กำเนิด “การ์ตูน” จากของที่ระลึกในลานประหาร สู่ยุคฮีโร่มาร์เวล-ดีซี

(ซ้าย) แผ่นภาพการประหารในค.ศ. 1683 ไม่ปรากฏชื่อศิลปิน (ขวา) ตัวละคร "สไปเดอร์แมน" (Spider-Man) ในคอมิก

สิ่งประดิษฐ์โดยมนุษย์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดอีกอย่างหนึ่งจวบจนปัจจุบันน่าจะมีชื่อของ “การ์ตูน” ตามภาษาและความคุ้นเคยของคนไทยรวมอยู่ด้วย ไม่ว่าจะเป็นผลงานจากฝั่งตะวันตกหรือตะวันออกก็ต่างมีฐานผู้ติดตามอย่างเหนียวแน่นไม่แพ้สื่ออื่นเลยทีเดียว แต่รู้หรือไม่ว่า ก่อนที่การ์ตูนจะได้รับความนิยมดังเช่นกระแสซูเปอร์ฮีโร่หรือรูปแบบอื่นๆ ในยุคนี้ ผลงานที่ขายดิบขายดีในสมัยก่อนอาจไม่น่าพิสมัยเพราะเป็นผลงานที่ขายกันในลานประหาร

ด้วยความคุ้นเคยของชาวไทยซึ่งมักเรียกผลงานต่างๆ ที่เป็นลายเส้นแบบกว้างว่า “การ์ตูน” ไม่ว่าจะเป็นหนังสือหรือหนัง ก็เรียกว่า “การ์ตูน” แบบรวมๆ แตกต่างกับการใช้ศัพท์แบบตะวันตกซึ่งเรียกหนังสือการ์ตูนว่า “คอมิกส์” (Comics) และเรียกหนังการ์ตูนว่า “แอนิเมชั่น” (Animation) ขณะที่ญี่ปุ่นเรียกหนังสือการ์ตูนว่า “มังงะ” (Manga) และเรียกหนังการ์ตูนว่า “อนิเมะ” (Anime)

กำเนิดการ์ตูน

หากจะนับย้อนกลับไปว่าภาพวาดลายเส้นของมนุษย์ยุคโบราณในถ้ำเป็น “การ์ตูน” ก็อาจเป็นการเรียกแบบกว้างเกินไป ในมุมมองของผู้ศึกษาเรื่องราวของการ์ตูนอย่างนายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ มองว่า ความหมายของ “การ์ตูน” ที่แท้จริงนั้นควรหมายถึง “ลายเส้นที่แสดงเรื่องราวได้และถูกนำไปเผยแพร่หรือแจกจ่ายในที่สาธารณะ” ขณะที่ลายเส้นของมนุษย์ยุคโบราณที่จารึกในผนังถ้ำ หรือบันทึกที่เป็นลายเส้นในเอกสารหรือเสาแบบโรมันเป็นผลงานที่ไม่ได้เผยแพร่ไปสู่สาธารณะหรือเข้าถึงผู้อ่านโดยทั่วไป ผู้คนที่ต้องการชมก็ต้องเดินทางไปดูในสถานที่เฉพาะเจาะจง บางกรณีสถานที่ซึ่งปรากฏลายเส้นยังไม่เปิดให้เป็นสาธารณะด้วยซ้ำ

ในมุมมองของนักวิชาการทางประวัติศาสตร์อีกท่านอย่างไกรฤกษ์ นานา บรรยายไว้ว่า เชื่อกันว่าภาพร่างอย่างคร่าวๆ หรือที่เรียกกันว่าภาพสเก๊ตช์ (Sketch) วาดแล้วนำไปเป็นแบบแกะลายไม้ก่อนขึ้นแท่นพิมพ์ปรากฏขึ้นเมื่อ ค.ศ. 1721 ก่อนที่จะถูกตั้งชื่อว่าเป็น รูป “การ์ตูน” กล่าวได้ว่า “รูปการ์ตูน” มีอายุยาวนานกว่า 300 ปีแล้ว “การ์ตูน” ในช่วงแรกเริ่มก็ไม่ได้ถูกใช้งานสำหรับเป็นสื่อสำหรับเด็กหรือเยาวชนดังเช่นการรับรู้ของคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมองกัน แต่ในช่วงแรกบทบาทของการ์ตูนถูกใช้เป็นรูปในจินตนาการที่เรียกร้องความสนใจจากผู้ใหญ่ด้วยการสมมติคนให้เป็นตุ๊กตาที่เคลื่อนไหวได้ก่อนการวาดรูปเหมือนคนจริงๆ จะเกิดขึ้นภายหลัง (ไกรฤกษ์ นานา, 2561)

ขณะที่นายแพทย์ประเสริฐ ให้ข้อมูลอีกด้านหนึ่ง (แต่ใกล้เคียงกัน) ว่า การ์ตูนยุคแรกผลิตโดยใช้บล็อกไม้และพิมพ์ลายเส้นบนกระดาษหรือผืนผ้าขนาดใหญ่ เรียกกันว่า บรอดชี้ด (Broadsheet) ผลงานที่ได้รับความนิยมในยุคแรกเป็นภาพบันทึกเหตุการณ์ทางศาสนาและสังคมของประเทศอังกฤษศตวรรษที่ 17 รวมถึงภาพที่ระลึกการประหารชีวิตในที่สาธารณะ

เหตุที่ผลงานแบบนี้ขายได้มากนั้น นายแพทย์ประเสริฐ เล่าไว้ว่า ระหว่างศตวรรษที่ 14 ถึงกลางศตวรรษที่ 18 มีการประหารชีวิตในที่สาธารณะในกรุงลอนดอนมากมาย ประชาชนที่มารอดูการประหารชีวิตในลานประหารก็มีตั้งแต่หลักพันถึงหลักแสน ผู้รอดูมักต้องการภาพที่ระลึกกลับไป การขายแผ่นภาพประหารชีวิตจึงเจริญเติบโตถึงขั้นมีร้านค้าตั้งขายรอบลานประหาร บางครั้งถึงกับผลิตแผ่นภาพรอไว้ล่วงหน้าก่อนวันประหารด้วยซ้ำ

ด้วยบริบทนี้เองทำให้นายแพทย์ประเสริฐ ตั้งข้อสังเกตว่า นี่อาจเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งให้การ์ตูนถูกเหยียดหยามว่าเป็นศิลปะชั้นต่ำตั้งแต่ยุคแรก เพราะนอกจากจะผูกกับการค้าแล้ว ยังผูกกับ “ความรุนแรง” อีกต่างหาก ขณะเดียวกันเมื่อย้อนไปดูคุณภาพของวัสดุ ส่วนใหญ่บล็อกไม้ที่เป็นแม่พิมพ์ก็ไม่ได้มาตรฐาน แตกบิ่นเสื่อมสลายตามสภาพ

อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบบางอย่างของผลงานในยุคนั้นก็เริ่มส่อเค้าพัฒนาการที่จะกลายมาเป็นองค์ประกอบของการ์ตูนในเวลาต่อมาอย่างเช่น “บัลลูน” (Balloon) หรือพื้นที่แสดงบทสนทนา บางรูปปรากฏลายเส้นแสดงทิศทางการเคลื่อนไหว และความเร็ว อันเป็นหนึ่งสิ่งที่นายแพทย์ประเสริฐ เรียกว่า “ไวยากรณ์ของภาษาการ์ตูน”

ผลงานในยุคแรกที่ตอบสนองด้านการค้า และบันทึกเหตุการณ์เริ่มแปลรูปออกมาเป็นงานศิลปะเชิงล้อเลียน (caricature) ควบคู่ไปกับการพัฒนาทางเทคโนโลยีการผลิต จากแม่พิมพ์ไม้เป็นทองแดง ในกระบวนการที่เรียกว่า engraving (แกะลายบนทองแดงและใช้กรดสกัดแล้วจึงลงหมึก) ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อค.ศ. 1760

การ์ตูนล้อ

ศตวรรษที่ 18 เริ่มมีศิลปินใช้งานศิลปะสะท้อนความไม่พอใจต่างๆ ในสังคม อาทิ วิลเลียม โฮการ์ธ (William Hogarth, 1697-1764) วาดภาพใบหน้าของคนแสดงความรู้สึกแตกต่างหลากหลาย แม้ว่าอาจไม่ได้ถือว่าเป็นการ์ตูนตามที่นิยามในปัจจุบันเป็น แต่ก็ยังถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่จะกลายมาเป็นนิยามการ์ตูนในเวลาต่อมา

อิทธิพลของงานจากโฮการ์ธ ส่งผลทำให้เกิดผู้สร้างงานรายอื่นในภายหลังด้วย หนึ่งในนั้นคือ โธมัส โรว์แลนสัน (Thomas Rowlandson, 1756-1827) นักวาดภาพล้อเลียนที่กระทบแทบทุกชนชั้น ผลงานศิลปะกลุ่มนี้เริ่มมีตีพิมพ์ในนิตยสารบ้างแล้ว โรว์แลนสัน เป็นศิลปินคนแรกที่เขียนการ์ตูนแบบคอมิกสตริป (Comic Strip) หรือการ์ตูนสั้นตั้งแต่ 1 ถึง 4 ช่องจบ ทำให้บางคนเรียกเขาว่าเป็นนักเขียนการ์ตูนคนแรกๆ อีกรายด้วย แต่ถ้าจะให้ตอบว่าการ์ตูนเรื่องแรกของโลกคือเรื่องอะไร แม้แต่นักประวัติศาสตร์ยังไม่สามารถเห็นตรงกันได้ อย่างไรก็ตาม มีชื่อผลงานไม่กี่ชื่อซึ่งถูกพิจารณาว่าเข้าข่าย

เรื่องหนึ่งคือ Ally Sloper’s Half Holiday เมื่อค.ศ. 1873 ซึ่งตีพิมพ์ครั้งแรกในชื่อ Ally Sloper : A Moral Lesson โดยผู้สร้างตัวละครคือ ชาร์ลส รอสส (Charles Ross) ร่วมกับทีมงานที่รวมถึงภรรยาของเขาด้วย เผยแพร่ในนิตยสาร “จูดีย์” (Judy) เป็นผลงานที่เล่าเรื่องโดยรูปภาพและมีตัวละครหลักดำเนินเรื่อง นั่นคือ อเล็กซานเดอร์ สโลเปอร์ เป็นตัวแทนชนชั้นแรงงานที่ทำงานหนัก และใช้เงินที่ได้ไปกับการดื่ม มีบุคลิกที่เป็นเอกลักษณ์คือเมาแทบตลอดเวลา เนื้อหาของเรื่องก็เป็นการเสียดสีสังคมผ่านตัวละครชนชั้นแรงงาน ภายหลังยังมีโอกาสเลื่อนชั้นเป็นชนชั้นกลาง

ขณะที่อีกผลงานหนึ่งคือ The Tour of Dr. Syntax โดยโรว์แลนด์ เมื่อค.ศ. 1809 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานที่เรียงภาพการ์ตูนแบบคอมิกสตริป

การเติบโตของการ์ตูนและการ์ตูนล้อมาพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตั้งแต่ก่อนการปฏิวัติฝรั่งเศสมาจนถึงช่วงศตวรรษที่ 19 มีการ์ตูนล้อเลียนมากมาย แต่ส่วนใหญ่ไม่ค่อยปรากฏนามผู้เขียนเนื่องจากสถานการณ์ที่ล่อแหลม กระทั่งมีการปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อ ค.ศ. 1830 การเขียนภาพล้อเลียนก็รุ่งเรืองขึ้น

การ์ตูนล้อเลียนตามสภาพสังคมเริ่มถึงจุดอิ่มตัวในอังกฤษในช่วง ค.ศ. 1900 กลุ่มผู้สร้างสรรค์จึงเริ่มหาตลาดเด็ก และกำเนิดตัวละครสัตว์พูดได้ เขียนบรรยายให้น้อย ใช้ภาพเล่าเรื่อง นิตยสารที่แต่เดิมเป็นของผู้ใหญ่ ก็เริ่มมีสีสันฉูดฉาดมากขึ้น และยังมีเพิ่มหน้าพิเศษที่มีการ์ตูนสำหรับเด็ก

ข้ามฝั่งมาที่ฝั่งอเมริกัน การ์ตูนอเมริกันไม่ได้เติบโตจากการ์ตูนล้อโดยตรง แต่มาจากการ์ตูนสตริปในหนังสือพิมพ์รายวัน คอมิกสตริปเรื่องแรกชื่อว่า “เยลโลว์ คิด” (Yellow Kid) โดยริชาร์ เอาท์คอลท์ (Richard Outcault) ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ The New York Journal เมื่อค.ศ. 1896 เนื้อเรื่องก็ยังเกี่ยวกับชนชั้นล่างแต่ก็เป็นที่ถูกอกถูกใจชนชั้นกลางที่อ่านหนังสือพิมพ์ด้วย

การ์ตูนคอมิกสตริปได้รับความนิยมและปรากฏในหนังสือพิพม์แทบทุกฉบับ แต่เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจตลาดหุ้นวอลล์สตรีทล่มในค.ศ. 1929 ตามมาด้วยเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ การ์ตูนจึงกลายเป็นสื่อบันเทิงที่ต้องช่วยให้คนผ่อนคลาย ไม่เพียงเท่านั้น การ์ตูนแทบยังต้องเป็นสิ่งที่ปลอบประโลม แต่ย่อมไม่ถึงขนาดตกต่ำไปด้วยกัน ควรกล่าวว่า ต้องเป็นที่พึ่งได้มากกว่า นายแพทย์ประเสริฐ จึงมองว่า บริบทช่วงนี้เองเป็นผลให้เกิดตัวละคร “ซูเปอร์ฮีโร่”

ซูเปอร์ฮีโร่

ซูเปอร์ฮีโร่ที่เกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านจากการ์ตูนตลกไปเป็นการ์ตูนผจญภัญก็มีป๊อปอาย (Popeye) เจ้ากะลาสี (ชนชั้นล่าง) เขาปรากฏตัวในการ์ตูนช่องชุด Thimble Theatre เมื่อค.ศ. 1929 ช่วงแรกยังมีเนื้อเรื่องลักษณะคล้ายการ์ตูนเกี่ยวกับชนชั้น แต่ในกลางปีเดียวกัน ป๊อปอายเหมือนเป็น “ซูเปอร์ฮีโร่” กลายๆ จากที่โดนยิงนับสิบนัดแต่ไม่เสียชีวิต หลังจากการรับกระสุนในวันนั้นก็ทำให้ตัวละครกะลาสีกินผัมโขมเติมพลังปรากฏในนิตยสารของตัวเองและกระทืบฝ่ายอธรรมตั้งแต่นั้นมา

ในช่วงที่สภาวะเศรษฐกิจยังไม่กระเตื้อง ประกอบกับบริบททางสังคมและการต่างประเทศทั้งกฎหมายห้ามจำหน่ายสุรา จนถึงการโฆษณาชวนเชื่อของฮิตเลอร์ ทำให้เกิดฮีโร่สายดาร์กขึ้น อย่างเช่น “เดอะ ชาโดว์” (The Shadow) โดยวอลเตอร์ กิ๊บสัน และได้เดนนีย์ โอนีล นำมาทำเป็นการ์ตูนช่อง

ก่อนที่จะก้าวมาถึงช่วงฮิตเลอร์ บุกยุโรป ในปี ค.ศ. 1939 ช่วงเวลาก่อนหน้านั้น เรียกได้ว่าสภาพสังคมยังคงอยู่ในช่วงมืดหม่น ตัวละครอย่างป๊อปอาย ทาร์ซาน หรือนักปราบอาชญากรรม คงเกินกำลังจะประโลมใจได้ โลกการ์ตูนก็มีแฟลช กอร์ดอน ในค.ศ. 1934 เดินทางออกนอกประเทศแล้วไปถึงอวกาศเพื่อต่อสู้กับจักรพรรดิหมิง ตามมาด้วยแฟนธอม (Phantom) ในค.ศ. 1936 ออกมาในรูปแบบวีรบุรุษชุดรัดรูป

ในปี ค.ศ. 1935 อเมริกันชนได้พบกับผลงานการ์ตูนที่ไม่ได้อยู่ในหนังสือพิมพ์ก่อนจะรวมเล่ม นั่นคือหนังสือการ์ตูนทั้งเล่มโดยพันตรี มัลคอล์ม วีลเลอร์ นิโคลสัน (Malcolm Wheeler-Nicholson) ออกผลงานชื่อ New Fun Comics ซึ่งเปลี่ยนไปอีกหลายชื่อและมาลงเอยที่ Detective Comics ในค.ศ. 1937 เรื่องในยุคแรกของหนังสือการ์ตูนจากหัวนี้คือ Dr. Fu Manchu

หนังสือการ์ตูนจาก “ดีซี” ประสบความสำเร็จ แต่น่าเสียดายที่ภาวะการเงินของพันตรีนิโคลสัน ไม่กระเตื้องจนต้องส่งไม้ต่อให้ผู้อื่นมาทำในช่วงปลายปี ค.ศ. 1937 ไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ดีซีเผยแพร่ผลงาน “ซูเปอร์แมน” (Superman) ในรูปแบบที่เราคุ้นกันคือชุดรัดรูปสีน้ำเงิน กางเกง(ที่อยู่ด้านนอกชุด) สีแดง และมีผ้าคลุม ปรากฏในหน้าปก Action Comics ในค.ศ. 1938 และมีปกของตัวเองฉบับปฐมฤกษ์ เมื่อค.ศ. 1939 เรื่องราวถูกมองว่าเป็นตัวแทนของการต่อสู้แบบวิถีอเมริกันชน ช่วงแรกสู้กับอันธพาล นักการเมืองสกปรก มาจนถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 และสงครามเย็น ก็มีเรื่องราวที่เข้มข้นตามไป

หลังจากนั้นถึงตามมาด้วยซูเปอร์ฮีโร่แห่งความมืดอย่าง แบทแมน (Batman) ใน ค.ศ. 1939

“ซูเปอร์มนุษย์ทั้งสองถูกสร้างขึ้นมาในยุคสมัยที่เหมาะสมเพื่อต่อกรกับซูเปอร์ปีศาจที่มากับรูปทรงสวัสดิกะ” นายแพทย์ ประเสริฐ บรรยายความสำเร็จของตัวละครอมตะจากดีซี ซึ่งขายได้เดือนละหลายล้านเล่ม จนอุตสาหกรรมการ์ตูนและเรื่องราวว่าด้วยฮีโร่ปะทุเกิดอย่างรวดเร็ว และในปีเดียวกัน มาร์เวล คอมิกส์ ฉบับปฐมฤกษ์ก็มาพร้อมมนุษย์ใต้สมุทรอย่าง Namor เรียกได้ว่าเป็นยุคทอง (Golden Age) ของซูเปอร์ฮีโร่ ท่ามกลางสถานการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2

การควบคุมการ์ตูน

ความสำเร็จของการ์ตูนอเมริกันไม่ได้มีเพียงเรื่องหอมหวาน แต่ยังมีอุปสรรคอย่างเช่นเสียงต่อต้านเรื่องความรุนแรงที่ปรากฏในการ์ตูนรูปแบบอื่น อย่างเช่น การ์ตูนอาชญากรรม ซึ่งมีจิตแพทย์ที่เคลื่อนไหวต่อต้านอย่างจริงจัง ภายหลังการ์ตูนในสหรัฐอเมริกายังต้องถูกตรวจตราเนื้อหาและต้องได้รับรองก่อนวางจำหน่าย ดีซีจึงจัดทีม “จัสติซ ลีก แห่งอเมริกา” (Justice League of America) ออกมาโดยให้ซูเปอร์แมนนำทีม เริ่มต้นยุคเงิน (Silver Age) ของการ์ตูนฮีโร่อเมริกัน

ระหว่างที่มีการปรับระบบตรวจสอบการ์ตูน สแตนลี (Stan Lee) ซึ่งรับบทบรรณาธิการ พร้อมกับแจ๊ค เคอร์บี้ (Jack Kirby) ก็ต้องปรับตัวเข้ากับการตรวจสอบ เช่นเดียวกับบรรยากาศสงครามเย็นในยุค 60s พวกเขาสร้างตัวละครฮีโร่ที่มีมิติให้กับมาร์เวล โดยให้ฮีโร่ที่ทำหน้าที่และมีพลังพิเศษต้องมีปัญหาในการใช้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทีม Fantastic Four ในค.ศ. 1961 มาจนถึงไอ้แมงมุม Spider-man ในปี ค.ศ. 1963

ความสำเร็จของทีม “สี่มหัศจรรย์” ทำให้สแตนลี สนใจสร้างตัวละครเพิ่มเติมและเขาได้รับอิทธิพลจากผลงาน “เดอะ สไปเดอร์” (The Spider) จากนิตยสารพัลป์ (Pulp)

หนุ่มปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ มีปัญหาเรื่องค่าครองชีพ เข้ากับเจ้านายไม่ได้ และไม่มีเวลาให้ภรรยาเมื่อต้องทำหน้าที่ฮีโร่ปราบวายร้าย ในช่วงแรกที่ไอ้แมงมุมปรากฏขึ้นในหนังสือ เขาเป็นวัยรุ่นที่ยังเรียนหนังสือซึ่งทำให้เรื่องดึงดูดแฟนการ์ตูนอายุใกล้เคียงมาเป็นกลุ่มผู้อ่านได้มากมาย

ไอ้แมงมุมพร้อมกับซูเปอร์ฮีโร่อื่นก็เหมือนกับคนทั่วไปที่ต้องดิ้นรนหากินในชีวิต ตัวละครแต่ละหัวก็ต้องดิ้นรนหาทางให้มียอดขาย เพราะถือว่าเป็นผลงานศิลปะและการค้าเพื่อทำยอดขายแบบเต็มตัว พัฒนาการของการ์ตูนคอมิกส์ในอเมริกาก็ยังมีความเคลื่อนไหวมากมาย และโดยเฉพาะช่วงที่ท็อดด์ แม็คฟาร์เลน (Todd Mcfarlane) เขียนสไปเดอร์แมนด้วยลายเส้นแบบใหม่ ทำให้แฟนการ์ตูนพิศวงกับลายเส้นที่น่าตื่นตาตื่นใจ

อีกหนึ่งหลักไมล์ที่ไอ้แมงมุมสร้างขึ้นคือ การเปลี่ยนกระแสของเนื้อเรื่องที่แต่เดิมผู้อ่านมักคุ้นเคยกับเรื่องราวของฮีโร่หนุ่มที่เป็นผู้ช่วย อย่างเช่นโรบิน ซึ่งไม่ใช่ตัวเอกที่เดินเรื่อง และมีตัวละครเดินเรื่องหลักอีกราย ที่สำคัญคือ สไปเดอร์แมน ไม่มีครูที่ช่วยฝึกสอนทักษะให้ ความแตกต่างและเนื้อเรื่องที่มีมิติ เหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ทำให้สไปเดอร์แมนมีฐานแฟนเป็นคนรุ่นเดียวกันและส่งผ่านกันต่อมาจนถึงวันนี้

 

ลด 40% กลับมาแล้ว! สมัครรับนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 1 ปี (12 ฉบับ) ลดเหลือเพียง 1,200 บาท เฉพาะสมัครวันที่ 9-15 ม.ค. 2564 เท่านั้น คลิกสมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่


อ้างอิง:

ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์. การ์ตูนสุดที่รัก (การ์ตูนที่รัก 2). กรุงเทพฯ : มติชน, 2544

_____. ตามหาการ์ตูน. กรุงเทพฯ : มติชน, 2546


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2562

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป