“ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย” จิ๊กซอว์ที่จะอธิบายประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชาให้กระจ่างชัด

ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย ประติมากรรมพระโพธิสัตว์สำริด ดร. ทนงศักดิ์ หาญวงษ์

“ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย” จิ๊กซอว์ที่จะอธิบายประวัติศาสตร์ไทย-กัมพูชาให้กระจ่างชัดยิ่งขึ้น

ในโอกาสที่ประเทศไทยได้รับคืนโบราณวัตถุ 4 รายการ จากพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย (Asian Art Museum) เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 และ “กรมศิลปากร” จัดงานแถลงข่าวการรับมอบอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา พร้อมให้สื่อมวลชนร่วมเก็บภาพความงามของประติมากรรมทั้ง 4 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ “ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย” พบที่อำเภอประโคนชัย (ปัจจุบันคือ อ. เฉลิมพระเกียรติ) จังหวัดบุรีรัมย์

“ศิลปวัฒนธรรม” ขอพาสำรวจเบื้องหลังการกลับคืน “มาตุภูมิ” ของประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย และทำความรู้จักโบราณวัตถุกลุ่มนี้แบบเจาะลึกยิ่งขึ้น โดย ดร. ทนงศักดิ์ หาญวงษ์ ในฐานะผู้นำกลุ่ม “สำนึก ๓๐๐ องค์” ที่ผลักดันเรื่องการทวงคืนมรดกไทยในต่างแดนมาอย่างต่อเนื่อง ให้สัมภาษณ์กับ “ศิลปวัฒนธรรม” เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ทำให้ทราบว่า ประติมากรรมสำริดรูปพระโพธิสัตว์และพระพุทธรูปที่ได้คืนมานี้ เป็นจิ๊กซอว์ประวัติศาสตร์ที่จะช่วยอธิบายถึงพัฒนาการของชุมชนโบราณในดินแดนไทยว่ามีความเจริญ และต่อเนื่องยาวนานกว่าที่เคยเข้าใจกัน

ดร. ทนงศักดิ์ หาญวงษ์
ดร. ทนงศักดิ์ หาญวงษ์

📌 ประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัย เจออยู่ไหนบ้าง ทำไมถึงพบบริเวณนี้?

อ. ทนงศักดิ์ เผยว่า ประติมากรรมกลุ่มนี้เจอทั้งบนภูเขา คือเขาปลายบัด อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ และพื้นที่โดยรอบภูเขา ตามทุ่งนาซึ่งในอดีตเคยเป็นชุมชนโบราณ โดยเฉพาะปราสาทปลายบัด 2 เจอเยอะที่สุด เป็นแหล่งรวมของกรุที่ขุดพบ ส่วนปราสาทปลายบัด 1 แทบไม่มีหลักฐานการขุดพ้บ เนื่องจากกรมศิลปากรเข้าสำรวจ บันทึก และขึ้นทะเบียนโบราณสถานเฉพาะปราสาทปลายบัด 1 แล้วเอาเรื่องราวของ “กรุประโคนชัย” ไปอธิบาย ทำให้คนเข้าใจว่าพบที่ปราสาทปลายบัด 1

บริเวณนี้เป็นชุมชนโบราณมาก่อน ตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ มาจนถึงสมัยทวารวดี บนภูพระอังคาร (ห่างจากเขาปลายบัดราว 20 กิโลเมตร) ก็มีใบเสมาหินรูปพระโพธิสัตว์ ลักษณะสำคัญของวัฒนธรรมทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 13 ทำให้เรารู้ว่าบริเวณนี้เคยมีชุมชนทวารวดี เมื่อเราดูกลุ่มปฏิมากรรมสำริดที่เจอก็เป็นหลักฐานเกี่ยวข้องกับพุทธศาสนาทั้งนั้น สัมพันธ์กับวัฒนธรรมทวารวดีที่นับถือพุทธศาสนาเป็นหลัก

ปราสาทเขาปบลายบัด 2
ปราสาทเขาปลายบัด 2 ถ่ายเมื่อ พ.ศ. 2567 (สงวนลิขสิทธิ์ภาพ)

📌 “กรุพระประโคนชัย” มีถึง 300 องค์จริงหรือ?

จากในบันทึกของ หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เมื่อ พ.ศ. 2510 ระบุว่ามี 300 องค์ แต่พื้นที่จริงที่สำรวจกลับพบว่ามีมากกว่านั้น เดิมที ดักลาส แลตช์ฟอร์ด (Dauglash Latchford) เป็นคนเอาพระประโคนชัยมาบริจาคให้คณะโบราณคดี และหม่อมเจ้าสุภัทรดิศ เป็นคนตรวจสอบ ข้อมูลที่ได้จึงมาจากแลตช์ฟอร์ดเป็นหลัก

“ตอนที่เข้าไปสำรวจหมู่บ้านเมื่อ พ.ศ. 2554-2555 ผมได้เข้าไปคุยกับ ‘ตาเฉื่อย’ ทีแรกเราไม่รู้ว่าตาเฉื่อยเป็นตัวแทนของดักลาส แลตช์ฟอร์ด แกบอกมี 300 องค์ ตอนนั้นก็แปลกใจว่าทำไมชาวบ้านธรรมดาถึงบอกจำนวนตรงกับที่หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล เคยเผยแพร่ เป็นไปได้ยากที่เขาจะรู้ ตรงนี้ก็เป็นที่มาของชื่อกลุ่ม ‘สำนึก ๓๐๐ องค์’

อาจารย์สุรพงษ์ พิราวุฒิ อดีตครูโรงเรียนบ้านยายแย้ม (ตำบลยายแย้มวัฒนา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์) และเกษียณในตำแหน่งศึกษาธิการอำเภอเฉลิมพระเกียรติ เป็นอีกคนที่เข้ามาสำรวจหมู่บ้านแล้วบันทึกคำบอกเล่าของชาวบ้าน ลูกศิษย์ ผู้ปกครองลูกศิษย์ ฯลฯ บันทึกไว้ว่า ‘กรุพระประโคนชัย’ มีถึง 500 กว่าองค์ และปัจจุบันยังขุดพบอยู่เรื่อย ๆ ตามท้องนา เวลาชาวบ้านไถหน้าดินทำการเกษตร”

อ. ทนงศักดิ์ยังเอ่ยถึงอีกคนที่ให้ข้อมูล คือชาวบ้าน (สงวนชื่อ-สกุล) ซึ่งเป็นลูกชายของคนที่ให้แลตฟอร์ดเช่าบ้านเป็นสำนักงานรับซื้อโบราณวัตถุที่หมู่บ้านยายแย้ม และเป็นตัวแทนของแลตฟอร์ด เมื่อเสียชีวิต ตาเฉื่อยคือคนรับหน้าที่ต่อในการรวบรวมของส่งไปขายให้แลตฟอร์ด เป็นเหตุผลว่าทำไมตาเฉื่อยถึงรู้จำนวน และแปลว่าเฉพาะส่วนที่ “ผ่านมือ” ตาเฉื่อยก็มี 300 องค์แล้ว และลูกชายของตัวแทนคนแรกเองเล่าว่า ตอนเด็ก ๆ ที่ตนไปส่งข้าวส่งน้ำให้บิดาตอนดึก ๆ ก็พบประติมากรรมหลายองค์เช่นกัน

📌 เราได้ประติมากรรมสำริด 4 รายการคืนได้ยังไง?

กลุ่มสำนึก ๓๐๐ องค์ กับคณะกรรมการติดตามคืนโบราณวัตถุของไทยในต่างประเทศ ขับเคลื่อนเรื่องการทวงคืนประติมากรรมกลุ่มนี้มาอย่างต่อเนื่อง ความก้าวหน้าครั้งสำคัญคือ ตอนวิทยาลัยโซแอส (SOAS University of London) ทำโครงการช่วยเหลือการคืนโบราณวัตถุให้กับประเทศต้นทาง และจัดประชุมในไทย ได้เชิญคุณนาตาชา (Dr. Natasha Reichle) ภัณฑารักษ์พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ซานฟรานซิสโกมาด้วย จึงพาไปชมปราสาทปลายบัด เข้าไปชมหมู่บ้าน และเจอกับหลาย ๆ คนที่เป็นแหล่งข้อมูล

การผลักดันครั้งนั้นทำให้คุณนาตาชาสรุปได้ว่า พิพิธภัณฑ์ซื้อของโจรไปจริง ประกอบกับคณะติดตามคืนโบราณวัตถุฯ เคยทำหนังสือทวงคืนไปแล้ว เธอจึงกลับไปเสนอให้คณะพิจารณาตัดสินใจว่าส่งคืนหรือไม่ พิจารณากันอยู่ 2 รอบ สุดท้ายก็ตกลงว่าจะคืนประติมากรรม 4 องค์ ให้ประเทศไทย 

1 ใน 4 ประติมากรรมสำริดประโคนชัย ที่ประเทศไทยได้รับคืนจากสหรัฐอเมริกา จากกรมศิลปากร ที่งานแถลงข่าว เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569

📌 ยังมีรายการอื่น ๆ ที่รอการส่งคืน แนวโน้มเป็นอย่างไร?

อ. ทนงศักดิ์ ให้ข้อมูลว่า เฉพาะกลุ่มประโคนชัยที่จัดแสดงตามพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ มีอยู่ประมาณ 46 รายการ ไม่รวมที่ไม่เผยแพร่ เป็นคอลเลกชันส่วนบุคคลทั้งในไทย และต่างประเทศ คือมีมากกว่า 46 รายการแน่นอน ส่วนหลังเราไม่สามารถเก็บข้อมูลได้ จึงต้องทวงคืนเฉพาะส่วนที่มีข้อมูลก่อน ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการติดตามคืนโบราณวัตถุฯ ดำเนินการไป 10 กว่ารายการ (รวม 4 รายการที่เพิ่งได้คืน) ที่เหลือยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา โอกาสที่จะได้คืนเพิ่มอีกก็ขึ้นอยู่กับแต่ละพิพิธภัณฑ์ เพราะแต่ละรัฐในสหรัฐอเมริกามีกฎหมายของตัวเอง

หลังพิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ซานฟรานซิสโก ตกลงคืนประติมากรรม 4 องค์ให้ไทย จึงได้จัดนิทรรศการส่งมอบโบราณวัตถุ เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ เพื่อเป็นแบบอย่างให้พิพิธภัณฑ์อื่น ๆ ในเรื่องการส่งคืน และมีหลายพิพิธภัณฑ์นำแนวทางนี้ไปใช้ เช่น The MET (The Metropolitan Museum of Art) ที่นิวยอร์ก ซึ่งส่งคืน “โกลเด้นบอย” มาแล้ว ก็กำลังจะจัดแสดงโบราณวัตถุกลุ่มนี้อยู่ แต่บางพิพิธภัณฑ์ยังมีปัญหาเพราะไม่อยากส่งคืน และเตรียมสู้ด้วยกฎหมาย

“ประติมากรรมสำริดที่ The MET เป็นองค์สำคัญเลย สูงเมตรกว่า และเรียกว่าสวยที่สุด (ในกลุ่มประโคนชัย) ก็ว่าได้ ส่วนที่พิพิธภัณฑ์ศิลปะเอเชีย ซานฟรานซิสโก ก็มีรายการอื่นอีก แต่เราไม่ได้ทวง เป็นองค์ขนาดเล็กและไม่มีข้อมูลการซื้อขายให้เราสืบค้นได้ เลยต้องปล่อยไปทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่าเป็น ‘กรุพระประโคนชัย’ แน่ ๆ” อ. ทนงศักดิ์กล่าว

ประติมากรรมพระโพธิสัตว์สำริด
ประติมากรรมพระโพธิสัตว์สำริด

📌 เราจะอธิบายประวัติศาสตร์ผ่านประติมากรรมสำริดกลุ่มประโคนชัยยังไง?

อ. ทนงศักดิ์ บอกว่า บริเวณนั้นประกอบด้วยภูเขาสำคัญ 3 ลูก คือ พนมรุ้ง ปลายบัด และภูพระอังคาร ทั้ง 3 ลูก มีหลักฐานศาสนสถานที่ต่อเนื่องจากวัฒนธรรมทวารวดี คือ วัฒนธรรมเขมร เราจึงเห็นการพัฒนาของสังคมตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ ทวารวดี และเขมร แบบเดียวกันกับหลักฐานทางโบราณคดีในวัฒนธรรมทวารวดีทุก ๆ แห่งที่เคยพบ

เมื่อสืบค้นหลักฐานพวกนี้มากเข้า เราจะเห็นว่ารากเหง้าเดิมของคนแถบนี้ก่อนวัฒนธรรมเขมรเข้ามา คือนับถือพุทธศาสนา และใช้วัฒนธรรมทวารวดีเป็นหลัก ซึ่งโยงไปถึงราชวงศ์มหิธรปุระ และ “โกลเด้นบอย”

ประติมากรรมกลุ่มประโคนชัยมีลักษณะการแต่งกาย เครื่องประดับ ทรงผม เหมือนกันกับทวารวดีภาคกลาง แต่ฝรั่งเศสที่เข้ามาศึกษาไปขุดค้นที่กลุ่มปราสาทออกยม กลุ่มปราสาทไพรกเมง ในกัมพูชา แล้วพบประติมากรรมสำริดแบบเดียวกัน มีรูปแบบผ้านุ่งเหมือนกัน แล้วกำหนดรูปแบบว่าเป็นศิลปะไพรกเมง (ราว พ.ศ. 1180-1250) ทั้งที่เจอแค่ 2-3 ชิ้น

หลัง ๆ มามีการพบศิลปะสมัยกำพงพระ (ราว พ.ศ. 1370-1350) สมัยกุเลน (ราว พ.ศ. 1370-1420) จึงเรียกตามศิลปะที่ฝรั่งเศสกำหนดขึ้น กำหนดอายุประติมากรรมกลุ่มนี้ว่าเป็นสมัยไพรกเมงบ้าง กำพงพระบ้าง

“อันที่จริงหากย้อนการเกิดของวัฒนธรรม วัฒนธรรมทวารวดีเกิดขึ้นก่อนเขมรจะเข้ามาในพื้นที่ มีพัฒนาการของพุทธศาสนาทั้งในภาคกลาง และอีสาน จะเห็นว่ากลุ่มทวารวดีภาคกลางซึ่งเจริญกว่าส่งอิทธิพลมาทางนี้ (ทวารวดีอีสาน) รูปแบบผ้านุ่งต่าง ๆ ถึงได้เหมือนกับกลุ่มประโคนชัย แล้วจึงถ่ายทอดให้วัฒนธรรมลุ่มน้ำโตนเลสาบอีกทีหนึ่ง เราเลยเห็นหลักฐานพุทธศาสนาบนที่ราบสูงโคราชก่อน แล้วค่อยมาเป็นวัฒนธรรมเขมรซึ่งกลืนวัฒนธรรมทวารวดีจนหายไป”

ประติมากรรมพระพุทธรูปสำริด
ประติมากรรมพระพุทธรูปสำริด

แม้วัฒนธรรมทวารวดีจะหายไป แต่พุทธศาสนายังอยู่ ซึ่งราชวงศ์มหิธรปุระก็นับถือพระพุทธศาสนาเป็นหลัก ถึงได้สร้างปราสาทหินพิมายเป็นพุทธสถานถวายให้พระพุทธเจ้า สายของพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 หรือ “โกลเด้นบอย” ที่เป็นวงศ์มหิธรปุระจึงขยายไปครองอำนาจที่ลุ่มน้ำทะเลสาบเขมร ศูนย์กลางที่เมืองพระนคร และกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของอาณาจักรเมืองพระนครอย่างพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ก็นับถือพุทธศาสนา

อ. ทนงศักดิ์ กล่าวส่งท้ายว่า “การมองหลักฐานประวัติศาสตร์เหล่านี้ ถ้านักประวัตินำหลักฐานทางโบราณคดีไปใช้ ไปแปลความอย่างถูกต้องจะเห็นลำดับพัฒนาการทางสังคมได้ชัด การทวงคืนโบราณวัตถุในต่างแดนก็เพื่อใช้เป็นหลักฐานสำหรับนำไปใช้ให้แพร่หลาย ตีความ กำหนดอายุ รูปแบบศิลปะ และหาความสัมพันธ์ให้ถูกต้อง

เราจะได้หลักฐานมาอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชาให้สมบูรณ์ขึ้น ไม่ใช่อะไรก็เขมรอพยพเข้ามา เขมรให้อิทธิพล ซึ่งไม่ถูกต้อง

อยากจะให้ชุมชนรักษาตัวโบราณสถาน โบราณวัตถุ หากไม่ถูกทำลาย เราจะมีหลักฐานอธิบายความเป็นมาของท้องที่ดีขึ้น ชาวบ้านก็สามารถนำสิ่งเหล่านี้มาเป็นเรื่องเล่าเพื่อพัฒนาท้องถิ่นให้เจริญสัมพันธ์กันกับการพัฒนาประเทศ ไม่ใช่แค่ศูนย์กลาง แต่เริ่มจากท้องถิ่นซึ่งเป็นเหมือนรากให้แข็งแรง แล้วส่วนอื่นก็จะแข็งแรงตามไปด้วย…”

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 มกราคม 2569