“พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช” เจ้านายไทยในทัพอากาศอังกฤษ ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช (นั่งตรงกลาง) ที่ RAF Wunstorf เยอรมนี พ.ศ. 2498 ทรงเป็นหัวหน้าฝูงหมู่ที่ 5 ประจำเครื่องบินขับไล่ทิ้งระเบิด Venom (ภาพจาก หนังสือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช อนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชทานเพลิงศพ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช, พ.ศ. 2533)

“พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช” เชื้อพระวงศ์ไทยในกองบินขับไล่ สังกัดกองทัพอากาศหลวงของอังกฤษ กับบทบาทด้านการทหาร เพื่อช่วยฝ่ายสัมพันธมิตรรบกับฝ่ายอักษะ สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย (พระราชโอรสในรัชกาลที่ 5 ประสูติแต่สมเด็จพระศรีพัชรินทราฯ) กับหม่อมระวี ไกยานนท์ ประสูติเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2465

เนื่องจากพระบิดาสิ้นพระชนม์ตั้งแต่พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัชยังทรงพระเยาว์ “ทูลกระหม่อมอา” คือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 จึงทรงรับไปประทับด้วยตั้งแต่พระชันษา 4 ปี พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล ที่ทรงเป็นพระราชนัดดารัชกาลที่ 5 ด้วยกันเล่าว่า พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัชมีพระโฉมละม้ายคล้ายพระชนกมาก จนรัชกาลที่ 7 ทรงเรียกว่า “พี่ติ๋ว” ตามพระนามลำลองของกรมขุนเพ็ชรบูรณ์อินทราชัย

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช
พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช (ภาพจากหนังสือ ๑๐๐ ปี สมเด็จฯ เจ้าฟ้าจุฑาธุช)

พ.ศ. 2477 หลังสยามเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัชได้ตามเสด็จรัชกาลที่ 7 ไปยุโรป และประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษตั้งแต่นั้นเป็นเวลาถึง 25 ปี ซึ่งขณะที่พระองค์ทรงศึกษาวิชาแพทย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็อุบัติขึ้น

ตอนนั้นเอง เรื่องราวของพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช พระบรมวงศานุวงศ์ไทย แต่ร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ในภาคพื้นทวีปยุโรป ด้วยการสังกัดกองทัพอากาศอังกฤษ ได้เริ่มขึ้น

เมื่อญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในไทยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัชทรงตัดสินพระทัยสมัครเข้ากองทัพอากาศหลวง (Royal Air Force) ของอังกฤษ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2485 และได้ยศ “สิบตรี” วันเดียวกันของปีต่อมา ทรงติดปีกบินให้ หน่วยบินขับไล่สปิตไฟร์ (Spitfire) และร่วมศึกยกพลขึ้นบกที่นอร์มังดี จากความสำเร็จใน “D-Day” ของฝ่ายสัมพันธมิตร วันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2487

หม่อมเจ้าการวิก จักรพันธุ์ เจ้านายอีกพระองค์ที่เสด็จประทับประเทศอังกฤษ และได้สมัครเป็นทหารเช่นกัน (สังกัดกองทัพบก) ทรงบันทึกถึงบทบาทของพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัชช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่า

“พระองค์ชายเรียนสำเร็จเป็นนายเรืออากาศประจำหน่วยบินขับไล่สปิตไฟ (Spitfire) ได้ร่วมศึกขึ้นฝั่ง ‘นอร์แมนดี’ ได้ทำบาปมากพอสมควรคือดิ่ง ‘สปิตไฟ’ ติดปืน 40 มิลลิเมตร 4 กระบอก ยิงรถถังและขบวนรถไฟส่งกำลังบำรุงของเยอรมันระเบิดไปเป็นสิบ ๆ คัน

พอชักจะรู้สึกเสียดายว่ายังไม่ได้ทำงานให้เมืองไทยเลย องค์ชายก็ได้คำสั่งให้ย้ายไปประจำที่อินเดีย ให้บินเครื่อง ‘ไลแซนเดอร์’ (Lysander) เป็นเครื่องบินที่หวังกันว่าจะได้ใช้ไปรับบุคคลสำคัญหรือสายลับจากเมืองไทยได้ ใช้ประสานงานกับกองทัพบกและหน่วยสงครามพิเศษ

ผมได้พบกับท่านอีกที่เมือง ‘กัลละกัตตา’ (Calcutta) ก่อนที่ผมจะกระโดดร่มลงที่สุโขทัย ปรากฏว่าท่านพระองค์ชาย ซึ่งเป็นนักบินขับไล่หน่วยสปิตไฟแห่งทัพฟ้าหลวง จะต้องกลายเป็นพลร่มเหมือนผมเสียแล้ว ท่านกระโดดลงไปประจำอยู่กับหน่วยเสรีไทย (สายอังกฤษ) ทางภาคตะวันออก

ท่านภาคภูมิพระทัยมากว่าในที่สุด ท่านได้เอาชีวิตมาเสี่ยงภัยให้เมืองไทยในเมืองไทยแล้ว ได้รับใช้เมืองไทยโดยตรง สมดังที่ท่านตั้งพระทัยไว้ในวันที่ท่านรีบไปสมัครเป็นนักบิน โดยไม่ทันคิดว่าอาจถูกเยอรมันยิ่งร่วงลงมาในยุโรปเสียก่อน ท่านดีพระทัยที่ได้มาร่วมงานกับหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 136 (Force 136) อยู่หลายเดือนก่อนที่อเมริกาจะเอาระเบิดปรมาณูไปหยอดที่ฮิโรชิมะกับนางาซากิ…”

ม.จ. อัฌชา จักรพันธุ์ พระองค์วีรศักดิ์ศุภประภาส พระองค์วรานนท์ธวัช ม.จ. การวิก จักรพันธุ์
“สี่ทหารเสือ” จากซ้าย ม.จ. อัฌชา จักรพันธุ์ พระองค์วีรศักดิ์ศุภประภาส พระองค์วรานนท์ธวัช และ ม.จ. การวิก จักรพันธุ์ (ภาพจาก หนังสือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช อนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชทานเพลิงศพ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช, พ.ศ. 2533)

หลังช่วยงานหน่วยปฏิบัติการพิเศษ 136 ของคณะเสรีไทย พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัชทรงกลับมาประจำกองทัพอากาศหลวงของอังกฤษอีกครั้งตอนปลายปี 2488

ในบทความ “เจ้าชายนักบิน : พระองค์วรานนท์ฯ ภาคพื้นดินและในอากาศ” ที่พระองค์ให้สัมภาษณ์กับ Teresita M. Padilla (ดร.ขวัญดี อัตทวุฒิชัย แปลและเรียบเรียง) ทรงเผยว่า วันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2487 คือวันที่ฝูงบิน 132 ที่ทรงสังกัดประสบความสำเร็จอย่างสูง เพราะสามารถทำลายเครื่องบินศัตรูได้ 6-8 ลำ กับอีก 3 ลำที่ถูกทำลายบางส่วน รับสั่งว่า

“ผมเองไม่ได้แม้แค่เฉียดกับอันตราย… ผ่านสงครามครั้งนั้นมาโดยไม่ได้เสียแม้แต่เลือดกำเดา”

ตลอดเวลา 18 ปีในกองทัพอากาศอังกฤษ ทรงมีโอกาสได้ประจำเครื่อง Meteor, Vampire, Venom, Javeline, de Havilland และ Mosquito ทั้งทรงได้รับคัดเลือกให้แสดงการบินเฉลิมพระเกียรติเหนือกรุงลอนดอน ในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 ในวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2496 

พระองค์ทรงประสบอุบัติเหตุทางการบินเพียงครั้งเดียว คือเหตุเครื่อง Mosquito ตกใน พ.ศ. 2501 จากคำสั่งให้ไปถ่ายภาพทางอากาศเหนือเมืองมิวนิค

เหตุการณ์ดังกล่าว คนนำทางที่ร่วมบินไปกับพระองค์เสียชีวิต ส่วนพระองค์กระดูกหลังหัก ต่อมาทรงลาออกจากกองทัพอากาศเมื่อ พ.ศ. 2503 โดยมียศสุดท้ายคือ “เรืออากาศเอก”

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช
พระองค์วรานนท์ธวัช ในเครื่องแบบกัปตันเครื่องบินพาณิชย์ (ภาพจาก หนังสือ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช อนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชทานเพลิงศพ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช, พ.ศ. 2533)

หลังจากเสด็จกลับเมืองไทย พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัชทรงเป็นนักบินบริษัทการบินไทยในตำแหน่งกัปตัน และทรงก่อตั้งสายการบิน “แอร์สยาม” เมื่อ พ.ศ. 2508 ก่อนจะทรงลาออกมาเป็นที่ปรึกษากองการบินของกองการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และทรงกลับมาเป็นนักบินการบินไทยอีกครั้ง

พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช ประชวรด้วยโรคมะเร็งปอด และสิ้นพระชนม์อย่างสงบเมื่อวันที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2533 สิริพระชันษา 68 ปี

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

วัดบวรนิเวศวิหาร. พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช. อนุสรณ์ในงานเสด็จพระราชทานเพลิงศพ พระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าวรานนท์ธวัช วัดเทพศิรินทราวาส 8 ธันวาคม พ.ศ. 2533.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2568