
| ผู้เขียน | ธนกฤต ก้องเวหา |
|---|---|
| เผยแพร่ |
“เจ้านครอินทร์” หรือสมเด็จพระนครินทราธิราช คือกษัตริย์ลำดับที่ 6 แห่งกรุงศรีอยุธยา ที่มีพระราชประวัติเป็นส่วนเติมเต็มนิทานปรัมปราเรื่อง “พระร่วงไปเมืองจีน” เพราะจดหมายเหตุของจีนได้บันทึกเล่าเรื่องเจ้านครอินทร์เสด็จไปเมืองจีนหลายครั้งตั้งแต่ยังไม่เสวยราชสมบัติ ประกอบกับความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างวงศ์สุพรรณกับวงศ์พระร่วงแห่งสุโขทัย เป็นที่มาของความเข้าใจว่าพระองค์คือ “พระร่วง”
เจ้านครอินทร์ในจารึกลานทอง
ยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนทางประวัติศาสตร์ไทยอยู่ว่า สิ้นสุโขทัยแล้วจึงมีอยุธยาเกิดขึ้น แต่ พิเศษ เจียจันทร์พงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านโบราณคดีและพิพิธภัณฑ์ กรมศิลปากร ได้เผยหลักฐานที่ยืนยันได้ว่า สุโขทัย สุพรรณบุรี และอยุธยา เป็นแคว้นร่วมสมัยกัน
ผู้มีส่วนสำคัญที่ควบรวมแคว้นร่วมสมัยทั้ง 3 ก็คือ สมเด็จพระนครินทราธิราช ซึ่งพระองค์ทรงปกครองแคว้นสุพรรณบุรีก่อน แล้วจึงได้ครองแคว้นสุโขทัย ขณะเดียวกันนั้น สมเด็จพระรามราชาธิราช ก็ทรงครองแคว้นอยุธยาอยู่ ต่อมาสมเด็จพระนครินทราธิราชถึงได้ควบรวมแคว้นอยุธยามาไว้ในอำนาจ ทำให้สุโขทัย สุพรรณบุรี และอยุธยา เป็นอาณาจักรเดียวกัน
การค้นพบ “จารึกลานทอง” จำนวน 3 แผ่น จากกรุพระปรางค์ วัดศรีรัตนมหาธาตุ เมืองสุพรรณบุรี คือหลักฐานอีกชิ้นที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างบ้านเมืองในภาคกลางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยากับแคว้นสุโขทัย ก่อนการผนวกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา ผ่าน “ตัวตน” ของสมเด็จพระนครินทราธิราช ผู้เป็นแกนกลางของเรื่องราวข้างต้นด้วย

ลานทองแผ่นที่ 1 ระบุว่า “ศุภมัสดุ ๑๓๖๕ ศกกุรนักสัตร ษัษฐีเกด วฤหัสปติวาร ศุภหูรดี พระวรประสิทธิเจ้า รตนโมลีศรีไตรโลกย นามกรอวย เจ้านิตรยรตนนาม”
สาระสำคัญของจารึกเป็นเรื่องพระราชทานสมณศักดิ์ ให้ “เจ้านิตรยรัตน” เลื่อนขึ้นเป็น “เจ้ารัตนโมลีศรีไตรโลกย” เมื่อ ม.ศ. (มหาศักราช) 1365 ปีกุน จึงเรียกชื่อว่า จารึกเจ้ารัตนโมลีศรีไตรโลกย์
ลานทองแผ่นที่ 2 ระบุว่า “ศุภมัสดุ ๑๓๕๗ ศกเถาะนักษัตร ปิตยเกด…-นามบันทูล พระราชโองการ เสดจบรมราชาธิบดี ศรีมหาจักรพรรดิราช นุ ราเมศวร สุจริต สรัทธา อนุมาทนา นุ พุทธ ดี กา เสดจพระครู จุฑามณีศรี สังฆราชนายก ดิลกรัตนมหาสวามีบรมราชาจารย์ พระพรประสิทธิ พระมหาเถรปิยทัศศรี สาริบุตร นามกรอวย มหาเถรสาริบุตรนาม”
จารึกนี้กล่าวถึงสมเด็จพระบรมราชาธิบดีศรีมหาจักรพรรดิราชกับพระราเมศวร มีจิตศรัทธาอนุโมทนาด้วยกับพุทธฎีกาของพระครูจุฑามณีศรีสังฆราชฯ ในการตั้ง “มหาเถรสาริบุตร” ขึ้นเป็น “พระมหาเถรปิยทัศศรีสาริบุตร”
ข้อความจากลานทองแผ่นที่ 2 ทำให้ทราบพระนามอย่างเป็นทางการของ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 หรือ “เจ้าสามพระยา” ว่า “พระบรมราชาธิบดีศรีมหาจักรพรรดิราช” ส่วนอีกพระนามที่ปรากฏในลานทองแผ่นนี้ว่า “พระราเมศวร” ก็คือพระนามของ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ผู้เป็นพระราชโอรส ขณะดำรงพระยศเป็นพระมหาอุปราชนั่นเอง
ลานทองแผ่นที่ 3 ไม่ได้ระบุข้อความต้นฉบับไว้ ทราบเพียงกล่าวถึงกษัตริย์แห่งอโยธยาทรงพระนามว่า “จักรพรรดิ” ทรงสร้างสถูปขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ต่อมาพระสถูปชำรุดลงตามกาลเวลา พระราชาผู้เป็นโอรสจึงทรงปฏิสังขรณ์ให้คืนดีดังเดิม และประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ณ สถูปที่พระองค์ทรงบูรณะนั้น แต่จารึกนี้ไม่ได้ระบุศักราช
สำหรับพระนามกษัตริย์ว่า “จักรพรรดิ” บ้างว่าหมายถึงกษัตริย์รุ่นก่อนกรุงศรีอยุธยา เพราะปรากฏพระนามเดียวกันนี้ในพงศาวดารเหนือที่หมายถึงกษัตริย์กรุงอโยธยา บ้านเมืองก่อนกรุงศรีอยุธยา บ้างก็ว่าเป็นกษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ซึ่ง จิตร ภูมิศักดิ์ นักประวัติศาสตร์ เคยให้ข้อสังเกตว่า พระนามข้างต้นคือกษัตริย์กรุงศรีอยุธยาตอนต้นพระองค์หนึ่ง แต่พระราชพงศาวดารไม่ได้บันทึกพระนามและเรื่องราวของพระองค์เอาไว้

อาจารย์พิเศษ ชี้ว่า หากพิจารณาลานทองทั้ง 3 แผ่นที่พบจากแหล่งเดียวกัน คือ กรุพระปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ เมืองสุพรรณบุรี จารึกแผ่นที่ 1 และ 2 มีเลขศักราชตรงกับสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา, พ.ศ. 1967-1991 หรือ ม.ศ. 1346-1370) จึงอาจกล่าวได้ว่า ลานทองทั้ง 3 แผ่นนั้น สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้จัดทำขึ้นในสมัยของพระองค์ และถือเป็นวัตถุมงคลที่พระองค์โปรดให้บรรจุไว้ในกรุของพระสถูป (พระปรางค์) ที่ซ่อมสร้างขึ้นใหม่
กษัตริย์อโยธยาพระนาม “จักรพรรดิ” ในลานทองแผ่นที่ 3 จึงเป็นใครไปไม่ได้ นอกจาก “เจ้านครอินทร์” สมเด็จพระนครินทราธิราช (พ.ศ. 1952-1967) พระราชบิดาของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 นั่นเอง
อาจารย์พิเศษยังวิเคราะห์ด้วยว่า การบูรณะพระปรางค์ของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ส่วนหนึ่งคือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เพราะพระปรางค์ที่สร้างในสมัยสมเด็จพระนครินทราธิราชจนถึงตอนซ่อมในสมัยพระราชโอรสห่างกันราว ๆ 30 ปี ไม่น่าจะทรุดโทรมมาก
หลังจบสงครามกลางเมืองระหว่างเจ้าอ้ายพระยากับเจ้ายี่พระยา พระราชโอรสสมเด็จพระนครินทราธิราช ที่ชิงราชสมบัติกันจนสิ้นพระชนม์ทั้งคู่ เจ้าสามพระยา ทายาทองค์ที่ 3 ผู้มีเชื้อสายวงศ์สุโขทัยจากพระราชชนนี จึงได้ราชสมบัติกรุงศรีอยุธยาเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 แล้วบูรณะพระปรางค์เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งเอกภาพทางการเมืองของพระองค์ นัยหนึ่งก็เพื่อประกาศความสืบเนื่องทางสายพระโลหิต ณ บ้านเมืองของพระราชบิดา
พระนาม “พระจักรพรรดิ” ยังปรากฏในศิลาจารึกกฎหมายลักษณะโจร (หลักที่ 38 ประชุมศิลาจารึกภาคที่ 3) ซึ่งพบที่เมืองสุโขทัย กล่าวถึงพระนาม “สมเด็จบพิตร (มหาราชบุตร) …ราช ศรีบรมจักรพรรดิราช” ขึ้นเสวยราชที่เมืองกำแพงเพชร เมื่อ พ.ศ. 1940 ซึ่งอาจารย์พิเศษเห็นว่า “จักรพรรดิราช” ควรจะเป็นสมเด็จพระนครินทราธิราชก่อนเสด็จเสวยราชย์ที่กรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1952)
ความเชื่อมโยงดังกล่าวเป็นหลักฐานว่า อำนาจจากภาคกลางได้ครอบงำแคว้นสุโขทัยเรียบร้อย หลังพระมหาธรรมราชาลิไทยสิ้นพระชนม์เมื่อต้นพุทธศตวรรษที่ 20 ผ่านสายสัมพันธ์ของวงศ์สุพรรณบุรีกับสุโขทัย มิใช่อำนาจจากรุงศรีอยุธยา เพราะตอนที่สมเด็จพระนครินทราธิราชเสวยราชย์เมืองกำแพงเพชร สมเด็จพระรามราชาธิราช (พระราชนัดดาพระเจ้าอู่ทอง) ยังเสวยราชสมบัติที่กรุงศรีอยุธยา
ดังนั้น เมื่อสมเด็จพระนครินทราธิราชได้ราชสมบัติกรุงศรีอยุธยา อำนาจระหว่างสองราชวงศ์จึงติดพันกับตัวบุคคลมาสู่กรุงศรีอยุธยาด้วย ผลลัพธ์คือ สุโขทัยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาโดยอัตโนมัติ เมื่อพระองค์ขึ้นเสวยราชย์กรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ. 1952
อ่านเพิ่มเติม :
- “พระร่วง” ไปเมืองจีน คือ เจ้านครอินทร์ เมืองสุพรรณ
- ความสัมพันธ์ “เจ้านครอินทร์” กับราชสำนักจีน หนุนวงศ์สุพรรณครองอยุธยา
- เจ้านครอินทร์ สร้างเมืองกำแพงเพชร, พระเจ้าตากไม่เคยเป็นเจ้าเมืองกำแพงเพชร
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. ‘นครินทราชา’ ในจาลึกลานทอง 3 แผ่น จากรุงพระปรางค์ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับสิงหาคม พ.ศ. 2533.
สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ, รวมบทความวิชาการ. (2565). เจ้านครอินทร์ เมืองสุพรรณ สร้างสวรรค์อยุธยา ราชอาณาจักรสมัย. กรุงเทพฯ : มติชน.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2568




