กําแพงเพชรกับสุโขทัย “นอนไม่เหมือนกัน” ดูได้จากพระพุทธไสยสน์

วัดพระเชตุพนที่อยู่นอกเมืองสุโขทัยด้านทิศใต้

การเลือกทําเลที่ตั้งเมืองว่า สภาพภูมิประเทศที่ต่างกันระหว่างเมืองพิษณุโลกฟากตะวันออกของแม่น้ำน่าน กับตัวเมืองทางฟากฝั่งตะวันตกของแม่น้ำนั้น แสดงถึงคนที่มีแนวคิดต่างกันในการเลือกทําเลก่อสร้างบ้านเมือง โดยทางฟากตะวันออก (เมืองสรลวงสองแควเดิม) นั้น มีแนวคิดเหมือนกันกับการเลือกทําเลที่ตั้งเมืองสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และนครชุม ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นที่ราบเอียงลาดเหมือนกับที่ราบระหว่างหุบเขาของล้านนา

ในขณะที่ผู้ที่เลือกทําเลที่ตั้งเมืองพิษณุโลก ทางฟากตะวันตก (เมืองชัยนาทเดิม) นั้น มีแนวคิดในการเลือกทําเลที่ตั้งเมืองเหมือนกับเมืองพิจิตรและเมืองกําแพงเพชร ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นที่แบนราบเหมือนกับที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลาง

จากสาระสังเขปข้างต้น อาจนํามาชี้ให้เห็นในสาระที่จะกล่าวต่อไปในบทความนี้ว่า คนที่เลือกทําเลที่ตั้งเมืองกําแพงเพชรนั้น มีความคิดต่างไปจากคนที่เลือกทําเลที่ตั้งเมืองสุโขทัย ศรีสัชนาลัย และนครชุม ซึ่งเป็นบ้านเมืองของแคว้นสุโขทัย กล่าวให้ชัดขึ้นคือ

เมืองกําแพงเพชรถูกสร้างขึ้นโดยคนจากที่อื่น (ที่ราบลุ่มแม่น้ำภาคกลาง) ดังนั้นเมืองกําแพงเพชรจึงมิใช่เมืองของแคว้นสุโขทัย หากแต่เป็นเมืองที่สร้างขึ้นเมื่อแคว้นสุโขทัยเสื่อมคลายความเป็นปึกแผ่นทางการปกครองลงแล้ว

ในที่นี้จะขอนําเสนอแนวคิดที่แตกต่างกันอีกอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการเลือกทิศทางในการนอนระหว่างคนกําแพงเพชรกับคนสุโขทัยในสมัยโบราณ ซึ่งหลักฐานที่จะเป็นข้อบ่งชี้ นั้นอยู่ที่การสร้างพระพุทธรูปในอิริยาบถนอนที่เป็นสิ่งก่อสร้างติดที่ เคลื่อนย้ายไม่ได้ อันเป็นโบราณสถานที่พบอยู่ในเมืองโบราณทั้งสอง

ที่มาของทิศหัวนอนและทิศตีนนอน

ศิลาจารึกของสุโขทัยเรียกทิศใต้ว่า “ทิศหัวนอน” และเรียกทิศ เหนือว่า “ทิศตีนนอน” คําเรียกเช่นนี้น่าจะเป็นเพราะคนสุโขทัยสมัยโบราณนอนทิศทางอย่างนั้น ความจริงการเรียกทิศหัวนอนตีนนอนเช่นนี้เมื่อประมาณ 30 ปีมานี้ ยังพบว่ามีการใช้เรียกกันอยู่แถบอําเภอสทิงพระและอําเภอระโนด จังหวัดสงขลา แสดงว่าการเรียกทิศเช่นนี้น่าจะมีอยู่โดยทั่วไปของคนไทยมาแต่สมัยโบราณ ต่อมาภายหลังได้มีการลืมเลือนไปหมด

ทิศหัวนอนตีนนอนของคนไทยนี้น่าจะมากับความเชื่อทางพระพุทธศาสนาแบบลังกา ที่เผยแพร่เข้ามาสู่ดินแดนสยามตั้งแต่ก่อนสมัยสุโขทัยเล็กน้อย ดังปรากฏในพระมหาปรินิพพานสูตร ทีฆนิกาย มหาวรรค ฉบับแปลของมหามกุฏราชวิทยาลัย ในตอนที่ พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ได้ทรงรับสั่งกับพระอานนท์ พุทธสาวก ความตอนหนึ่งว่า

…เธอจงช่วยตั้งเตียงให้เรา หันศีรษะไปทางทิศอุดรระหว่าง ไม้สาละทั้งคู่ เราเหนื่อยแล้วจักนอน…พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง สําเร็จสีหไสยาโดยปรัศว์เบื้องขวา ทรงซ้อนพระบาทด้วยพระบาท มี พระสติสัมปรัญญะ

ความในพระสุตตันตปิฎกตอนนี้แสดงอย่างชัดเจนว่า เมื่อพระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธปรินิพพานนั้น ทรงนอนหันพระเศียรไปทางทิศเหนือในท่วงท่าแบบ      สีหไสยาสน์ คือนอนตะแคงข้างขวา ดังนั้นพระนิพพานของพระพุทธองค์ซึ่งเป็นสภาวะนามธรรมได้แสดงออกใน ลักษณะที่เป็นรูปธรรมแห่งพระวรกายมนุษย์ คือการตายหรือสิ้นพระชนม์ ทรงนอนสิ้นพระชนม์หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ นอนตะแคงขวาพระพักตร์จึงผินไปทางทิศตะวันตก

ในทางกลับกัน ความในพระสูตรตอนนี้แสดงว่า ในขณะที่ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระพุทธองค์จะทรงสําราญพระอิริยาบถโดยการนอนหันพระเศียรไปทางทิศใต้ ตะแคงข้างขวาในท่วงท่าสีหไสยาสน์ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก

ดังจะเห็นได้จากการสร้างพระพุทธรูปนอนก่ออิฐถือปูนติดที่ในวิหารที่เป็นโบราณสถานเมืองเก่าสุโขทัย คือที่วัดพระพายหลวงกับที่ด้านทิศตะวันออกของเจดีย์ 5 ยอดในวัดมหาธาตุ ซึ่งต่างก็นอนหันพระเศียรไปทางทิศใต้ทั้งสิ้น

เพราะการสร้างวัดในสมัยสุโขทัยนั้นเป็นการสร้างถวายเป็นพุทธบูชา พระพุทธรูปในอิริยาบถต่างๆ ที่มีอยู่ในวัดนั้น เป็นการจําลองพระจริยาวัตรอันงดงามของพระพุทธองค์ในพระอารามแห่งใดแห่งหนึ่งที่มีผู้สร้างถวายในขณะที่ทรงพระชนมชีพอยู่ ชาวสุโขทัยจึงถือเอาทิศใต้เป็นทิศหัวนอนตามอย่างพระพุทธรูปและไม่นอนหันหัวไปทางทิศเหนือ เนื่องจากเป็นทิศแห่งการตาย (ตามพระมหาปรินิพพานสูตร)

การถือทิศหัวนอนตีนนอนเช่นนี้คงเป็นอย่างเดียวกันในสังคม ไทยโบราณที่รับพระพุทธศาสนาจากลังกาในสมัยเริ่มแรก เช่นที่วัดพระแก้ว โบราณสถานในเมืองกําแพงเพชร จะมีวิหารที่ภายในมีพระพุทธรูปเป็นประธาน 3 องค์ 2 องค์เป็นพระพุทธรูปนั่งคู่กัน ถัดออกมาด้านหน้าเป็นพระพุทธรูปนอนหันพระเศียรไปทางทิศใต้ทั้งหมด หันหน้ามาทางทิศตะวันออกซึ่งเป็นด้านหน้าของวิหาร วัดพระนอนใน เขตอรัญญิกของเมืองกําแพงเพชรก็มีพระพุทธรูปนอนหันพระเศียร ไปทางทิศใต้ด้วยเช่นกัน

(ในที่นี้ขอทําความเข้าใจว่า พระนอนทั้งสี่องค์ที่กล่าวถึงนี้ มีที่วัดพระแก้วเมืองกําแพงเพชรเพียงแห่งเดียวที่เห็นทิศทางการนอนที่ชัดเจนเนื่องจากชํารุดไม่มาก แต่ที่เหลือทั้งสามแห่งที่กล่าวถึงนั้น เหลือเพียงกองอิฐเป็นแนวยาวเหนือ-ใต้ในวิหารที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ไม่เห็นร่องรอยว่าตรงไหนเป็นพระเศียรตรงไหนเป็น พระบาทเนื่องจากชํารุดมาก แต่ที่กล่าวไปแล้วว่าหันพระเศียรไปทางทิศใต้เนื่องจากแนวอิฐที่ทอดยาวอยู่นี้ มีผนังวิหารด้านทิศตะวันตก ประชิดอยู่ที่ด้านหลัง และเนื่องจากมีแนวคิดว่าพระพุทธองค์จะทรงนอนแบบสีหไสยาสน์คือนอนตะแคงขวา ทําให้ทราบว่าซากพระนอน นั้นต้องผินพระพักตร์ออกสู่หน้าวิหารซึ่งเป็นทิศตะวันออก ดังนั้นพระเศียรของพระพุทธรูปที่ชํารุดไร้ร่องรอยนี้จึงต้องหันไปทางทิศใต้)

กําแพงเพชรคิดต่างไปจากสุโขทัยอย่างไร

จากที่กล่าวมาแล้วจะเห็นว่าทั้งกําแพงเพชรและสุโขทัยคิดเหมือนกันในการสร้างพระนอนในวิหาร ว่าหมายถึงการสําราญพระอิริยาบถของพระพุทธองค์ขณะทรงจําพรรษาอยู่ในพระอารามแห่งใดแห่งหนึ่ง การสร้างพระพุทธรูปนอนจึงมิได้ทําให้หันพระเศียรไปทางทิศเหนือ อันเป็นทิศแห่งการตายหรือทิศตีนนอน

แต่ที่สร้างพระพุทธรูปนอนในวิหารตามทิศทางเช่นนี้ (คือหันพระเศียรไปทางทิศใต้อยู่ภายในวิหารที่หันหน้าไปทางทิศตะวันออก) น่าจะมีปัญหาเกี่ยวกับการขาดความสมานฉันท์ในองค์ประกอบอยู่บ้าง ระหว่างพระพุทธปฏิมาซึ่งวางอยู่ในแนวนอนกับทิศทางของวิหารที่เน้นแนวตั้งทางด้านหน้าซึ่งเป็นทิศตะวันออก อันจะเกิดพื้นที่ว่างมากเกินไปภายในวิหารส่วนที่อยู่เหนือองค์พระพุทธรูป (วิหารวัดพระแก้ว เมืองกําแพงเพชรซึ่งสร้างขึ้นหลังจากโบราณสถานที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด ได้แก้ปัญหาข้อนี้โดยการสร้างพระพุทธรูปนั่งคู่กันอยู่หลังพระนอน อันเป็นการเพิ่มปริมาตรในแนวตั้งให้แก่รูปพระปฏิมา)

ดังนั้น ในการสร้างพระพุทธรูปสี่อิริยาบถที่ต้องการแสดงความหมายอันเป็นภาพรวมของพระพุทธองค์ในขณะประทับอยู่ในพระอาราม ที่วัดพระเชตุพนเมืองสุโขทัยกับวัดพระสี่อิริยาบถที่เมืองกําแพงเพชร จึงได้กําหนดให้พระพุทธรูปยืน/ลีลาอยู่ที่ด้านทิศตะวันออก/ตะวันตก อันเป็นด้านหน้า/หลังของวิหาร ก็จะให้ความสมานฉันท์กับลักษณะของอาคารซึ่งเน้นแนวตั้งที่ด้านหน้า ส่วนพระพุทธรูปนอน/นั่งซึ่งมีความสูงน้อยกว่าได้สร้างไว้ที่ด้านทิศเหนือ/ใต้ อันเป็นด้านข้างของตัวอาคาร ดังแผนผังต่อไปนี้

(ภาพจาก “หาพระหาเจ้า”)

จากแผนผังข้างต้นจะเห็นว่า ทั้งวัดพระเชตุพนและวัดพระสี่อิริยาบถมีรูปแบบในการก่อสร้างโดยส่วนรวมเป็นอย่างเดียวกัน คือ การเอาด้านทิศตะวันออกเป็นด้านหน้าของวิหาร ตรงกลางวิหารทํา เป็นแท่งสี่เหลี่ยมก่อทึบโดยมีพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนในอิริยาบถต่างกัน 4 องค์ คือนั่งลีลา (เดิน) นอน ยืนประดิษฐานหันพระปฤษฎางค์ (หลัง) พิงอยู่กับด้านทั้งสี่ของแท่งทึบสี่เหลี่ยมนี้

ดังนั้น แม้ว่าทั้งสองวัดนี้ อีกเช่นกันที่พระพุทธรูปนอนได้ชํารุดจนมองไม่ออกว่าตรงไหนเป็น พระเศียรตรงไหนเป็นพระบาท แต่เนื่องจากมีแนวคิดว่าพระพุทธรูป นอนจะอยู่ในท่าสีหไสยาสน์คือนอนตะแคงขวาหันหลังเข้าหาแท่งทึบ สี่เหลี่ยม จึงสามารถที่จะกําหนดรู้ได้ว่าพระพุทธรูปนอนทั้งสองแห่งนี้ จะหันพระเศียรไปทางทิศใด แม้ว่าพระเศียรจะชํารุดไปหมดจนปราศ จากรูปรอยบ่งบอกแล้วก็ตาม

แต่ที่ต่างกันระหว่างวัดทั้งสองนี้อยู่ที่ว่า มีการวางตําแหน่งของ พระพุทธรูปในอิริยาบถทั้งสี่สลับที่กันคือ ในขณะที่วัดพระเชตุพนเอาพระลีลาไว้ด้านหน้า เอาพระยืนไว้ด้านหลัง วัดพระสี่อิริยาบถกลับเอาพระลีลาไว้ด้านหลัง เอาพระยืนไว้ด้านหน้า ในขณะที่วัดพระเชตุพน อาพระนอนไว้ด้านข้างทิศใต้เอาพระนั่งไว้ด้านข้างทิศเหนือ วัดพระสี่อิริยาบถกลับเอาพระนอนไว้ที่ด้านข้างทิศเหนือเอาพระนั่งไว้ด้านข้างทิศใต้

แม้มีการสลับทิศกัน แต่การลําดับพระพุทธรูปก็ยัง คงเหมือนกัน คือสมมติเริ่มต้นที่พระนั่ง ลําดับต่อไปตามทักษิณา วรรตหรือเวียนขวาก็จะได้พระพุทธรูปที่อยู่ในลําดับเหมือนกัน คือ พระนั่ง พระลีลา (เดิน) พระนอน และพระยืน แสดงว่าโดยส่วนรวมแล้ว วัดทั้งสองแห่งนี้สร้างขึ้นด้วยแนวความคิดที่เหมือนกัน

ในเมื่อเห็นแล้วว่าวัดทั้งสองแห่งสร้างด้วยแนวคิดอย่างเดียวกัน ปัญหาที่ต้องการคําอธิบายจึงอยู่ที่ว่า เหตุใดจึงต้องทําพระให้มีอิริยาบถ กลับที่กันระหว่างวัดทั้งสองแห่งนี้ ซึ่งในที่นี้ขอเสนอว่า เนื่องจากแนวคิดเกี่ยวกับทิศทางการนอนของทั้งสองแห่งไม่เหมือนกัน กล่าวคือ การย้ายตําแหน่งของพระให้นอนอยู่ด้านข้างแทนที่จะอยู่ด้านหน้า ทําให้พระเศียรของพระพุทธรูปมิได้หันไปทางทิศใต้อันเป็นทิศหัวนอนตามปกติ

สําหรับวัดพระเชตุพนของสุโขทัยเอาพระพุทธรูปนอนไว้ที่ด้านข้างทิศใต้ ทําให้พระพุทธรูปนอนผินพระพักตร์ไปทางทิศใต้ โดยมีพระเศียรหันไปทางทิศตะวันตก ทิศตะวันตกเป็นทิศไม่ดี คือเป็นทิศแห่งความตายตามคติที่น่าจะสืบมาแต่บรรพกาล ตั้งแต่มนุษย์ ได้สังเกตธรรมชาติคือดวงอาทิตย์ที่ขึ้นทางทิศตะวันออกอันหมายถึง การเกิด (มีชีวิต) และตกทางทิศตะวันตกอันหมายถึงการดับหรือ ความตาย

คนสุโขทัยดั้งเดิมก็น่าจะถือทิศตะวันตกเป็นทิศแห่งความตายด้วย ดังที่กรมศิลปากรได้ทําการขุดค้นที่วัดช้างล้อมเมืองศรีสัชนาลัย เมืองคู่กันของสุโขทัย เมื่อ พ.ศ. 2528 ได้พบโครงกระดูกที่มีประเพณีการฝังแบบก่อนประวัติศาสตร์ (ก่อนรับพระพุทธศาสนา) ที่ใต้องค์เจดีย์ โครงกระดูกนอกจากจะมีภาชนะดินเผาฝังร่วมอยู่ บริเวณไหล่ทั้งสองแล้ว ยังหันศีรษะไปทางทิศตะวันตกด้วย สถานที่พบโครงกระดูกดังกล่าวคงเป็นสุสานของคนรุ่นเก่าและเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาก่อน

เมื่อได้รับพระพุทธศาสนาแล้วจึงผสมผสานความ เชื่อเดิมกับความเชื่อใหม่เข้าด้วยกัน โดยการสร้างพระสถูปพระบรม สารีริกธาตุที่มีฐานช้างล้อมลงบนบริเวณศักดิ์สิทธิ์ของเดิม กลายเป็นปูชนียสถานทางพระพุทธศาสนาไป แต่อย่างไรก็ดีทิศตะวันตกอันเป็นทิศแห่งความตายก็ได้ถูกละทิ้งไปเมื่อมีการสร้างพระพุทธรูปนอน ที่วัดพระเชตุพนสุโขทัย คงระวังเพียงไม่สร้างให้หันพระเศียรไปทางทิศเหนืออันเป็นทิศแห่งการตายในพระมหาปรินิพพานสูตรอันถือว่าเป็นทิศตีนนอนเท่านั้น

ดังนั้น เมื่อมีการสร้างวัดพระสี่อิริยาบถที่แม้จะด้วยแนวคิดเดียวกันกับวัดพระเชตุพน แต่ที่กําแพงเพชรยังถือทิศตะวันตกอันเป็นทิศแห่งความตายตามคติเดิมว่าเป็นทิศต้องห้ามอยู่ พระพุทธรูปนอนจึงถูกนํามาสร้างไว้ที่ด้านข้างทิศเหนือ เอาพระพุทธรูปนั่งไปไว้ที่ด้านข้างทิศใต้ การที่พระพุทธรูปนอนมาอยู่ที่ด้านทิศเหนือเช่นนี้ ทําให้ได้พระพุทธรูปในท่วงท่าสีหไสยาสน์ที่ผินพระพักตร์ไปทางด้านทิศเหนือ และมีพระเศียรหันไปทางทิศตะวันออกอันเป็นทิศแห่งการมีชีวิตอยู่

กําแพงเพชรจึงได้รูปแทนพระพุทธองค์ในขณะทรงมีพระชนมชีพจําพรรษาอยู่ในพระอารามแห่งหนึ่ง โดยทรงอยู่ในพระ อิริยาบถนอนที่มิได้หันพระเศียรไปทางทิศตะวันตกซึ่งหมายถึงความตายตามคติเดิม และเพื่อให้การลําดับพระพุทธรูปเป็นไปตามแนวคิดเดิม จึงได้สลับที่เอาพระพุทธรูปยืนไว้ด้านหน้าและเอาพระพุทธรูป ลีลาไว้ด้านหลังเสียด้วย

สรุป

บทความนี้เป็นการชี้ให้เห็นข้อแตกต่างอันเป็นแนวคิดในรายละเอียด ท่ามกลางแนวคิดที่เหมือนกันโดยรวมและรูปแบบทาง ศิลปกรรมที่คล้ายคลึงกันระหว่างกําแพงเพชรกับสุโขทัย ที่มีพื้นฐาน ทางพุทธศาสนาเถรวาทจากลังกาเหมือนกัน

ทิศหัวนอนกับทิศตีนนอนซึ่งหมายถึงทิศใต้กับทิศเหนือตามที่ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกของสุโขทัยและเป็นคติของคนไทยสมัยโบราณนั้น เป็นการถือทิศทางตามมหาปรินิพพานสูตรที่ระบุให้ ทิศเหนือเป็นทิศแห่งการตาย การสร้างพระพุทธรูปภายในวัดที่มีอิริยาบถนอนของสุโขทัยและกําแพงเพชรในสมัยโบราณ หมายถึงรูปแทนองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าขณะทรงมีพระชนมชีพจำพรรษาอยู่ในพระอารามแห่งใดแห่งหนึ่ง มิใช่พระพุทธรูปปางปรินิพพาน จึงไม่ทําพระเศียรให้หันไปทางทิศเหนือตามที่กล่าวในพระมหาบรมปรินิพพานสูตร แต่จะทําหันพระเศียรไปทางทิศใต้ผินพระพักตร์มาทางทิศตะวันออก อันเป็นด้านหน้าของอาคารที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูป

แต่ด้วยความจําเป็นทางด้านสุนทรียศาสตร์เมื่อต้องทําให้ พระพุทธรูปนอนทอดยาวตามแนวทิศตะวันออก-ตะวันตก จึงเกิดปัญหาขึ้นว่าควรให้พระเศียรของพระพุทธรูปหันไปทางทิศใดจึงจะเหมาะสม ทิศตะวันตกซึ่งเป็นทิศแห่งความตายตามคติเดิมควรเป็นทิศต้องห้ามสําหรับการสร้างพระพุทธรูปที่หมายถึงพระพุทธองค์ขณะทรงมีพระชนมชีพอยู่ มิให้นอนหันพระเศียรไปทางทิศนั้นด้วยหรือไม่ เพราะทิศแห่งการตายในพระสรีระของพระพุทธองค์ได้กําหนดชัดเจน แล้วว่าเป็นทิศเหนือในพระไตรปิฎก ดังนั้น แม้ว่าพระพุทธรูปนอนจะหันพระเศียรไปทางทิศตะวันตกก็มิได้หมายความว่าพระพุทธองค์ทรง นอนสิ้นพระชนม์อยู่

ทั้งสองแนวคิดในรายละเอียดที่แตกต่างกันคงไม่ใช่สาระ สําคัญในเรื่องชี้ผิดชี้ถูก เพราะความสําคัญอยู่ที่ความคิดที่แตก ต่างกันนี้ปรากฏให้เห็นระหว่างสุโขทัยกับกําแพงเพชร ในการสร้างพระพุทธรูปนอนที่วัดพระเชตุพนกับวัดพระสี่อิริยาบถ จึงเป็นหลักฐานอีกอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าผู้ที่ขึ้นมีอํานาจที่เมืองกําแพงเพชรนั้น มิใช่คนของสุโขทัย แต่ควรจะมาจากที่อื่น (โดย หลักฐานอื่นว่าเป็นสุพรรณบุรี) เหมือนกับที่แสดงให้เห็นเกี่ยวกับแนวคิดในการเลือกภูมิประเทศในการสร้างเมืองกําแพงเพชรด้วย


ข้อมูลจาก

พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. หาพระหาเจ้า, สำนักพิมพ์มติชน กันยายน 2545

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป