“พยุหยาตราเพชรพวง” สถลมารคอันยิ่งใหญ่สมัยพระนารายณ์ มีช้างกว่า 100 เชือก!

ริ้วขบวนพยุหยาตรา ประกอบเรื่อง ริ้วกระบวนแห่พยุหยาตราเพชรพวง
ภาพประกอบเนื่้อหา - ริ้วขบวนพยุหยาตรา (จาก สมุดไทย ชุดกระบวนพยุหยาตราทัพ)

ริ้วกระบวนแห่พยุหยาตราเพชรพวง คือขบวนเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการรอยพระพุทธบาท โดยกระบวนพยุหยาตราช้าง เป็นกระบวนสถลมารคอันยิ่งใหญ่ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งมีช้างอยู่ในกระบวนร่วมร้อยเชือก

สมเด็จพระนารายณ์ ตามจินตนาการของจิตรกรชาวฝรั่งเศส

พยุหยาตราเพชรพวงประกอบไปด้วย 2 กระบวน คือ กระบวนแห่หน้า และกระบวนแห่งหลัง สำหรับกระบวนพระที่นั่งจะอยู่ในกระบวนแห่หลัง การจัดวางตำแหน่งในแต่ละกระบวน มีแบบแผนกำหนดตำแหน่งของช้าง ม้า ทหารราบ (พลเดินเท้า) ให้อยู่ในจุดต่าง ๆ เฉพาะเจาะจง เป็นความสง่างามตามโบราณขัตติยราชประเพณี

ยกตัวอย่างตำแหน่งหน้าสุดของกระบวนแห่หน้า จะประกอบด้วย พันไชยธุชบโทนหลวงราชนิกุล ถือธง 9 ชายนำขบวน ตามด้วยม้าคู่แห่ขวาซ้าย คือ หมื่นเทพสารถี (ขวา) กับหมื่นภาชีไชย (ซ้าย) จากนั้นจะเป็นริ้วสายกลาง นำด้วยช้างพลายทรงพระไชย ตามด้วยพังคาและพลายคำ ดังใน “ลิลิตพยุหยาตราเพชรพวง” พรรณนาไว้ว่า

“พันไชยธุชเทพย์หน้า   นำพล
ธงไชยโลกโบยบน   ยาตรย้าย
เฉกธงอิสานน   นำหยุห์ ยุทธแฮ
โคมผูกคันธงคล้าย   คลาสคล้อยคลาไคล

พังคาพิลาศล้ำ   หัศดี
ผูกเครื่องเขียวขำขจี   แจ่มหล้า
นายกองนุ่งลายมี   หมวงฝรั่ง ใส่นา
ห่มกุฎไตขอหง้า   ส่ายเสื้องเทาทาง”

ระดับเดียวกับตำแหน่งของพังคา มีริ้วม้าขุนหมื่นเป็นริ้วคู่ มีม้าขุนโจมพลล้าน (ขวา) และม้าขุนสท้านพลแสน (ซ้าย) ถือธงผูกโคมนำริ้วขบวน ม้าที่ตามมาในริ้วนี้ทั้งขวาซ้าย เป็นม้าขุนหมื่นกรมม้าคาดดาบสอดปืน (ม้าปืน) ข้างละ 5 ม้า ส่วนตำแหน่งของพลายคำ จะมีริ้วม้าแซงสายนอก (ทหารม้าราชองครักษ์) ทั้งขวาซ้าย ข้างละ 2 ริ้วขบวน มีม้าธง 3 ชายนำริ้วม้าแซงคาดดาบถือทวน

กระบวนทหารไทย ทหารอาสา
ภาพประกอบเนื้อหา – กระบวนทหารไทยและทหารอาสา (ภาพจาก หนังสือ “กระบวนพยุหยาตรา ประวัติและพระราชพิธี”, 2531)

สำหรับบางส่วนของกระบวนแห่หลัง เริ่มต้นกระบวนด้วยช้างพระที่นั่งพุดตานทอง มีกรมวัง เชิญบังสูรย์ 3 คน หมื่นจงเชิญพระทวย ชาวเครื่องอยู่งานพัดโบก 2 คน ตามด้วยกระบวนแห่หลังริ้วในขวาซ้าย 2 ริ้ว ซึ่งเป็นริ้วของรักษบำเรอภักษ เจ้ากรม ปลัดกรม รักษาพระองค์ตามขวาซ้ายพันทนาย รวมริ้วละ 35 คน ฯลฯ

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นเพียงรายละเอียดส่วนน้อยของริ้วกระบวนทั้งหมด ซึ่งระบุไว้ใน หนังสือสมุดไทยขาว “ริ้วกระบวนเพชรพวงสมเด็จพระนารายณ์มหาราช” (หอสมุดแห่งชาติ : 2459) โดยสรุปแล้วจำนวนคนในกระบวนแห่หน้ามีทั้งหมด 1,634 คน เป็นพลเดินเท้า 1,515 คน ส่วนกระบวนแห่หลังมีทั้งหมด 1,306 คน เป็นพลเดินเท้า 1,039 คน

สมเด็จพระนารายณ์พร้อมด้วยพระราชเทวี ประทับบนหลังช้างทรง วาดโดยจิตรกรชาวฝรั่งเศส (ภาพจาก “สยามในโลกสากล” โดย ไกรฤกษ์ นานา)

แต่สิ่งที่ทำให้กระบวนแห่พยุหยาตรานี้ยิ่งใหญ่อลังการ คือช้างในกระบวนแห่ซึ่งมีทั้งหมด 106 เชือก แบ่งเป็นในกระบวนแห่หน้า มีช้างพลาย 5 เชือก ช้างพัง 11 เชือก ส่วนกระบวนแห่หลังมีช้างพลาย 4 เชือก ช้างพัง 66 เชือก และยังมีช้างแซงนอกอีก 20 เชือก (ตรวจตราริ้วนอกทั้ง 2 ข้าง เหมือนเป็นสารวัตรช้าง)

ตำแหน่งและจำนวนของช้างในแต่ละกระบวน มีดังนี้

กระบวนแห่หน้า ช้างพลายทรงพระไชย 1 ช้างพลายค้ำหมอ 1 ช้างพลายค้ำราชกุล 1 ช้างพลายแล่น 1 ช้างพลายโคตร 1 ช้างที่นั่งนำ 1 ช้างพังคา 4 และช้างปืน 6

กระบวนแห่หลัง ช้างพลายพระที่นั่งทรง 1 ช้างพลายโจมทับ 3 ช้างพระที่นั่งพุดตาน 1 ช้างพระที่นั่งรอง 1 ช้างพระที่นั่งสุวรรณปฤษฎางค์ 1 ช้างพระที่นั่งประภาษโถง 1 ช้างเชือกทอง 2 ช้างเครื่อง 10 ช้างแทรก 26 และช้างปืน 24

พยุหยาตรา จังโกทะกะพยุหะ
ภาพประกอบเนื้อหา – พยุหยาตราทัพแบบจังโกทะกะพยุหะ (ภาพจาก หนังสือ “กระบวนพยุหยาตรา ประวัติและพระราชพิธี”, 2531)

สำหรับม้าในทั้งสองกระบวน มีทั้งหมด 114 ตัว ได้แก่ ม้าพระที่นั่ง 2 ม้าสารวัตร 2 ม้าแซงใน 28 ม้าปืน 10 ม้าห้อ 10 ม้าแขก 10 ม้าฝรั่ง 10 ม้าเกราะทอง 14 ม้าใช้ 4 ม้าสวนทาง 2 ม้าธงนำริ้ว 2 และม้าแซงนอก 20

กระบวนพยุหยาตราเพชรพวง จึงประกอบไปด้วยมนุษย์ 2,940 คน ช้าง 106 เชือก และม้า 114 ตัว ลองจินตนาการดูว่า หากขบวนเสด็จซึ่งมีคน ช้าง ม้า จำนวนนี้ เคลื่อนไปอย่างเป็นระเบียบพร้อมริ้วธงและเครื่องสูงต่าง ๆ ตลอดริ้วกระบวนจะงดงามอลังการขนาดไหน

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

ก่องแก้ว วีระประจักษ์ และนิยะดา ทาสุคนธ์ รวบรวมและเรียบเรียง. (2531). กระบวนพยุหยาตรา ประวัติและพระราชพิธี. กรุงเทพฯ : หอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 9 เมษายน 2569