“2475 คลื่นเสียง – ปฏิวัติสะเทือน” : ปากคำในบันทีกคณะราษฎร์ กับเสียงสร้างชาติ

ไทยรับมือปัญหาน้ำมันขาดแคลนในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างไร 2475 คลื่นเสียง - ปฏิวัติสะเทือน
ภาพถ่ายหมู่ จอมพล โตโจพร้อมด้วย จอมพล ป. พิบูลสงคราม และสมาชิกคนสำคัญทั้ง 2 ฝ่าย ในฐานะพันธมิตรและแกนนำหลักของฝ่ายญี่ปุ่นในระหว่างสงคราม (ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2486 (ค.ศ. 1943))

“ปากคำ” แห่งการเปลี่ยนผ่าน กับ “เสียง” แห่งการสร้างชาติหลังอภิวัฒน์สยาม ใน “2475 คลื่นเสียง – ปฏิวัติสะเทือน”

ในห้วงแห่งการเปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ สู่ระบอบประชาธิปไตย มีเรื่องราวของผู้คนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนั้นหลายเรื่อง แต่บางเรื่องยังไม่เป็นที่รับรู้ในสังคมอีกมากมาย ในวาระครบรอบ 94 ปี การอภิวัฒน์สยาม “สำนักพิมพ์มติชน” จึงร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดงาน “2475 ON AIR พระสงฆ์ องค์เจ้า กับเช้าวุ่นๆ ในวันปฏิวัติ” วันเสาร์ที่ 20 มิถุนายน 2569 ณ ห้อง ร.103 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

งานนี้ขนทัพนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิมากมาย มาร่วมพูดคุยกันว่า นอกจากเสียงประกาศแห่งเปลี่ยนแปลงของคณะราษฎรใน “ย่ำรุ่ง” วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ยังมี “เสียง” ของผู้คนอีกมากมายสะท้อนความหวัง ความกังวล และผลสะเทือนจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และยังส่งอิทธิพลมาถึงสังคมไทยในปัจจุบัน

สำหรับกิจกรรมช่วงเวลา เวลา 15.30-17.30 น. เป็นเวที “2475 คลื่นเสียง – ปฏิวัติสะเทือน” ร่วมเสวนาโดย รศ. ดร. ประจักษ์ ก้องกีรติ, ผศ. ดร. ศรัญญู เทพสงเคราะห์, ผศ. ดร. ณัฐพล ใจจริง และนริศ จรัสจรรยาวงศ์ มาเผยเหตุการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่านระบอบ จากบันทึกของสมาชิกคณะราษฎร พร้อมสำรวจบทบาทวิทยุกระจายเสียงหลังการปฏิวัติ ในฐานะเครื่องมือเผยแพร่อุดมการณ์สร้างชาติ ที่หล่อหลอมสำนึกทางการเมืองของประชาชน

เวทีนี้ยังได้เปิดตัวหนังสือใหม่จากสำนักพิมพ์มติชน 2 เล่ม เล่มแรกคือ “2475 บุกวังวันปฏิวัติ” เรียบเรียงโดย นริศ จรัสจรรยาวงศ์ งานเขียนที่รวบรวมหลักฐานชั้นต้นจากบันทึกของ 3 สมาชิกคณะราษฎร ได้แก่ 1. พระประศาสน์พิทยายุทธ  2. หลวงศุภชลาศัย และ 3. ขุนศรีศรากร เล่มที่สอง “เรดิโอสร้างชาติ” โดย ผศ. ดร. ศรัญญู เทพสงเคราะห์ ที่จะบอกเล่าบทบาทของ “วิทยุระจายเสียง” เครื่องมือกระจายข้อมูลข่าวสารไปยังประชาชนของรัฐบาลคณะราษฎร โดยเฉพาะการเผยแพร่แนวคิดเรื่องชาติและรัฐธรรมนูญ 

วิทยากรผู้ร่วมเสวนาทั้ง 4 ท่านได้ร่วมแลกเปลี่ยน และบอกเล่าแง่มุมต่าง ๆ มากมาย อาจารย์ประจักษ์ เริ่มต้นด้วยประเด็นว่า วาทกรรม “ชิงสุกก่อนห่าม” ที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมใช้โจมตีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นประเด็นที่วงวิชาการถกเถียงจบกันไปสี่สิบกว่าปีแล้ว

ก่อนจะให้ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่านชี้ให้เห็นว่า เหตุใดเราจึงเชื่อได้ว่า สภาพสังคมไทยในตอนนั้น “สุกงอม” พอที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงจริง ๆ และคลื่นกระแสแห่งการปฏิวัติมีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เหตุการณ์คำกราบบังคมทูล ร.ศ. 103 เหตุการณ์กบฏ ร.ศ. 130 ซึ่งผู้ขับเคลื่อนกระแสเหล่านั้นก็ล้วนเป็นบุคคลในระบอบเก่า หรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แปลว่าคนในสังคมมองเห็นปัญหาของระบอบมานานแล้ว

ส่วนการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 คือผลลัพธ์ที่ระเบิดจากปัญญาเรื้อรังสั่งสมจากของระบอบเดิม ซ้ำเติมด้วยวิกฤตเศรษฐกิจโลกในขณะนั้น ที่ไทยก็ได้รับผลกระทบไปด้วยนั่นเอง

อาจารย์ณัฐพลให้ข้อมูลเพิ่มเติมในประเด็น “ชิงสุกก่อนห่าม” หรือการโจมตีว่าคนไทยยังไม่พร้อมกับระบอบประชาธิปไตยว่า “หลังการปฏิวัติ กรมโฆษณาการสำรวจความคิดเห็นประชาชน แล้วรัฐบาลก็เผยแพร่ว่า ประชาชนสนับสนุนระบอบใหม่ร้อยละ 25 ระบอบเก่าร้อยละ 15 เกินครึ่งคือ ‘ไม่สนใจ’

ว่าง่าย ๆ คือผู้คนส่วนใหญ่ยังเฉื่อยชาทางการเมือง ฉะนั้นที่บอกประชาชน ‘ไม่พร้อม’ จริง ๆ คือไม่พร้อมกับระบอบไหนเลย”

ผศ. ดร. ณัฐพล ใจจริง

ทั้งนี้ คุณนริศเผยว่า บันทึกเกี่ยวกับเหตุการณ์ช่วงการปฏิวัติ พ.ศ. 2475 จากบุคคลในคณะราษฏรที่รวบรวมอยู่ในหนังสือ “2475 บุกวังวันปฏิวัติ” เป็นเอกสารที่ตนกล้ายืนยันว่ายังไม่เผยแพร่ที่ไหนมาก่อน เป็นหลักฐานชั้นปฐมภูมิที่หายไปเกือบ 80 ปี ที่จะบอกว่าเกิดอะไรขึ้นในเช้าวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 บ้าง ในเหตุการณ์ใหญ่ที่ 3 สมาชิกคณะราษฎรผู้ทำภารกิจเป็นคนบันทึกไว้เอง คือ

พระประศาสน์พิทยายุทธ ตอนทูลเชิญสมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ณ วังบางขุนพรหม ในรุ่งอรุณของการปฏิวัติ, หลวงศุภชลาศัย ครั้งเข้าเฝ้าฯ เจรจากับรัชกาลที่ 7 ณ วังไกลกังวล หลังการปฏิวัติ และขุนศรีศรากร คนที่อยู่ในเหตุการณ์ “เลือดหยดแรกประชาธิปไตย” ณ บ้านพักของพระยาเสนาสงคราม

นริศ จรัสจรรยาวงศ์
นริศ จรัสจรรยาวงศ์

สำหรับประเด็นบทบาทของวิทยุกระจายเสียง อาจารย์ศรัญญูชี้ว่า ไทยรับเทคโนโลยีวิทยุมาก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองแล้ว เพราะรัฐไทยชอบรับนวัตกรรมใหม่ ๆ มาเสริมสร้างอำนาจ ดังจะเห็นว่าสมัยรัชกาลที่ 5 ก็เอาโทรเลขมาใช้

พอรัชกาลที่ 6 ก็เริ่มใช้วิทยุ “ไวเลส” หรือการสื่อสารไร้สาย พอมีวิทยุกระจายเสียงก็พยายามนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเมือง แม้จะค่อนข้างปิดกั้น แต่หลังการเปลี่ยรแปลง 2475 เทคโนโลยีนี้ได้กลายเป็นกระบอกเสียงสำคัญในการเผยแพร่ความรู้ใหม่ ๆ สู่ประชาชน โดยเฉพาะเรื่องรัฐธรรมนูญและความเป็นชาติ

“วิทยุกระจายเสียงยังเปิดพื้นที่ให้ประชาชนเขียนปาฐกถาหรือบทความไปอ่านเผยแพร่ สร้างสำนึกการมีส่วนร่วมทางการเมือง วงดนตรีของกรมโฆษณาการ หรือวงสุนทราภร ก็จัดตั้งขึ้นเพื่อเผยแพร่เพลงหลาย ๆ เพลงที่สัมพันธ์กับนโยบายรัฐสมัยจอมพล ป. ซึ่งมีนโยบายรัฐนิยม รายการดังในช่วงนั้นคือรายการของนายมั่นนายคง ที่เป็นการเล่าข่าวครั้งแรกของไทย ก็เรียบเรียงเนื้อหาจากแนวคิด และนโยบายของจอมพล ป.” อาจารย์ศรัญญูกล่าว

ผศ. ดร. ศรัญญู เทพสงเคราะห์
ผศ. ดร. ศรัญญู เทพสงเคราะห์

อาจารย์ประจักษ์ให้มุมมองว่า “ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเทคโนโลยียังมีการศึกษาค่อนข้างน้อยในสังคมไทย ซึ่ง ‘เรดิโอสร้างชาติ’ เล่าตรงนี้ในช่วงรอยต่อการเปลี่ยนแปลงระหว่างระบอบเก่ากับระบอบใหม่ ว่ากันตามแนวคิดของเบเนดิกต์ แอนเดอร์สัน ที่ศึกษาชาตินิยมคือ ‘ชาติ’ จะเกิดขึ้นได้ต้องมีชุมชนที่มีสำนึกร่วมกัน แล้ววิทยุก็คือหนึ่งในหลายเทคโนโลยีที่สร้างสำนึกตรงนั้น”

รศ. ดร. ประจักษ์ ก้องกีรติ
รศ. ดร. ประจักษ์ ก้องกีรติ

อาจารย์ณัฐพลทิ้งท้ายในประเด็นข้างต้นว่า “วิทยุทำให้เรามีเวลาเดียวกันทั่วประเทศ เป็นเทคโนโลยีในการสร้างความชาติจากการที่เรามีเวลาเดียวกัน แม้วิทยุจะเริ่มต้นในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่เป็นของเล่นของชนชั้นนำ มีราคาแพง ส่วนใหญ่เป็นเรื่องบันเทิง

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง วิทยุให้ได้ทั้งความบันเทิง สร้างความเป็นชาติ และให้ความรู้…”

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 20 มิถุนายน 2569