| ผู้เขียน | ตะเกียงคู่ |
|---|---|
| เผยแพร่ |
อาไคฟ์ “ขอให้เก็บให้จงดี” พระราชกระแสในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5
ประเทศไทยมีหน่วยราชการหนึ่งที่สังกัดกรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม (และการท่องเที่ยว?) ทำหน้าที่ประหนึ่งปิดทองหลังพระ ด้วยการรักษา สะสม สืบทอด และเผยแพร่พัฒนามรดกวัฒนธรรมของชาติประเภท “ต้นฉบับ” มานานถึงเจ็ดสิบกว่าปีแล้ว นั่นคือ หอจดหมายเหตุแห่งชาติ (หจช.)
ในที่นี้จึงขอให้พวกเราชาวไทยทุกหมู่เหล่า ช่วยกันเห็นคุณค่าของจดหมายเหตุ อันครอบคลุมถึง เอกสารลายลักษณ์ ภาพถ่าย ภาพร่าง ภาพวาด แผนที่ แผนผัง ฯลฯ
ส่วนใหญ่เราอาจไม่คุ้นชินคำว่า หอจดหมายเหตุ มากเท่าพิพิธภัณฑ์ แม้เป็นหน่วยงานในสังกัดเดียวกัน เห็นได้จากผู้คนที่มาใช้บริการ หจช.นั้นมีน้อยมากอย่างน่าใจหาย ทั้งที่เขาบริการอย่างดี สถานที่โอ่โถง สงบ สะอาด สะดวก และเย็นสบาย
จดหมายเหตุ มีอยู่ทั้งระดับบ้านเมืองและชาวบ้านทั่วไป
จดหมายเหตุของทางราชการ ยิ่งเป็นเอกสารประวัติศาสตร์ที่บอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างน่าศึกษา น่าประทับใจ เช่น เอกสารเมื่อ พ.ศ. 2446 ที่แสดงถึงความสัมพันธ์อันดีของกษัตริย์เขมรกับกษัตริย์สยาม และเอกสารฉบับนี้ ยังเป็นที่มาของกระแสพระราชดำริเกี่ยวกับงานจดหมายเหตุของชาติไทย หรือที่ฝรั่งเรียก อาไคฟ์ (archive) ซึ่งต่อมาได้รับการสานต่อจากผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมือง จนเป็นปึกแผ่นดีงามมานานถึงกว่าเจ็ดสิบปีแล้ว โดยเฉพาะสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชนุภาพ ที่ทรงงานด้านมรดกวัฒนธรรมของชาติไทยอย่างเข้มแข็ง และเข้มข้น

“เรื่องตราเปนอันได้ความถูกต้องตามที่พรยามหาอำมาตยแจ้งความ แต่มีความเสียใจที่เป็นตราแกะใหม่ทั้ง ๒ ดวง รุ่นเดียวกันกับนารายณ์ทรงราหู ตราเก่าเหนจะหายหกตกหล่นเพราะเจ้าแผ่นดินไม่ได้อยู่ติดเมืองสักคนหนึ่ง ศุภอักษรนี้อ่านคันใจเตมที เพราะเข้าใจโดยมาก ด้วยเปนคำมคธคำไทยเจืออยู่ แต่คำเขมร ไม่เข้าใจเลย ขอให้ล่ามเขมรเขียนอักษรขอมบรรทัดหนึ่ง อักษรไทยอ่านเปนสำเนียงเขมรบรรทัดหนึ่ง คำแปลภาษาเขมรเขียนลงไว้ใต้คำเขมรที่เขียนอักษรไทย หนังสือชนิดนี้ ควรเข้าอาไคฟ ขอให้เก็บให้จงดี” (ถอดความตามต้นฉบับ)

สมเด็จพระหริรักษ์รามมหาอิศราธิบดี (นักองค์ด้วง) เมื่อยังทรงพระเยาว์นั้น ต้องเสด็จลี้ภัยสงครามในบ้านเมืองของตน (จากอำนาจฝรั่งเศสและญวน) เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิราชสำนักสยาม (ช่วงรัชกาลที่ 3 – รัชกาลที่ 4) ต่อมาได้รับการสนับสนุนให้กลับไปครองราชอาณาจักรกัมพูชา มีพระมหากษัตริย์องค์ถัดมาคือพระบาทสมเด็จพระนโรดม (องค์ราชาวดี) และพระบาทสมเด็จพระสีสุวัตถ์ (องค์ศรีสวัสดิ์)
จบอาไคฟ์เกี่ยวกับกัมพูชา อันเป็นที่มาของพระราชกระแส “ขอให้เก็บให้จงดี”
อาไคฟ์ ต่อไปยิ่งน่าสนใจ เพราะเกี่ยวข้องกับสวนลุมพินี ที่กำลังเป็นไวรัลในหมู่คน กทม. โดยเฉพาะการเป็นสวนสาธารณะหรือผืนป่าขนาดใหญ่ในท่ามกลางแท่งคอนกรีตสูงเสียดฟ้า ย่านธุรกิจทำเลทอง ณ สีลม กับคำสำคัญ “ต้องให้เป็นวนะสาธารณ์” อย่างเดียว จะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากจะได้รับอนุญาตจากพระองค์หรือราชสกุลเท่านั้น
จากลายพระหัตถ์ในหลวงรัชกาลที่ 7 (โดยพระราชประสงค์พระเจ้าแผ่นดินในรัชกาลก่อนคือ รัชกาลที่ 6)
เจ้าพระยามหิธร ลงวันที่ 11 สิงหาคม 2471 ใจความ เรียนพระราชปฏิบัติเรื่องทำหนังสือพระราชทานที่สวนลุมพินีแก่ประชาชน ทูลเกล้าฯ ถวาย 14 สิงหาคม พระราชทานมา 14 สิงหาคม 2471
พระราชกระแส
ต่อไปนี้ถอดความตามลายพระหัตถเลขาในล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 ความว่า
“ตกลงทำหนังสือ ส่วนข้อแก้ไขนั้น เห็นควรมีข้อความว่าที่นี้
ต้องให้เปน วนะสาธารณ์ อย่างเดียว จะไปทำอื่นไม่ได้ นอกจากจะได้รับอนุญาต
จากฉันและกุลทายาทต่างๆ ไปเท่านั้น”
ปะชาธิปก
เอกสารจดหมายเหตุที่เป็นภาพถ่าย และหลายคนอาจไม่เชื่อว่า มีเรือพายขวักไขว่หน้าวัดพระแก้ว จากภาวะน้ำท่วมใหญ่ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง

จดหมายเหตุคืออะไร อธิบายแบบง่ายที่สุด สำหรับสามัญชน เพียงแค่จดหมายที่พ่อเขียนลายมือถึงแม่เมื่อท่านรักกันใหม่ๆ หรือเอกสารที่คุณก๋งจดชื่อ-วันเดือนปีเกิดของลูกหลานว่านเครือที่มาถือกำเนิดในเมืองไทย หรือแม้ภาพถ่ายตอนพวกเราเป็นเด็กๆ หน้าตาเด๋อด๋าบนเก้าอี้หวาย (ตามแฟชั่นยุคโน้น) นี่ก็เป็นจดหมายเหตุแล้ว สมควรที่ลูกหลานจะเก็บรักษาดูแลอย่างดี มิให้สูญหายหรือได้รับอันตรายใดๆ เพราะสิ่งเหล่านี้นอกจากบอกเล่าเรื่องราวแล้ว ยังเป็นสิ่ง “เยียวยาจิตใจ” ได้อย่างดี (ถ้าไม่ยึดติดจนเกิดกิเลสถึงขั้นฟูมฟาย)
ราวดือนเมษายน 2569 มีหนังสือหนามากเล่มหนึ่ง (288 หน้า) ออกมาสู่บรรณพิภพ น่าเสียดายที่พิมพ์เพียงสามร้อยเล่ม แจกจ่ายในหมู่เครือญาติและผู้เกี่ยวข้องเท่านั้น ชื่อ วิถีเอื้อ 161 ปี การเดินทางของคุณทวดฮี้สู่สยาม เรื่องราวชีวิตของครอบครัวจีนแต้จิ๋วที่ฝ่าฟันอุปสรรคนานามาด้วยความพากเพียร อดทน ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ กตัญญู และเมตตา บวกความสามารถและสติปัญญา จนฐานะเป็นปึกแผ่นมั่นคง มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ที่เป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่งในสังคมไทยมาจนทุกวันนี้
สิ่งอันน่าประทับใจคือหนังสือเล่มนี้ ใช้หลักฐานจาก หจช. ได้อย่างสมภาคภูมิ นอกเหนือจากข้อมูลและหลักฐานของคนในครอบครัวเช่น เรื่องเล่า (oral history) ภาพถ่ายและเอกสารจดหมายเหตุส่วนบุคคล เป็นหนังสือที่น่าอ่านอีกเล่มหนึ่ง ด้วยสำนวนเขียนเรียบรื่น อ่านสบาย ไม่น่าเบื่อ
ข้อควรตระหนัก เก็บรักษาจดหมายเหตุของแต่ละบ้านหรือแต่ละคน “ ให้จงดี” นั่นคืออย่าให้รกจนเกินการณ์
อ่านเพิ่มเติม :
- “สลากน้ำหอม” ของทรงสะสมในรัชกาลที่ 6 ทำไมมีใบหน้าคนดังทั่วโลก!
- “ไฟไหม้ไม่ต้องเก็บเครื่องเพชร เก็บหนังสือก่อน” เบื้องหลังรับสั่งเจ้านายที่รักหนังสือ
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 29 พฤษภาคม 2569






