ดีเอ็นเอมนุษย์โบราณ ใช้ 2 ชิ้นส่วน หาดีเอ็นเอ คือส่วนไหน?

ดีเอ็นเอมนุษย์โบราณ
โลงไม้ที่ถ้ำลอด (ภาพจาก ข่าวสด)

การศึกษาหาดีเอ็นเอมนุษย์โบราณ มักใช้ 2 ชิ้นส่วน ที่มีปริมาณดีเอ็นเอสูง คือส่วนไหนบ้าง?

ปัจจุบันเรามักพบเห็นเรื่องการตรวจหา “ดีเอ็นเอ” เพื่อนำไปใช้พิสูจน์ทราบอะไรบางอย่าง เช่น ระบุตัวตนของบุตรว่าใครเป็นบิดามารดาที่แท้จริง หรือการสืบหาข้อมูลหลักฐานในคดีความต่าง ๆ ซึ่งจะใช้ชิ้นส่วนของมนุษย์ที่ยังมีชีวิต หรือไม่มีชีวิต แต่หากเป็นมนุษย์โบราณที่มีอายุนับพัน ๆ ปี จะสืบหาดีเอ็นเอได้อยู่หรือไม่ อย่างไร?

ในด้านโบราณคดีมีการศึกษาดีเอ็นเอของมนุษย์โบราณกันอย่างแพร่หลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญอย่างมาก หากอาศัยข้อมูลกายภาพเพียงอย่างเดียว ไม่ศึกษาลึกลงไปถึงระดับดีเอ็นเอ ก็คงไม่อาจทำให้การศึกษาเรื่องราวของมนุษย์ยุคโบราณก้าวหน้าไปได้

สตรีแห่งถ้ำลอด ใบหน้า มนุษย์โบราณ
“สตรีแห่งถ้ำลอด” ใบหน้าจากโครงกระดูกที่เพิงผาถ้ำลอด ผลงานของ ดร. ซูซาน เฮย์ส (ภาพจาก Cambridge University Press / www.cambridge.org)

โดยธรรมชาติแล้วดีเอ็นเอจะมีการเสื่อมสลายไปตามเหตุปัจจัยหลายอย่างจากกาลเวลาและสภาพแวดล้อม โดยหลักคือ เมื่อสิ่งมีชีวิตตาย การซ่อมแซมในระดับเซลล์ก็หยุดการทำงาน ดีเอ็นเอไม่สามารถซ่อมแซมได้อีกต่อไปจึงเสื่อมสลาย รวมถึงเยื่อหุ้มเซลล์ (ที่ปกป้องดีเอ็นเอ) ถูกทำลาย ทำให้สารชีวโมเลกุลอื่นเข้ามาปะปนและสัมผัสก็ทำให้ดีเอ็นเอถูกทำลายด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ เรื่องของความชื้น ความร้อน รังสีอัลตร้าไวโอเลต ฯลฯ ก็มีส่วนทำให้ดีเอ็นเอเสื่อมสลาย จากเดิมที่ดีเอ็นเอเป็นเส้นยาวต่อเนื่อง จะกลายเป็นเส้นสั้นลงและเป็นท่อนเล็ก ๆ 

แต่ในสภาพแวดล้อมที่แห้งและอุณหภูมิเย็นสม่ำเสมอจะสามารถรักษาสภาพของดีเอ็นเอในซากสิ่งมีชีวิตได้ การศึกษาดีเอ็นเอของมนุษย์โบราณในแถบเอเชียเหนือ หรือยุโรปจึงมักมีประสิทธิผลที่ดีกว่าแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีอากาศร้อนและชื้น อันเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ซากสิ่งมีชีวิตเสื่อมสลายเร็วขึ้น

อย่างไรก็ตาม สภาพแวดล้อมที่เป็น “ถ้ำ” ก็เหมาะแก่การเก็บรักษาดีเอ็นเอของมนุษย์ยุคโบราณ เนื่องจากภายในถ้ำมีอุณหภูมิค่อนข้างต่ำและคงที่ ในประเทศไทยจึงพบมนุษย์ยุคโบราณที่ถ้ำลอด อำเภอปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน และมนุษย์ยุคน้ำแข็งที่เขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น

โครงกระดูกระหว่างที่ขุดพบที่เพิ่งผาถ้ำลอด (ภาพจาก : www.matichon.co.th/prachachuen/news_534920)

โครงกระดูกมนุษย์โบราณที่ขุดค้นพบในถ้ำ แม้จะมีสภาพสมบูรณ์ แต่ร่างกายในแต่ละชิ้นส่วนอาจพบดีเอ็นเอที่มากน้อยไม่เท่ากัน แม้แต่กระดูกชิ้นเดียวกัน ปลายคนละด้านอาจพบจำนวนดีเอ็นเอแตกต่างกัน

การศึกษาหาดีเอ็นเอมของนุษย์โบราณจึงมักใช้ชิ้นส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ 1. ฟัน และ 2. กระดูกหูส่วนพีทรัส (Petrous Bone)

เนื่องจากฟันเป็นส่วนที่มีชั้นเคลือบฟัน (Enamel) คอยปกป้องการเสื่อมสลายของเซลล์ภายใน และกระดูกหูส่วนพีทรัสเป็นส่วนที่แข็งที่สุด ดังนั้น ทั้ง 2 ชิ้นส่วนนี้จึงมีโอกาสที่จะหลงเหลือดีเอ็นเอมากที่สุด และมีโอกาสได้ดีเอ็นเอในปริมาณที่สูง และมีการปนเปื้อนต่ำกว่ากระดูกหรือชิ้นส่วนอื่น ๆ นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

วิภู กุตะนันท์. ดีเอ็นเอไม่ไทย บรรพชนไทยไม่แท้. มติชน, 2567.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 1 กันยายน 2568