“ระบบลงคะแนนลับ” ปกป้องสิทธิประชาชน ออสเตรเลียเริ่มที่แรกเมื่อ 170 ปีก่อน

Australian ballot ระบบลงคะแนนลับ
ภาพการเลือกตั้งแบบ “Australian ballot” ตีพิมพ์ใน The Illustrated Australian News เดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1880 (ภาพ : State Library Victoria)

การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยไม่ว่าที่ไหนในโลก สิ่งสำคัญ คือ “หลักความโปร่งใส” องค์กรที่จัดการเลือกตั้งต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ทำให้เกิดข้อกังขาในสังคม และหลักอีกประการที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ การลงคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องเป็น “ความลับ” 

เพราะเป็นสิทธิและเสรีภาพของพลเมืองในวิถีประชาธิปไตย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้มีอำนาจหรือพรรคการเมืองตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งลงคะแนนให้ผู้สมัครจากพรรคใด เป็นการปกป้องสิทธิการเลือกตั้งของพลเมือง 

ซึ่งประเทศแรกในโลกที่นำหลักการลงคะแนนลับ (secret ballot) มาทำให้เกิดขึ้นจริง คือ ออสเตรเลีย เป็นที่รู้จักกันในชื่อ “Australia ballot” ก่อนจะแพร่หลายไปทั่วโลก จนเป็นหลักสำคัญที่ใช้กระทั่งถึงปัจจุบัน

รัฐสภาออสเตรเลีย พิธีเปิดรัฐสภาเครือจักรภพ
รัฐสภาออสเตรเลีย พิธีเปิดรัฐสภาเครือจักรภพ ราวปี 1901-1902

“ออสเตรเลีย” ประเทศแรกในโลกที่เลือกตั้งด้วยระบบลงคะแนนลับ

ก่อนหน้าจะมีระบบนี้ การเลือกตั้งในหลายประเทศ โดยเฉพาะที่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ มีปัญหารุนแรงมาก เพราะผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องขานชื่อผู้สมัครที่ตัวเองเลือกออกมาดัง ๆ ต้องใช้บัตรเลือกตั้งที่พรรคการเมืองพิมพ์แจก ซึ่งแต่ละพรรคใช้สีไม่เหมือนกัน ถือบัตรสีไหนคนอื่นก็จะรู้ว่า เลือกพรรคอะไรทันที 

ดังนั้น เมื่อการเลือกตั้งไม่เป็นระบบ การซื้อเสียง ข่มขู่ ถูกนายจ้างหรือผู้มีอิทธิพลกดดันจึงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ทำให้ประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงถูกทำร้ายจนต้องสยบยอมต่อผู้มีอำนาจ

ในอังกฤษมีความพยายามปฏิรูปการเลือกตั้ง เพราะคนรวยเท่านั้นถึงจะมีสิทธิ ขณะที่ชนชั้นล่างที่มีจำนวนมากกลับไม่มีสิทธิ ช่องว่างทางชนชั้นที่ปะทุจนกลายเป็นเหตุการณ์ความรุนแรงในประวัติศาสตร์การเมืองอังกฤษครั้งใหญ่ครั้งหนึ่ง คือ “Bristol Riots” หรือ “ เหตุจลาจลที่บริสตอล” ใน ค.ศ. 1831

เหตุจลาจลที่บริสตอล
เหตุจลาจลที่บริสตอล ค.ศ. 1831 (ภาพจาก Wikimedia Commons)

คราวนั้นมีการเสนอร่างกฎหมายปฏิรูปการเลือกตั้ง เพื่อขยายสิทธิให้พลเมืองมีสิทธิเลือกตั้ง แต่สภาขุนนางกลับปัดตกร่างดังกล่าว ทำให้ประชาชนไม่พอใจ เกิดการเผาสถานที่ราชการ ที่พำนักของบิชอป เพราะบิชอปอยู่ในสภาขุนนางที่คัดค้านร่างปฏิรูป 

เหตุการณ์นั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บรวมแล้วหลักร้อยคน ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้เกิดกฎหมายปฏิรูปการเลือกตั้งในปีถัดมา และกลายเป็นแรงผลักดันให้คนอังกฤษมีแนวคิดเรื่องการลงคะแนนเสียงแบบลับ ทว่า ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง 

ด้านออสเตรเลีย ซึ่งขณะนั้นยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษก็เจออุปสรรคการเลือกตั้งเช่นกัน ทำให้มีความพยายามแก้ไขปัญหาดังกล่าว ความต้องการปฏิรูประบบการเลือกตั้งกลายเป็นประเด็นหลักทางการเมืองในทศวรรษที่ 1840 และยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อออสเตรเลียมีประชากรเพิ่มขึ้นจากกระแส “ตื่นทอง” ในทศวรรษที่ 1850

บางส่วนของกฎหมายรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย ค.ศ. 1856 ที่ให้มีระบบการลงคะแนนแบบลับ
บางส่วนของกฎหมายรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลีย ค.ศ. 1856 ที่ให้มีระบบการลงคะแนนแบบลับ (ภาพ : https://www.foundingdocs.gov.au/scan-sid-773.html)

ในที่สุด ออสเตรเลียก็ผ่านกฎหมาย และบังคับใช้ระบบลงคะแนนลับในการเลือกตั้ง ค.ศ. 1856 (เทียบแล้วคือ พ.ศ. 2399 ตรงกับยุครัชกาลที่ 4 เรียกกันว่า “Australian ballot”

“Australian ballot” คือ ระบบการลงคะแนนเสียง ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทำเครื่องหมายเลือกของตัวเองอย่างเป็นส่วนตัว บนบัตรเลือกตั้งที่รัฐจัดพิมพ์ในรูปแบบเดียวกัน และแจกจ่ายไปในพื้นที่ต่างๆ หรือจะเป็นการลงคะแนนลับในรูปแบบอื่นก็ได้เช่นกัน รัฐวิกตอเรีย (Victoria) และรัฐเซาท์ออสเตรเลีย (South Australia) เป็น 2 รัฐแรก ที่นำหลักการลงคะแนนลับมาใช้

การลงคะแนนลับแบบ “Australian ballot” โดยทั่วไปจะเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนด หีบบัตรเลือกตั้งต้องมีขนาดตามที่ระบุไว้ตั้งแต่ต้น และต้องปิดสนิท มีเพียงช่องเปิดขนาดเล็กด้านบนสำหรับหย่อนบัตร 

ก่อนการลงคะแนนจะมีการตรวจสอบหีบบัตรเลือกตั้งว่า อยู่ในสภาพสมบูรณ์ตามที่กำหนดหรือไม่ และไม่สามารถเปิดหีบบัตรเลือกตั้งได้จนกว่าจะเริ่มกระบวนการนับคะแนน ส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะทำเครื่องหมายบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งทำในคูหาที่จัดขึ้นเฉพาะ จากนั้นจึงหย่อนบัตรลงในหีบเลือกตั้ง

หีบบัตรเลือกตั้งของออสเตรเลียในอดีต
หีบบัตรเลือกตั้งของออสเตรเลียในอดีต (ภาพจาก Museums Victoria / CC BY Licensed as Attribution 4.0 International)

เรียกว่า การเลือกตั้งระบบลงคะแนนลับที่ออสเตรเลีย พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์การเลือกตั้งของโลกไปเลยก็ว่าได้ เพราะตั้งอยู่บนหลักความโปร่งใส และตอกย้ำถึงสิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง พรรคการเมือง นายจ้าง กลุ่มอันธพาล ไม่สามารถใช้วิธีเดิมอย่างการข่มขู่ได้อีกต่อไป ทั้งยังลดการซื้อเสียงอย่างเปิดเผยได้อย่างมีนัยสำคัญ

ด้วยข้อดีของ “Australian ballot” ทำให้รัฐอื่น ๆ ในออสเตรเลียนำไปใช้ในเวลาต่อมา ก่อนที่ระบบดังกล่าวจะแพร่ไปในยุโรป และสหรัฐอเมริกา อย่างอังกฤษมีการนำระบบลงคะแนนเสียงแบบลับไปใช้ในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา และการเลือกตั้งระดับเทศบาลใน ค.ศ. 1872 ส่วนในสหรัฐฯ มีการนำไปใช้อย่างกว้างขวางหลังการเลือกตั้งประธานาธิบดีใน ค.ศ. 1884 

แม้จะผ่านมานับศตวรรษ แต่หลักการลงคะแนนลับก็ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลก ที่ไม่ควรมีใครทำให้เป็นเรื่องยาก

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

Britannica Editors. “Australian ballot”. Encyclopedia Britannica, 3 May. 2024. Accessed 13 February 2026.

National Museum Australia. “Secret ballot introduced”. Accessed 13 February 2026.

Bristol Museum Collections. “Rioting in Bristol”. Accessed 13 February 2026.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2569