การศึกษาของพระสงฆ์อีสาน จากเวียงจันท์ ถึงกรุงเทพฯ

จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร

เดิมที่แทบจะไม่มีพระสงฆ์ในหัวเมืองอีสาน หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยเดินทางมาศึกษาพระปริยัติธรรมในกรุงเทพฯ เลย

พระสงฆ์อีสานส่วนใหญ่เดินทางไปเรียนที่นครเวียงจันท์

นครเวียงจันท์ในสมัยโบราณเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาของหัวเมืองลาวทั้งหมด  เป็นธรรมเนียมที่พระสงฆ์ในหัวเมืองลาวที่ต้องการเล่าเรียนให้สูงยิ่งขั้น จะต้องเดินทางมาที่นี่ พระสงฆ์เมืองจำปาศักดิ์ซึ่งเป็นหัวเมืองลาวตอนใต้ที่อยู่ห่างไกลก็ยังเดินทางมาศึกษาที่นครเวียงจันท์

พยานหลักฐานที่แสดงถึงความรุ่งเรืองทางพุทธศาสนาของเวียงจันท์ที่ผ่านมาได้ดี คือโบราณสถาน โบราณวัตถุทางพุทธศาสนาของเวียงจันท์ในอดีต เช่น พระธาตุหลวงที่นครเวียงจันท์ซึ่งสร้างในสมัยพระไชยเชษฐาธิราช สิมวัดองค์ตื้อ นครเวียงจันท์ที่สร้างในสมัยเดียวกัน หอไตรวัดศรีสะเกษซึ่งสร้างในสมัยเจ้าอนุวงศ์, หอพระแก้วนครเวียงจันทร์, หอไตรวัดอินแปง หรือพระธาตุดำ นครเวียงจันท์ เป็นต้น

หัวเมืองอีสานในสมัยโบราณก็มีลักษณะเช่นเดียวกันกับหัวเมืองลาวอื่นๆ ที่ได้รับอิทธิพลทางพุทธศาสนาจากล้านช้างเวียงจันท์ อิทธิพลทางพุทธศาสนาที่หัวเมืองอีสานรับมาจากล้านช้างและสืบทอดในสังคมเป็นระยะเวลายาวนานที่สำคัญคือ

  1. แบบแผนการปกครองคณะสงฆ์แลระบบสมณศักดิ์แบบล้านช้าง ที่ใช้กัน 6 ชั้น คือ สำเร็จ, ซา, คู, ฝ่าย, ด้าน, หลักคำ เรียงจากต่ำไปสูงตามลำดับ สมณศักดิ์ข้างต้นจะเป็นเครื่องบอกคุณวุฒิหน้าที่และอำนาจการปกครองหมู่คณะสงฆ์
  2. ธรรมเนียมการศึกษาเล่าเรียน ซึ่งแบ่งออกเป็น 8 หมวดคือ 1.สวดมนต์ 2.มูลกัจจายนะ 3.พระวินัยทั้งห้าคัมภีร์ 4. ธรรมบท 5. ทศชาติ 6. มงคลทีปนี 7. วิสุทธิมรรค และ 8. อภิธัมมัตถสังคหะ
  3. ข้อกำหนดและธรรมเนียมปฏิบัติของพระสงฆ์ ที่เรียกว่า “ครอง 14 ของพระ” ที่จะเป็นกรอบปฏิบัติให้พระสงฆ์ปฏิบัติตนสอดคล้องกับประเพณีของท้องถิ่นและความต้องการของฝ่ายราชอาณาจักร นอกเหนือไปจากที่ปรากฏในพระวินัยบัญญัติ
  4. รูปแบบทางด้านสถาปัตยกรรมและศิลปกรรม เช่น พระอุโบสถ วิหาร พระธาตุ คัมภีร์ทางพุทธศานา ที่มีลักษณะเป็นแบบลาว

การเดินทางไปศึกษาพระปริยัติธรรมที่นครเวียงจันท์ของพระสงฆ์ในหัวเมืองอีสาน น่าจะสะดุดหยุดลงเมื่อเกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์ในปี พ.ศ. 2368

การปราบปรามของราชสำนักกรุงเทพฯ ในครั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการเผาทำลายนครเวียงจันท์อย่างราบคาบ และนำพระพุทธรูปสำคัญมากรุงเทพฯ เช่น พระแจ้ง วัดอรุณราชวราราม, พระอินแปง วัดเสนาสนาราม พระนครศรีอยุธยา, พระแทรกคำ วัดคฤหบดี ฯลฯ ส่งผลให้กรุงเทพฯ เริ่มมีความสำคัญและได้กลายเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนา

โดยพระสงฆ์จากอีสานใต้แถบเมืองอุบลราชธานีและพื้นที่ใกล้เคียงเป็นพระสงฆ์กลุ่มแรกๆ ที่เข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมในกรุงเทพฯ ทั้งนี้เพราะหัวเมืองแถบนี้เป็นกลุ่มครอบครัวลาวที่มีความสัมพันธ์ค่อนข้างใกล้ชิดกับกรุงเทพฯ ครอบครัวลาวเหล่านี้มีพระวอพระตาเสนาบดีเคยอพนพหนีการปราบปรามของพระเจ้าศิริบุญสารมาตั้งเมืองขึ้นในลุ่มแม่น้ำมูล-ชี ซึ่งต่อมากลายเป็นเมืองอุบลราชธานี ยโสธร และบ้านเมืองเล็กๆ อีกจำนวนมาก ต่อมาได้ขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระเจ้ากรุงธนบุรี (ต่างกับหัวเมืองลาวตอนเหนือที่อยู่ติดเวียงจันท์ที่ไม่ย่อมอ่อนน้อมต่อกรุงเทพฯ นัก) ตัวแทนพระสงฆ์กลุ่มแรกๆ ที่เดินทางเข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมในกรุงเทพฯ ดังนี้

สำนักวัดมหานิกาย ได้แก่ พระอริยวงศาจารย์ (สุ้ย) ชาวอุบลราชธานี เมื่ออุปสมบทที่ภูมิลำเนาแล้ว เดินทางมาศึกษาพระปริยัติธรรมที่สำนักวัดสระเกศวรมหาวิหาร จนได้เปรียญ 3 ประโยค, พระครูบุญมา ชาวเมืองพนานิคม (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี) อุปสมบทเมื่อ พ.ศ. 2374 หลังจากนั้น 3 ปี ได้เข้ามาศึกษาพระปริยัติธรรมที่สำนักวัดจักรวรรดิราชาวาส (สามปลื้ม) เป็นเวลา 18 ปี และได้รับสมณสักดิ์ตามแบบไทยเป็นชั้นพระครู นอกจากนี้ก็มี ท่านญาคูหลักคำพิมพ์  ท่านญาคูจุลลา ท่านญาคูท้าว ซึ่งเป็นชาวเมืองขอนแก่น

ส่วนสำนักธรรมยุติกนิกาย พระสงฆ์อีสานรูปแรกที่เข้ามาบวชคือ ท่านพนฺธุโล (ดี) ชาวเมืองอุบลราชธานี เดิมที่เดียวท่านศึกษาที่วัดมหาธาตุ ในช่วงเดียวกับที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงผนวชอยู่วัดนี้ด้วย จึงเป็นโอกาสที่ท่านพนฺธุโล (ดี) ได้ติดตามใกล้ชิดพระองค์ ครั้นเมื่อพระองค์ทรงก่อตั้งคณะธรรมยุต ท่านพนฺธุโล (ดี) ก็บวชในคณะธรรมยุตรุ่นแรกๆ เป็นบุราณสหธัมมิกอันดับที่ 2 องค์ที่ 10, ท่านเทวธมฺมี ชาวเมืองอุบลราชธานี เดิมเป็นศิษย์หลวงเดิมในพระบาทสนมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, ท่านคุณสมฺปนฺโน ชาวเมืองจำปาศักดิ์ และเป็นศิษย์หลวงในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระสงฆ์อีสานที่เดินมาเข้ามายังกรุงเทพฯ เหล่านี้เมื่อเข้ามาแล้ว ไม่ได้ตั้งรกรากถาวร เพียงแต่มาศึกษาเล่าเรียนช่วงระยะเวลาหนึ่ง แล้วก็มักจะเดินทางกลับภูมิลำเนา (ซึ่งเป็นช่วงก่อนที่คณะสงฆ์ไทยจะเข้ามาจัดการปกครองคณะสงฆ์ในหัวเมืองอีสานอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2434 เป็นต้นไป)

ได้ก่อให้เกิดผลกระทบสำคัญที่เป็นรากเหง้าของความเปลี่ยนแปลงในการพระศาสนาในหัวเมืองภาคอีสานในสมัยต่อมา คือ

ประการแรก เป็นจุดเริ่มต้นของการนำเอาการศึกษาพระปริยัติธรรมตามแบบกรุงเทพฯเข้ามาจัดให้หัวเมืองอีสาน ก่อนที่คณะสงฆ์ไทยจะริเริ่มจัดอย่างเป็นระบบเมื่อมีการจัดระบบการศึกษานักธรรมในปี พ.ศ. 2457 เป็นครั้งแรก

ประการต่อมา ได้แก่ การนำจารีตในวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์ตามแบบกรุงเทพฯ ที่ค่อนข้างเคร่งครัดในพระวัตรปฏิบัตินำมาสืบทอดกันมาเป็นแบบอย่างของหัวเมืองอีสาน

ประการสุดท้าย ได้แก่ การนำคณะธรรมยุติกนิกายมาก่อตั้งเป็นครั้งแรกในภาคอีสาน ที่วัดสุปัฏนาราม เมืองอุบลราชธานี ก่อนการขยายธรรมยุติกนิกายไปทั่วภาคอีสานในเวลาต่อมา

นอกจากพระสงฆ์ที่ผ่านศึกษาจากรุงเทพฯ ข้างต้นแล้ว ศิษย์รุ่นต่อของแต่ละรูปมายังตั้งตนเป็นเจ้าสำนักจัดการการศึกษาในลักษณะเดียวกับอาจารย์ด้วย ทำให้การจัดการศึกษาพระปริยัติธรรมขยายกว้างขวางยิ่งขึ้น ตัวอย่างเช่น

พระอริยวงศาจารย์ (สุ้ย) เมื่อท่านเดินกลับอุบลราชธานี ได้ตั้งสำนักเรียนที่วีดป่าน้อย ส่วนลูกศิษย์ของท่านก็มีพระครูเทน-วัดหลวง เมืองอุบลราชธานี, อาจารย์เส่ว-วัดไผ่ใหย่ บ้านม่วงสามสิบ (ปัจจุบันเป็นอำเภอหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี), อาจารย์จันทร์-วัดบ้านแขม ตำบลหัวดอน อำเภอเขื่องใน, อาจารย์เกษ-วัดธาตุ เมืองยโสธร

พระครูบุญมา เมื่อเดินทางกลับมาเมืองพนานิคม ได้ตั้งสำนักเรียนที่วัดพระเหลา ลูกศิษญ์ท่านได้แก่ท่านทอง-บ้านอำนาจ อำเภออำนาจเจริญ (ปัจจุบันเป็นจังหวัดอำนาจเจริญ), ท่านผา-บ้านหนองน้ำจันทร์  (ปัจุบันอยู่ในเขตประเทศลาว)

นั่นทำให้อุบลราชธานีกลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาของพระสงฆ์ในภูมิภาคนี้สืบต่อมาเป็นเวลาค่อนข้างยาวนาน

ทั้งพบว่า พระเถระท่านสำคัญๆ ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจนกระทั่งปัจจุบันจากภาคอีสาน ล้วนแต่เคยบวชเรียนที่เมืองอุบลราชธานี เป็นต้นว่า พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (สิริจันโท จัน), สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (ติสโส อ้วน), พระอาจารย์เสาร์ กันตสิโล, พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต, หลวงปู่แหวน สุจินโณ, พระครูวิโรจน์ รัตโนบล เป็นต้น


บทความนี้คัดย่อจาก “พระสงฆ์อีสาน เข้ากรุงเทพฯ สมัยแรกๆ” โดย กิติรัตน์ สีหบัณฑ์. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม กรกฎาคม พ.ศ. 2539

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป