| ผู้เขียน | ศุภาวีร์ รักษา |
|---|---|
| เผยแพร่ |
ผนวช “นักองค์ราชาวดี” นัยทางการเมืองไทย-กัมพูชา ในสมัยรัชกาลที่ 4
ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา นั้นแตกต่างจาก 3 รัชกาลแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์
อันเนื่องมาจากการเข้ามาแทรกแซงของ “ฝรั่งเศส” แทนที่ “เวียดนาม” ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้นโยบายและท่าทีของไทยที่มีต่อกัมพูชาเปลี่ยนแปลงไป
รัชกาลที่ 4 ทรงพยายามกระชับอำนาจทางการเมืองระหว่างสองราชสำนัก ประการหนึ่งทรงดำเนินพระบรมราโชบาย ด้วยการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ผ่านพระพุทธศาสนา และการผนวชของเจ้านายกัมพูชา

รศ. ดร. ศานติ ภักดีคำ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ได้ศึกษาแนวพระบรมราโชบายของรัชกาลที่ 4 จาก “ร่างศุภอักษร ถึงเมืองอุดงค์มีชัย” ที่เผยมุมมองน่าสนใจว่า ในร่างศุภอักษรฯ นี้ยังไม่เคยเผยแพร่มาก่อน และไม่มีปรากฏใน พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 4 แสดงถึงแนวพระราชดำริทางการเมืองของรัชกาลที่ 4 ที่ทรงมีต่อกัมพูชาไว้อย่างชัดเจน
โดยเฉพาะการผนวชของ “พระองค์เจ้าราชาวดี” หรือ “นักองค์ราชาวดี” ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์กัมพูชา พระนามว่า สมเด็จพระนโรดมบรมรามเทวาวตาร
ในร่างศุภอักษรฯ มีหลักฐานเกี่ยวกับการที่รัชกาลที่ 4 พระราชทานเกียรติยศให้แก่นักองค์ราชาวดี โดยโปรดฯ ให้เจ้าพนักงานจัดกระบวนแห่ผนวชของนักองค์ราชาวดีเหมือนกับกระบวนแห่ของเจ้านายชั้นพระองค์เจ้าของไทย ความว่า
“…ณ วัน 3 ขึ้น 13 ค่ำ เดือน 8 ปีมะโรงอัฐศก โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานจัดกระบวนแห่องค์ราชาวดีเหมือนกับกระบวนแห่พระองค์เจ้าทรงผนวชแต่ก่อน ๆ มาแล้ว ได้เสด็จพระราชดำเนินพร้อมไปด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ข้าทูลละอองฯ ทรงอนุโมทนาการที่องค์ราชาวดีรับผนวชในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดารามแล้ว โปรดให้ไปจำพระวษาอยู่ ณ์ วัดบวรนิเวศวรวิหาร…”
ข้อความดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า รัชกาลที่ 4 ทรงให้ความสำคัญกับการผนวชของนักองค์ราชาวดีเหมือนกับที่เจ้านายไทยทรงผนวชตามราชประเพณี
นอกจากนี้ ในร่างศุภอักษรฯ ยังกล่าวถึงการที่สมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี พระราชบิดาในนักองค์ราชาวดี กราบทูลฯ ขอว่า เมื่อนักองค์ราชาวดีทรงลาผนวชแล้ว จะขอให้ตั้งเป็นพระมหาอุปราช ซึ่งรัชกาลที่ 4 มีพระราชดำริว่า
“…องค์ราชาวดีก็เป็นบุตรผู้ใหญ่พึ่งได้รับผนวชเป็นพระภิกษุในพุทธศาสนา องค์พระหริรักษรามมหาอิศราธิบดียังหาได้ฉลองและอนุโมทนาได้เห็นกาสาวพัตรแก่จักษุไม่ จึ่งโปรดให้พระอมราภิรักขิต กับพระมหาบุญเปรียญวัดบรมนิวาศ พาองค์ราชาวดีมาเรือกำปั่นแกล้วกลางสมุทร พร้อมกับพระยานราธิบดี พระยาศรีสุริโยประวงศ์ พระยาพระเขมรที่เข้าไป และให้ศิษย์พระสงฆ์เป็นคนพระหลวงขุนหมื่นนายไพร่ 67 คน ให้ออกมาเมืองอุดงค์มีชัย เพื่อจะให้องค์พระหริรักษรามมหาอิศราธิบดีได้เห็นองค์ราชาวดีเมื่อเป็นพระภิกษุ ทั้งจะได้ทำการฉลองอนุโมทนารับส่วนกุศลด้วย
ถ้าทำการฉลองแล้วเสร็จ องค์พระหริรักษรามมหาอิศราธิบดีจะให้องค์ราชาวดีลาสิกขาบทที่เมืองอุดงค์มีชัยก็ตาม ถ้าลาสิกขาบทแล้ว ก็ให้จัดแจงที่อยู่ให้สมควรเป็นที่วังพระมหาอุปราช แล้วจึ่งให้องค์ราชาวดีกลับเข้าไปเฝ้าทูลลอองฯ จะโปรดเกล้าฯ ทรงตั้งองค์ราชาวดีเป็นที่พระมหาอุปราชโดยนามสัญญาทรงพระราชดำริไว้ องค์พระนโรดมพรหมบริรักษากัมโพชมหาอุปราชต่อภายหลัง…”
เนื้อหาในร่างศุภอักษรฯ สอดคล้องกับเหตุการณ์เมื่อพระภิกษุนักองค์ราชาวดีเสด็จกลับเมืองอุดงค์มีชัย ที่บันทึกไว้ใน ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา ฉบับพระองค์นพรัตน์ ความว่า
“…ทรงจำพระวัสสาได้ 3 เดือน ครั้นออกพระวัสสาแล้ว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าวังหลวงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดเรือกำปั่นใบส่งพระภิกษุพระองค์เจ้าราชาวดีมาทางเมืองกำปอด
ในครั้งนั้นสมเด็จพระราชโองการพระหริรักษ์รามาอิศราธิบดี ตรัสใช้ให้ขุนนางมุขมนตรีน้ำพระราชยาน พร้อมด้วยพระที่นั่งช้างม้าออกไปรับแห่พระภิกษุพระองค์เจ้าราชาวดี…ได้เสด็จเข้าไปถวายพระราชกุศล แด่สมเด็จพระบิดา และพระปิโยพระบรมสุชาติกระษัตรี…
ลุถึงเดือน 4 ในปีมะโรง อัฐศก…พระภิกษุพระองค์เจ้าราชาวดีได้ถวายพระพรลาสมเด็จพระบิดากลับคืนไปกรุงเทพพระมหานคร…แล้วพระภิกษุพระองค์ราชาวดีได้ทรงลาพระผนวชเข้าเฝ้ารับใช้ราชกิจในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระเจ้าวังหลวง ณ กรุงเทพมหานครต่อไป….”

อย่างไรก็ตาม การที่ในร่างศุภอักษรฯ มีรายละเอียดบางอย่างชัดเจนกว่าในราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงสัญญะของการควบคุมบางอย่างแฝงอยู่
ดังนั้น การผนวชของนักองค์ราชาวดีจึงมีนัยทางการเมืองแฝงอยู่ โดยเฉพาะในข้อความ “แล้วจึ่งให้องค์ราชาวดีกลับเข้าไปเฝ้าทูลลอองฯ จะโปรดเกล้าฯ ทรงตั้งองค์ราชาวดีเป็นที่พระมหาอุปราชโดยนามสัญญาทรงพระราชดำริไว้ องค์พระนโรดมพรหมบริรักษากัมโพชมหาอุปราชต่อภายหลัง”
แสดงให้เห็นว่า อำนาจแต่งตั้งพระมหาอุปราชของกัมพูชา ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของราชสำนักกรุงเทพฯ เท่านั้น เนื่องจากกัมพูชามีฐานะเป็นประเทศราชของสยามนั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม :
- รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้ผนวช 2 กษัตริย์กัมพูชา มีพระองค์ใดบ้าง?
- “นี่ลูกเจ้านายของข้า” พระดำรัสกษัตริย์กัมพูชา ครั้ง “กรมดำรง” เยือนพนมเปญ
- “3 หัวเมืองเขมร” ในวรรณกรรมสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ทุกวันนี้อยู่ในไทย มีเมืองอะไรบ้าง?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
รศ. ดร. ศานติ ภักดีคำ. (2568). มองเขมรแลสยาม. พิมพ์ครั้งที่1. กรุงเทพฯ: มติชน.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 สิงหาคม 2569





