้าง” ว่าจะอยู่ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาที่ย่อยยับไปแล้ว หรือจะอยู่กับฝ่ายพม่าก็ได้ หรือแม้แต่ตั้งตัวเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อใครก็ยังทำได้ แต่เหตุที่ไม่กล้ายกทัพออกไปตีกองทัพพระเจ้าตาก ก็อาจเป็นเพราะไม่แน่ใจในฝีมือนัก อีกทั้งกิตติศัพท์ของพระเจ้าตากก็กำลังอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” จึงเป็นที่น่ายำเกรงยิ่งนัก

เมื่อเจรจาไม่ได้ ก็รบกัน

พระเจ้าตากสั่งให้ทหารกินข้าวกินปลาแล้ว “ต่อยหม้อข้าวหม้อแกงให้จงสิ้น ในเพลากลางคืนวันนี้ ตีเอาเมืองจันทบูรให้ได้ ไปหาข้าวกินเช้าเอาในเมือง ถ้ามิได้ ก็ให้ตายเสียด้วยกันเถิด

ภาพทุบหม้อข้าวหม้อแกง จากละครหนึ่งด้าวฟ้าเดียว

เวลาตี ๓ ฤกษ์ดีปลอดห่วง พระเจ้าตากขึ้นช้าง พังคีรีกุญชร นำทหารบุกเข้าโจมตีทำลายประตูเมือง ฝ่าห่ากระสุนนำทัพเข้าเมืองจันทบูร ทหารรักษาประตูเมืองแตกหนีกระเจิง ตัวเจ้าเมืองจันทบูรลอบลงเรือหนีไปเมืองพุทไธมาศ กรุงกัมพูชา

เสร็จศึก ยึดทรัพย์สิน อาวุธ เสบียงอาหาร ได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ยังจัดทัพลงไปทางเมืองตราด จัดการกับสำเภาจีน ที่ยังไม่ยอมอ่อนน้อม “เก็บได้ทรัพย์สิ่งของทองเงินและผ้าแพรเป็นอันมาก” ก่อนจะย้อนกลับมาตั้งหลักอยู่ที่เมืองจันทบูร เพื่อต่อเรือรบ

เป้าหมายต่อไปคือ เมืองธนบุรี

(คัดบางส่วนจาก พระเจ้าตากเบื้องต้น เขียนโดย ปรามินทร์ เครือทอง. สนพ.มติชน)


เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 1 พฤศจิกายน 2561

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป