สงครามยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศมีพระราชดำรัสกับช้างทรงว่าอย่างไร?

พระนเรศวร ใน สงครามยุทธหัตถี ชนช้าง ไทย พม่า กรุงศรีอยุธยา ประวัติศาสตร์ไทยในหลักฐานพม่า
“สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา” จิตรกรรมฝาผนัง จัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

สงครามยุทธหัตถี พ.ศ. 2135 สมเด็จพระนเรศมีพระราชดำรัสกับช้างทรงว่าอย่างไร?

ราว พ.ศ. 2135 กองทัพพม่านำโดยพระมหาอุปราชามังสามเกียด กรีฑายกพลเข้าโจมตีกรุงศรีอยุธยา ขณะที่สมเด็จพระนเรศทรงนำทัพไปรับทัพพม่าอยู่ที่เขตเมืองสุพรรณบุรี นำไปสู่ “สงครามยุทธหัตถี” 

เหตุการณ์ครั้งนั้น กองทัพของทั้งสองอาณาจักรรบพุ่งกัน ทว่า ช้างทรงของสมเด็จพระนเรศ และสมเด็จพระเอกาทศรถ และทหารอีกจำนวนหนึ่ง พลัดหลงจนเข้าไปอยู่กลางวงล้อมของกองทัพพม่า

ช้างทรงของสมเด็จพระนเรศที่ขึ้นระวางสะพัดชื่อ “เจ้าพระยาไชยานุภาพ” (พลายภูเขาทอง) และช้างทรงของสมเด็จพระเอกาทศรถที่ขึ้นระวางสะพัดชื่อ “เจ้าพระยาปราบไตรจักร” (พลายบุญเรือง) จึงต้องประจันหน้ากับกองทัพพม่าอย่างเลี่ยงไม่ได้

สมเด็จพระนเรศจึงมีพระราชดำรัสถามพระมหาอุปราชามังสามเกียด เชิญให้กระทำยุทธหัตถี เพื่อเป็นเกียรติยศแก่มั้งสองฝ่าย

จิตรกรรมฝาผนัง พระราชประวัติ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตอน ยุทธหัตถี วัดสุวรรณดาราราม พระนครศรีอยุธยา พระนารายณ์เมืองหาง
จิตรกรรมฝาผนังพระราชประวัติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตอน “ยุทธหัตถี” ภายในพระวิหารวัดสุวรรณดาราราม จ. พระนครศรีอยุธยา

ในคราวนั้นเอง ช้างทรงของสมเด็จพระนเรศตกใจกลัวช้างทรงของพระมหาอุปราชามังสามเกียดที่มีชื่อว่า “พลายพัทธกอ” เพราะตัวใหญ่กว่ามาก เจ้าพระยาไชยานุภาพจึงพยายามบ่ายหัวไปมาเพื่อจะหลบหนี เป็นเหตุให้สมเด็จพระนเรศมีพระราชดำรัสกับช้างทรงเพื่อให้ยึดมั่นความเข้มแข็ง และเป็นแรงกำลังสำคัญที่จะทำให้พระองค์ทรงได้รับชัยชนะในศึกครั้งนี้

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต ที่แปลโดยสนา สามนเสน แปลความพระราชดำรัสไว้ว่า

“เจ้าผู้เป็นบิดาแห่งแว่นแคว้นนี้ ถ้าเจ้าทิ้งข้าไปเสียแต่ตอนนี้แล้ว ก็เท่ากับว่าเจ้าทิ้งตัวของเจ้าเองและโชคชัยทั้งปวง เพราะข้าเกรงว่าเจ้าจะไม่ได้รับเกียรติยศอันใดอีกแล้ว และจะไม่มีเจ้าชายองค์ใดทรงขี่เจ้าอีก คิดดูเถิดว่าตอนนี้เจ้ามีอำนาจเหนือเจ้าชีวิตถึงสองพระองค์ และเจ้าสามารถนำชัยชนะมาให้แก่ข้าได้ จงดูประชาชนที่น่าสงสารของเรา พวกเขาจะพ่ายแพ้ยับเยินเพียงใด และจะแตกสานซ่านเซ็นอย่างไร ถ้าหากเราหนีจากสนามรบ แต่ถ้าหากเรายืนหยัดอยู่อย่างมั่นคงด้วยความกล้าหาญของเจ้า และด้วยกำลังขาแขนของเราทั้งสอง ชัยชนะก็จะตกเป็นของเราอย่างแน่นอน และเมื่อได้รับชัยชนะแล้ว เจ้าก็จะได้เกียรติยศร่วมกับข้า”

ยุทธหัตถี การชนช้าง สงคราม ไทย กับ พม่า
“สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา” จิตรกรรมฝาผนัง จัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ

ขณะที่สำนวนแปลของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช แปลความพระราชดำรัสไว้ว่า

“พ่อเมืองเอย ถ้าท่านละทิ้งเรา ณ บัดนี้ ก็เท่ากับว่าท่านละทิ้งตัวท่านเองและลาภยศของท่านทั้งปวง เราเกรงว่าแต่บัดนี้เป็นต้นไป ท่านจะไร้ยศศักดิ์ หากษัตริย์มาทรงท่านมิได้ ขอให้คิดดูเถิดว่าขณะนี้พระชาตาของกษัตริย์สองพระองค์ขึ้นอยู่กับท่าน และท่านสามารถจะสู้ให้เราชนะศึกได้ ขอให้ท่านดูราษฎรผู้ยากไร้ของเราคิดดูเถิดว่า เขาจะต้องพ่ายแพ้และกระจัดพลัดพรายถึงปานไฉนถ้าหากว่าเราทั้งสองหนีจากชัยสมรภูมิ แต่ถ้าหากเราทั้งสองยืนหยัดอยู่ไซร้ ด้วยความกล้าหาญของท่านและกำลังของเรา เราก็อาจเอาชนะข้าศึกได้และเมื่อได้ชัยชนะแล้วเราก็จะได้เกียรติยศร่วมกันสืบไป”

พระราชดำรัสของสมเด็จพระนเรศได้เป็นแรงปลุกใจให้ทรงกระทำยุทธหัตถี การสงความครั้งนี้ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาได้รับชัยชนะอย่างสง่างามและสมพระเกียรติยศ นำความเป็นไทมาสู่บ้านเมืองและประชาชนของพระองค์

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต พ.ศ. 2182. (2546). พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน.

คึกฤทธิ์ ปราโมช, หม่อมราชวงศ์. (2533). กฤษดาภินิหาร อันบดบังมิได้. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สยามรัฐ.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 25 พฤศจิกายน 2568