| ผู้เขียน | ปณทัศน์ ชัยมาลิก |
|---|---|
| เผยแพร่ |
บรูไน ประเทศเล็กท่ามกลางรัฐมาเลเซีย เคยมีโอกาสเข้าร่วมกับสหพันธรัฐมาเลเซีย แต่ปฏิเสธข้อเสนอไป เพราะอะไร?
หากสังเกตแผนที่ปัจจุบัน บริเวณตอนบนของเกาะบอร์เนียวในหมู่เกาะมลายู จะเห็นได้ว่าบรูไนเป็นประเทศขนาดเล็ก ตั้งอยู่ท่ามกลางรัฐใหญ่ของมาเลเซีย คือ ซาราวัก และซาบาห์
เป็นที่น่าสงสัยว่าทั้งสองประเทศมีวัฒนธรรม การใช้ภาษา และนับถือศาสนาที่คล้ายกัน แต่ทำไมไม่รวมกันเป็นประเทศเดียว
คำตอบนี้สามารถย้อนดูได้จากพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของบรูไน และความเกี่ยวข้องกับสหพันธรัฐมาลายา ซึ่งคือมาเลเซียในเวลาต่อมา

ความเป็นมาสหพันธรัฐมาลายา
ปลายยุคจักรวรรดินิยม เกาะบอร์เนียวตกเป็นอาณานิคม 2 ชาติใหญ่คือ อังกฤษ และฮอลันดา
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษที่ปกครองเกาะบอร์เนียวตอนบน และคาบสมุทรมลายู ได้ดำเนินนโยบายฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจที่เสียหายอย่างหนัก ด้วยการก่อตั้ง สหภาพมาลายา ใน ค.ศ. 1946 โดยรวมรัฐมลายู 11 รัฐเข้าด้วยกัน ประกอบด้วย ยะโฮร์ เกดะห์ กลันตัน มะละกา เนกรีเซมบีลัน ปะหัง ปีนัง เประ เปอร์ลิส สลังงอร์ และตรังกานู
ทว่ากระแสเรียกร้องเอกราช และการตื่นรู้ของผู้คนในสมัยนั้น เป็นผลให้สหภาพมาลายาต้องยุบตัวลง และแทนที่ด้วย สหพันธรัฐมาลายาใน ค.ศ. 1948 อันเป็นจุดเริ่มต้นพัฒนาการเข้าสู่ประเทศเอกราชอย่างเต็มตัว
ระยะแรกอังกฤษยังไม่ยอมปล่อยมือจากสหพันธรัฐมากนัก พรรคการเมืองในมาลายาจึงเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชอย่างสุดความสามารถ สุดท้ายเกิดเป็นสหพันธรัฐมาลายาที่มีอิสระจากอาณานิคมอังกฤษใน ค.ศ. 1957
สหพันธรัฐมาลายามีหลักคิดที่จะรวมชาติมลายูเข้าด้วยกัน นายกรัฐมนตรีตวนกู อับดุล เราะห์มาน (ดำรงตำแหน่ง ค.ศ. 1957-1960) ได้ประกาศแนวคิดเกี่ยวกับมาลายาที่กว้างใหญ่ข้ามดินแดนคาบสมุทร ด้วยการรวมสิงคโปร์ บอร์เนียวเหนือ (ปัจจุบันคือ ซาบาห์) ซาราวัก และบรูไน มาเป็นส่วนหนึ่งของสหพันธรัฐด้วย

มาลายาได้ดำเนินนโยบายต่าง ๆ เพื่อรวมรัฐข้างต้น และเชิญบรูไนเป็นรัฐที่ 4 ให้เข้าร่วมกับสหพันธรัฐ แม้บรูไนมีแนวโน้มว่าจะยอมรับในระยะแรก แต่ประวัติศาสตร์อันยาวนานของประเทศ และการจัดสรรผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัว ทำให้ข้อเสนอนี้ไม่สามารถบรรลุผลได้อย่างง่ายดาย
บรูไนหลังศตวรรษที่ 19
ย้อนไปในศตวรรษที่ 19 บรูไน ประเทศเล็ก ๆ แห่งนี้ มีสถานะเป็นรัฐที่ยิ่งใหญ่ แต่ค่อย ๆ สูญเสียอำนาจให้กับซาราวักและบอร์เนียวเหนือ ท้ายสุดอังกฤษได้รวมบรูไนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของอาณานิคม กระนั้นก็ตามสุลต่านแห่งบรูไนก็ยังคงมีอธิปไตยในรัฐของตน
แม้จะเป็นรัฐขนาดเล็ก แต่การค้นพบแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่ ได้ทำให้พระราชอำนาจของสุลต่านแห่งบรูไนยิ่งทวีขึ้น
ช่วงที่สหพันธรัฐมาลายาดำเนินนโยบายเพื่อรวมรัฐมลายูเข้าด้วยกัน อังกฤษได้มอบสิทธิ์ในการปกครองตนเองให้บรูไน สุลต่านที่ปกครองบรูไนในเวลานั้นมีนามว่า สุลต่านโอมาร์ ไซฟุดดินที่ 3 (ปกครองระหว่าง ค.ศ. 1950-1967) พระองค์เป็นผู้มีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงบรูไนด้านต่าง ๆ เป็นอันมาก
สุลต่านพัฒนาบรูไนให้เป็นรัฐสมัยใหม่มากขึ้น เพื่อวางรากฐานไปสู่ประเทศเอกราชอย่างเต็มตัว ผ่านการประกาศใช้รัฐธรรมนูญใน ค.ศ. 1959 และจัดการเลือกตั้งครั้งแรกใน ค.ศ. 1962 เป็นก้าวเริ่มต้นสู่การปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ
ท่าทีของสุลต่านต่อสหพันธรัฐมาลายา
เมื่อสหพันธรัฐประกาศนโยบายที่จะรวมรัฐมลายูเข้าด้วยกัน สุลต่านแสดงความสนใจนโยบายนี้อย่างมาก และมีแนวโน้มจะเข้าร่วมกับสหพันธรัฐมาลายา อย่างไรก็ตาม นักการเมืองท้องถิ่นในบรูไนกลับไม่เห็นด้วย และต้องการฟื้นฟูอำนาจของบรูไนให้รุ่งเรืองดังแต่ก่อน
เอ. เอ็ม. อาซาฮารี (A. M. Azahari) ประธานพรรคประชาชนชนบรูไน (Parti Rakyat) ต้องการรวมอดีตแผ่นดินที่เคยเป็นของบรูไนเข้าด้วยกัน และสร้าง “บรูไนที่ยิ่งใหญ่” ขึ้น พร้อมกับคัดค้านข้อเสนอของสหพันธรัฐ จึงได้ติดต่อกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองที่มีแนวโน้มไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ ทั้งในสิงคโปร์ ซาราวัก บอร์เนียวเหนือ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เพื่อหาความร่วมมือด้านต่าง ๆ
ทว่าความหวั่นเกรงที่สุลต่านอาจตกลงเข้าร่วมกับสหพันธรัฐมาลายา ได้ทำให้อาซาฮารีตัดสินใจก่อการจลาจลครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1962 เรียกว่า “การปฏิวัติบรูไน (Brunei Revolt)”
ปฏิบัติการครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนอย่างลับ ๆ จากรัฐบาลฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งคัดค้านแนวคิดของสหพันธรัฐอยู่เดิมแล้ว แต่การกบฏโดนปราบลงอย่างรวดเร็ว ด้วยความช่วยเหลือของกองทัพอังกฤษ ส่วนผู้นำกลุ่มกบฏลี้ภัยไปอยู่กรุงมะนิลา เมืองหลวงของประเทศฟิลิปปินส์
ท่ามกลางเหตุการณ์ความไม่สงบ สุลต่านจากเดิมที่มีแนวโน้มจะเข้าร่วมกับสหพันธรัฐมาลายา กลับเริ่มไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอทั้งหลาย เพราะเกรงว่าอำนาจของพระองค์จะลดทอนลง เหตุเพราะมาลายาต้องการให้พระองค์แบ่งรายได้จำนวนมากจากน้ำมัน และเข้ามามีส่วนในการจัดเก็บภาษี ไม่เพียงเท่านั้นพระองค์ยังต้องอยู่ภายใต้อำนาจของ “ยัง ดีเปอร์ตวน อากง” หรือก็คือประมุขสูงสุดของสหพันธรัฐอีกด้วย
จากข้อเสนอต่าง ๆ ที่ดูไม่เป็นธรรมต่อพระองค์ และอาจทำให้พระราชอำนาจลดน้อยลง รวมถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ท้ายสุดพระองค์ก็ทรงตัดสินพระทัยปฏิเสธการเข้าร่วมสหพันธรัฐมาลายาใน ค.ศ. 1963 บรูไนจึงรักษาตนเป็นรัฐอารักขาของอังกฤษเรื่อยมา จนกระทั่งสามารถบรรลุข้อตกลงกับเจ้าอาณานิคม และประกาศตนเป็นประเทศเอกราชอย่างสมบูรณ์ใน ค.ศ. 1984
อ่านเพิ่มเติม :
- ย้อนการต่อสู้เพื่อเอกราชของ “มาเลเซีย” จากสมัยอาณานิคม ถึงสภาพหลังได้เอกราช
- จุดเริ่มต้น “อิสลาม” ใน “อินโดนีเซีย” ก่อนเป็นชาติที่มีชาวมุสลิมมากที่สุดในโลก
- “เกาะบอร์เนียว” เกาะใหญ่อันดับ 3 ของโลก ที่ไม่ได้มีแค่อินโดนีเซีย แล้วมีประเทศไหนอีกบ้าง?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
บาร์บารา วัตสัน อันดายาม, ลีโอนาร์ด วาย. อันดายา. (2549). ประวัติศาสตร์มาเลเซีย. (พรรณี ฉัตรพลรักษ์, ผู้แปล) กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตําราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์.
Thambipillai, P., Bee, O.J., Damit, M.Y. (2025, May 12). Brunei. Encyclopedia Britannica. https://www.britannica.com/place/Brunei
Brunei Revolt breaks out. (n.d.). Retrieved from NLB: https://www.nlb.gov.sg/main/article-detail?cmsuuid=521bbca2-d44c-47bc-ba06-c3e1763e5a10
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 พฤษภาคม 2568





