ถอดรหัส “เอลนินโญ” เมื่อปราการธรรมชาติทรยศกรุงศรีอยุธยา คราวเสียกรุง พ.ศ. 2310

7 เมษายน 2310 นักวิชาการออสเตรเลีย คนไทยอดอยากกันขนาดไหน หลังเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ถอดรหัสเอลนินโญ
สงครามคราวเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ภาพจิตรกรรมฝาผนังจัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

ถอดรหัสเอลนินโญ เมื่อปราการธรรมชาติทรยศกรุงศรีอยุธยา คราวเสียกรุง พ.ศ. 2310

ในหน้ากระดาษของพงศาวดารสยาม เหตุการณ์การล่มสลายของกรุงศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 มักถูกวาดภาพให้เป็นโศกนาฏกรรมที่เกิดจากความหละหลวมของกองทัพ ความอ่อนแอของผู้นำ หรือความแตกแยกภายในราชสำนัก ซึ่งมายากลทางการเมืองเหล่านี้มักจะบดบัง “ตัวแปรลึกลับ” ที่ซ่อนตัวอยู่ในชั้นบรรยากาศและมหาสมุทร

ทว่าเมื่อเราก้าวข้ามพ้นคำบอกเล่าเชิงจริยธรรมไปสู่มิติของ “ประวัติศาสตร์สภาพภูมิอากาศ” (Climate History) และเมื่อถอดรหัสเอลนินโญแล้ว เราจะพบหลักฐานที่ชวนตระหนกว่า “ศัตรู” ที่ปลิดชีพราชธานี 417 ปี อาจไม่ใช่เพียงกระสุนปืนใหญ่หรือการขุดอุโมงค์ของฝ่ายพม่า แต่คือความแปรปรวนระดับโลกที่เรียกว่า เอลนินโญ” (El Niño) ซึ่งเข้ามาทำลาย “พันธสัญญาธรรมชาติ” ที่เคยปกป้องสยามมานานนับศตวรรษ

ภาพเขียน กรุงศรีอยุธยา โดย ชาวดัตช์ ถอดรหัสเอลนินโญ
ภาพเขียนกรุงศรีอยุธยาโดยชาวดัตช์

ยุทธศาสตร์ “รอน้ำ” : นาฬิกาแห่งชัยภูมิที่เคยแม่นยำ

ตลอดประวัติศาสตร์อันยาวนาน อยุธยาไม่ได้ดำรงอยู่ด้วยกำแพงอิฐที่แข็งแกร่งที่สุด แต่ดำรงอยู่ด้วย “ความเข้าใจในจังหวะของน้ำ” ชัยภูมิเมืองเกาะที่ถูกโอบล้อมด้วยแม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก และลพบุรี คือปราการอุทกวิทยาที่ออกแบบมาเพื่อสยบกองทัพบกมหาอำนาจทุกชาติ โดยเฉพาะพม่า ซึ่งเป็นทัพบกที่ชำนาญการรบทางบกและป่าเขา

กฎเหล็กของการศึกที่อยุธยายึดถือเป็นสรณะคือ “ยุทธศาสตร์ 2 เดือน” นั่นคือการกวาดต้อนผู้คนและเสบียงเข้าสู่กำแพงเมืองในช่วงต้นฤดูฝน และรอคอยให้ถึงเดือน 11 ถึงเดือน 12

เมื่อมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดพาฝนมาเติมเต็มลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน จนน้ำเหนือหลากลงมาท่วมทุ่งกว้างรอบพระนคร สภาพภูมิประเทศจะเปลี่ยนจากทุ่งนาให้กลายเป็นทะเลตมและสายน้ำเชี่ยวกราก บีบให้ข้าศึกต้องถอยร่นเพื่อรักษาชีวิตและเสบียง ยุทธศาสตร์นี้ทำงานอย่างซื่อตรงมาตลอด 400 ปี ประดุจนาฬิกาที่ไม่มีวันเดินพลาด

ทว่าใน พ.ศ. 2309–2310 นาฬิกาเรือนนี้กลับหยุดเดินอย่างกะทันหัน

ริ้วกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค กรุงศรีอยุธยา ถอดรหัสเอลนินโญ
ภาพลายเส้นฝีมือชาวยุโรป ริ้วกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค พิธีกรรมทางน้ำที่พระเจ้าแผ่นดินครั้งกรุงศรีอยุธยาต้องเสด็จฯ มาประกอบพิธี เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของราชอาณาจักร พิมพ์ใน พ.ศ. 2262 (ภาพจาก “กรุงศรีอยุธยาในแผนที่ฝรั่ง” โดย ธวัชชัย ตั้งศิริวานิช, 2549)

ถอดรหัสเอลนินโญด้วยหลักฐานจากวงปีไม้: พยานวัตถุแห่ง “เมกะดรอท” (Megadrought)

การพิสูจน์ความจริงในอดีตวันนี้ไม่ได้หยุดอยู่ที่หอจดหมายเหตุ แต่ขยายไปถึงห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ โครงการ Monsoon Asia Drought Atlas (MADA) โดยทีมนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันโลก Lamont-Doherty แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ได้ทำการศึกษา “วงปีไม้” (Tree Rings) ของไม้สักโบราณและไม้สนในภูมิภาคอุษาคเนย์ ซึ่งทำหน้าที่เป็น “บันทึกสภาพอากาศ” ตามธรรมชาติ

ผลการวิเคราะห์พบว่า ในช่วงกลางคริสต์ศตวรรษที่ 18 (พ.ศ. 2290–2320) เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้เผชิญกับภัยแล้งธรรมดา แต่เผชิญกับสภาวะที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “เมกะดรอท” (Megadrought) หรือภัยแล้งรุนแรงจัดที่ลากยาวติดต่อกันหลายปี

การถอดรหัสเอลนินโญ ทำให้เห็นข้อมูลวงปีไม้ที่แคบผิดปกติในช่วง พ.ศ. 2301–2311 ยืนยันว่าปริมาณฝนมรสุมลดต่ำลงอย่างน่าตกใจ ซึ่งสอดคล้องกับสภาวะเอลนินโญระดับรุนแรง (Strong El Niño) ที่ทำให้อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกอุ่นขึ้น จนส่งผลกระทบต่อระบบลมและการตกของฝนไปครึ่งซีกโลก

ในบริบทของสงครามเสียกรุงฯ นี่คือจุดตาย เพราะเมื่อฝนน้อย น้ำที่ควรจะหลากมาท่วมทุ่งให้พม่าอยู่ไม่ได้ กลับกลายเป็นน้ำที่หลากมาเพียงเบาบาง สั้น และลดระดับลงเร็วกว่าปกติถึงเท่าตัว

เมื่อน้ำน้อย…พม่าจึงเปลี่ยนเกม

ความล้มเหลวของปราการน้ำใน พ.ศ. 2309 กลายเป็นจุดเปลี่ยนทางยุทธศาสตร์ที่ส่งผลต่อโฉมหน้าสงคราม ไม่ว่าจะเป็น

การทำนาล้อมกรุง: เมื่อน้ำไม่ท่วมสูง พม่าจึงสามารถแก้เกมด้วยการสร้างค่ายถาวรบนที่ดอน (เช่น ค่ายสีกุก ค่ายปากน้ำประสบ) และทำการเพาะปลูกข้าวรอบนอกพระนครเพื่อสะสมเสบียงเองได้ การล้อมกรุงจึงเปลี่ยนจากการ “ล้อมชั่วคราว” เป็นการ “ปิดล้อมถาวร” จนอยุธยาขาดเสบียงอย่างหนัก

วิศวกรรมการขุดอุโมงค์และการสุมไฟ: ข้อมูลที่น่าสนใจที่สุดคือการขุดอุโมงค์ 5 สายใต้กำแพงเมืองบริเวณหัวรอ ในทางวิศวกรรมปฐพี หากปีนั้นมีน้ำมากและความชื้นในดินสูง ดินริมน้ำจะกลายเป็นดินเลน (Clay) ที่อ่อนนุ่มและถล่มลงมาได้ง่ายเมื่อมีการขุดเจาะ

แต่ด้วยสภาวะแล้งสะสมจากเอลนินโญ ทำให้ระดับน้ำใต้ดินลดต่ำลง ดินจึงแห้งและแข็งตัว (Consolidated) สูง เอื้อให้พม่าขุดอุโมงค์ลึกเข้าไปใต้ฐานรากกำแพงเมืองได้สำเร็จ และสามารถนำฟืนเข้าไปสุมไฟเผารากกำแพงให้พังทลายลงได้ในที่สุด

ราษฎร กรุงศรีอยุธยา ต่อสู้ ทหารพม่า เสียกรุง ถอดรหัสเอลนินโญ
ราษฎรกรุงศรีอยุธยา ต่อสู้กับทหารพม่า ที่เข้ามาปล้นฆ่า (ภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ)

วิกฤตศรัทธาและความอดอยาก: ผลพวงจากภัยแล้ง

ในบันทึกของบาทหลวงฝรั่งเศสและจดหมายเหตุชาวต่างชาติในช่วงนั้น ระบุถึงสภาวะ “ทุพภิกขภัย” หรือการขาดแคลนอาหารรุนแรงภายในพระนคร ข้าวมีราคาสูงถึงเกวียนละ 80-100 บาท (เปรียบเทียบกับราคาปกติเพียงไม่กี่บาท)

ความอดอยากนี้ไม่ได้เกิดจากสงครามเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากผลผลิตทางการเกษตรที่เสียหายจากภัยแล้งสะสมปีก่อนหน้า (เอลนินโญ) เมื่อคนหิวโหย ขวัญกำลังใจของทหารและพลเรือนย่อมพังทลาย สภาพการณ์ภายในพระนครก่อนกรุงแตกจึงเต็มไปด้วยโรคระบาดจากน้ำที่เน่าเสียและไม่ไหลเวียน เนื่องจากระดับน้ำในคูเมืองลดต่ำลงจนกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรค

พระเจ้าตาก: ผู้อ่านสัญญาณธรรมชาติเหนือตำราพิชัยสงคราม

ในขณะที่ราชสำนักยังคงยึดติดกับยุทธศาสตร์ “รอน้ำ” ตามแบบแผนโบราณ พระยาตาก (พระเจ้าตาก) กลับเป็นผู้เดียวที่ “อ่านสัญญาณ” จากสภาพภูมิอากาศออก

ท่านทรงเห็นว่า เมื่อสิ้นฤดูน้ำหลาก พ.ศ. 2309 พม่ายังคงตั้งค่ายอยู่อย่างมั่นคง มิหนำซ้ำน้ำยังลดระดับลงอย่างรวดเร็ว จนทางเดินเท้าและเนินดินโผล่พ้นน้ำทั่วไปหมด ท่านจึงทรงประเมินแล้วว่า “กรุงศรีอยุธยาถึงกาลอวสานแน่แท้” เพราะปราการธรรมชาติที่เคยเชื่อมั่นได้สิ้นสลายไปแล้ว

การตัดสินใจตีแหวกวงล้อมออกไปทางทิศตะวันออกในเดือนมกราคม พ.ศ. 2310 (3 เดือนก่อนกรุงแตก) จึงไม่ใช่การหนีเอาตัวรอด แต่เป็นการ “ย้ายชัยภูมิเชิงยุทธศาสตร์” ออกจากที่ลุ่มซึ่งแห้งแล้งและถูกปิดล้อม ไปสู่พื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกที่พม่ายังไปไม่ถึง และเป็นพื้นที่ที่มีทรัพยากรทางทะเลพอที่จะเลี้ยงพล และเตรียมการกอบกู้เอกราชได้ในระยะยาว

บทสรุป : ธรรมชาติไม่ได้มีไว้เพื่อ “รอ” แต่มีไว้เพื่อ “รับมือ”

บทเรียนจากการเสียกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. 2310 สอนให้เรารู้ว่า ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องของเจตจำนงมนุษย์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นความสัมพันธ์อันซับซ้อนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ หากปีนั้นอากาศไม่แปรปรวนเป็นเอลนินโญ พม่าอาจต้องถอยทัพไปเอง และอยุธยาอาจอยู่รอดไปได้อีกหลายทศวรรษ

ทว่าอีกทางหนึ่ง ความล้มเหลวของ “ปราการน้ำ” ใน พ.ศ. 2310 ก็เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการกำเนิดใหม่ของกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ที่แข็งแกร่งกว่าเดิม

การมองประวัติศาสตร์ผ่านแว่นตาของเอลนินโญและลานินญา จึงช่วยให้เราตระหนักว่า ในปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญกับความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงกว่าในอดีต ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการน้ำและการป้องกันเมืองของเรา ต้องไม่หยุดอยู่ที่การ “รอ” ธรรมชาติ แต่ต้องเป็นการ “รับมือ” กับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เหมือนที่บรรพบุรุษของเราเคยเผชิญมาแล้วเมื่อ 250 กว่าปีก่อน

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง :

Buckley, B. M., et al. (2010). Climate as a contributing factor in the demise of Angkor, Cambodia. PNAS.

Cook, E. R., et al. (2010). Asian Monsoon Failure and Megadrought During the Last Millennium. Science.

นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2527). การเมืองไทยสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี. กรุงเทพฯ: ศิลปวัฒนธรรม.

บาทหลวงฝรั่งเศส. จดหมายเหตุคณะบาดหลวงฝรั่งเศสในแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ. ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 39.

กรมศิลปากร. พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 23 ธันวาคม 2568