นิทานพื้นบ้านจีนอายุนับพันปี กับ“ความรัก”สะเทือนฟ้าดิน

หนุ่มเลี้ยงควายกับสาวทอผ้า 1 ใน 4 นิทานพื้นบ้านที่งดงามทางวรรณกรรมและสะท้อนสังคมได้อย่างดี (ภาพเขียนภายในพระราชวังฤดูร้อน ภาพจาก wikimedia.org )

ขณะที่โลกตะวันตกมี “วาเลนไทน์” เป็นวันแห่งความรัก ในโลกตะวันออก จีนก็มีการอ้างอิง “วัน 7 ค่ำ เดือน 7” เป็นวันแห่งความรักเช่นกัน วันที่ (7ค่ำ เดือน 7) คู่รักทรหดหนุ่มเลี้ยงควายกับสาวทอผ้า (บ้างเรียกหนุ่มเลี้ยววัวกับสาวทอผ้า) ข้ามทางช้างเผือกมาพบกันปีละครั้ง และเป็น 1 ใน 4 นิทานพื้นบ้านชืื่อดังของจีน ได้แก่ 1.หนุ่มเลี้ยงควายกับสาวทอผ้า 2.นางพญางูขาว 3.ม่านประเพณี 4. เมิ่งเจียงหนี่ว์

นิทานพื้นบ้านทั้ง 4 เรื่อง เล่ากันมาอย่างแพร่หลายในหมู่ประชาชนจีน ทั้งในและนอกประเทศเป็นเวลานับพัน ๆ ปี เนื้อหาบางถิ่นอาจแตกต่างกันไปบ้างจากการเพิ่มเติมหรือตกหล่นไป หากยังเป็นที่นิยมแพร่หลาย ภายหลังจึงมีการถ่ายทอดในรูปแบบอื่น เช่น งิ้ว, หนังสือ, ละคร, ภาพยนตร์, ซีรีส์ ฯลฯ ส่วนสาเหตุที่นิทานทั้งสี่ได้รับการยกย่องเป็นนิทานพื้นบ้านชื่อดังของจีนนั้น  นอกจากความงดงามในด้านวรรณกรรมแล้ว ยังมีเนื้อหาที่สะท้อนสังคมเป็นอย่างดีอีกด้วย ซึ่งก่อนจะกล่าวถึงนั้น ขอสรุปเนื้อหาหลักของแต่ละเรื่องก่อน ดังนี้

หนุ่มเลี้ยงควายกับสาวทอผ้า  

ความรักต่างชนชั้นของหนุ่มเลี้ยงควายกับสาวทอผ้า ที่ว่ามีหนุ่มเลี้ยงควายที่มีจิตใจงดงามแต่ยากจน วันหนึ่งควายแก่ (นิทานว่าเป็นเทพกระบือบนสวรรค์) ใกล้ตายเห็นใจความอาภัพของเจ้าหนุ่มจึงช่วยให้เขาได้พบรักกับสาวทอผ้า (ซึ่งเป็นเทพธิดาดาวสาวทอผ้า) ทั้งสองรักและได้อยู่กินฉันสามีภรรยาจนมีลูกด้วยกัน

ต่อมาเรื่องดังกล่าวทราบถึงเจ้าแม่แห่งสวรรค์ (ซีหวางหมู่) จึงมีพระบัญชาให้สาวทอผ้ารีบกลับสวรรค์ แม้ใจจะไม่อยากกลับแต่สาวทอผ้าก็ไม่สามารถขัดพระบัญชาได้ หนุ่มเลี้ยงวัวเองพาลูก ๆ ตามสาวทอผ้า แต่เจ้าแม่แห่งสวรรค์ใช้ปิ่นปักผมกรีดท้องฟ้าให้เป็นคงคาสวรรค์ (ทางช้างเผือก) ขวางคั่นทั้งคู่ แต่เทวราชแห่งสวรรค์ (เทียนตี้) เวทนาจึงประทานพรให้ทั้งคู่ได้พบกันปีละครั้งในคืนวัน 7 ค่ำ เดือน 7 โดยนกสาลิกาปากดำบินต่อกันเป็นสะพานข้ามทางช้างเผือกให้ทั้งสองคน

นางพญางูขาว

เมื่อไป๋ซูเจิน-นางพญางูขาว และนางงูเขียวลูกสมุนที่บำเพ็ญเพียรจนกลายร่างเป็นมนุษย์ได้เกิดพบรักกับสี่ว์เซียน-บัณฑิตหนุ่มและลงเอยเป็นครอบครัวอยู่ด้วยกัน โดยที่ชายหนุ่มไม่รู้ว่าภรรยาเป็นปีศาจงู วันหนึ่งมีนักบวชผ่านมาพบกับครอบครัวนี้ เขาดูออกว่านี้เป็นปีศาจกับมนุษย์อยู่กินด้วยกันและเห็นว่าไม่ถูกต้อง ผิดกฎสวรรค์ จึงวางแผนทำให้สี่ว์เชียนรู้ความจริงว่าภรรยาเป็นปีศาจงูแปลงร่างมา และจับนางไปขังไว้ที่เจดีย์ริมทะเลสาบซีหู เมืองหังโจว (ปัจจุบันอยู่ในมณฑลเจ้อเจียง) เป็นเวลายาวนาน ภายหลังนางงูเขียวที่หนีรอดได้ไปฝึกฝนบำเพ็ญเพียรย้อนกลับมาช่วยนางงูขาวได้ และได้กลับมาครองรักดังเดิม (บางว่าลูกของนางพญางูขาวกลับมาช่วย)

ใบปิด “ม่านประเพณี” ของชอว์บาร์เดอร์ นางเอกต้องปลอมเป็นชาย เพราะสังคมไม่ให้ผู้หญิงไปโรงเรียน (ภาพจาก stardom/pantip.com)

ม่านประเพณี

บางเรียกว่า “เหลียงซานป๋อจู้อิงไถ่” ตามชื่อพระ-นางในเรื่อง จู้อิงไถ่ต้องปลอมเป็นชายเพื่อให้ได้เรียนหนังสือที่เมืองหังโจวในยุคที่สังคมไม่ให้ผู้หญิงไปโรงเรียน ที่นั่นเธอได้พบกับบัณฑิตหนุ่มชื่อว่าเหลียงซานป๋อ ทั้งสองคบหากันดูแลกันฉันมิตรที่ดี เมื่อจบการศึกษาจู้อิงไถ่ที่แอบหลงรักเหลียงซานป๋อจึงบอกว่าตนมีน้องสาวสวยที่บ้าน ชื่อจู้อิงไถ่ ให้รับไปทาบทามติดต่อ เหลียงซานป๋อเองก็ชื่นชมจู้อิงไถ่จึงเดินทางไปบ้านของนางและได้รู้ความจริง แต่มันก็สายเกินไป เพราะพ่อแม่ของนางได้ยกนางให้คุณชายบ้านอื่นไปแล้ว เหลียงซานป๋อรู้ว่าตนเองไร้วาสนากลับมาบ้านก็ตรอมใจไม่นานก็เสียชีวิต

จู้อิงไถ่เองก็ไม่สามารถขัดคำสั่งพ่อแม่ที่บังคับให้แต่งงานแบบคลุมถุงชน วันที่เกี้ยวมารับเจ้าสาวที่บ้าน จู้อิงไถ่ขอให้หยุดเกี้ยวระหว่างทาง เพื่อนางจะได้คารวะหลุมศพของเหลียงซานป๋อเป็นครั้งสุดท้าย ทันใดก็เกิดนิมิตรประหลาดท้องฟ้าแปรปรวนเกิดลมพายุ หลุมศพของเหลียงซานป๋อแยกเปิดออก จู้อิงไถ่กระโดดลงไปหลุมฝังศพก็ปิดดังเดิม ลมพายุก็สงบ ดอกไม้ผลิบานผีเสื้อโบยบิน

เมิ่งเจียงหนี่ว์

เมี่งเจียงหนีว์ (ภาพจาก www.thepaper.com)

เมิ่งเจียงหนี่ว์เป็นชื่อนางเอกของเรื่อง เธอแต่งงานได้ไม่นานสามี-ว่านสี่เหลียงก็ถูกทางการเกณฑ์ไปสร้างกําแพงเมืองจีน ผ่านไปหลายปีก็ไม่มีข่าวคราวใดๆ เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วง อากาศก็หนาวเหน็บขึ้นทุกวัน ๆ นางคิดถึงสามีที่อยู่ไกลออกไปทางตอนเหนือว่าเขาจะต้องทนหนาวเพียงใด จึงลงมือเย็บเสื้อกันหนาวด้วยตัวเอง แล้วออกเดินทางตามหาว่านสี่เหลี่ยงที่ไปสร้างกําแพงเมืองจีน จึงได้รู้ว่าสามีนางเสียชีวิตแล้ว ส่วนศพของเขาถูกนำไปฝังในกำแพงเหมือนกับคนงานอื่น ๆ ที่เสียชีวิตระหว่างการก่อสร้างกำแพงหมื่นลี้

นางเมิ่งเจียงหนี่ว์เป็นลมล้มพับไปกับพื้น เมื่อฟื้นขึ้นมาเธอร้องไห้อย่างเจ็บปวดอยู่ที่หน้ากําแพง เสียงร้องไห้และความโศกเศร้าของนางสะเทือนถึงฟ้าดิน ทำให้เกิดเหตุอัศจรรย์ลมหนาวส่งเสียงคํารามลั่น ดวงอาทิตย์มืดดับ ฟ้าดินสั่นสะเทือน เกิดเสียงดังสนั่น แล้วกําแพงบางส่วนก็พังทลายลงมา (มีบางตำนานว่าเพื่อให้นางได้เห็นศพสามีที่ถูกฝังอยู่ในกำแพง)

สรุปว่าทั้ง 4 เรื่องเป็นโศกนาฏกรรมรัก การที่พวกเขาต้องถูกพรากจากกันก็ด้วยความแตกต่างของฐานะทางสังคม, จารีตประเพณี, การกดขี่ของผู้ปกครองและอำนาจรัฐ ฯลฯ

ถึงตรงนี้ท่านผู้อ่านคงเห็นเช่นกันว่า เมิ่งเจียงหนี่ว์และสามีคือประชาชนที่ถูกกดขี่จากอำนาจรัฐและผู้ปกครอง, นางพญางูขาวกับบัณฑิตหนุ่ม ปีศาจงู-ความชั่ว อธรรม ส่วนมนุษย์-ความดี ธรรมะ ที่อยู่ร่วมกันไม่ได้ในสายตาของนักบวช, หนุ่มเลี้ยงวัวกับสาวทอผ้า คือภาพสะท้อนของปัญหาชนชั้น ระบบศักดินา, ม่านประเพณี แสดงถึงจารีตประเพณี ความเชื่อ ระเบียบสังคมที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้คน เช่นนั้นฉากเหตุอัศจรรย์ที่ฟ้าดินวิปริต จึงน่าจะแทนพลังของประชาชน ซึ่งสอดคล้องกับภาษิตจีนที่ว่า “น้ำรองรับเรือได้ ก็ล่มเรือได้”

พิจารณาดูเรื่องรักจำพรากแบบนี้ในนิทานหรือวรรณกรรมของไทยก็มีเช่นกัน และบางเรื่องมีเนื้อหาใกล้เคียงกัน เช่น หนุ่มเลี้ยงควายกับสาวทอผ้า-พระสุธน มโนราห์, นางพญางูขาว-นาคี, ม่านประเพณี-แผลเก่า ฯลฯ

นิทานที่บอกเล่ากันปากต่อปากเหล่านี้ จึงไม่ใช่แค่ความบันเทิง แต่เป็นการเผยแพร่ข่าวสาร ความคิด ฯลฯ สู่ผู้คนได้อย่างรวดเร็ว ในวันที่โลกยังไม่มีไวไฟ  


ข้อมูลจาก

ถาวร สิกโกศล. เทศกาลและการเซ่นไหว้, สำนักพิมพ์มติชน 2557

หลี่เฉวียน. (เขมณัฏฐ์ ทรัพย์เกษมชัย แปล) ประวัติศาสตร์จีนฉบับย่อ, สำนักพิมพ์มติชน 2556

วิทยาลัยภาษาจีนปักกิ่ง, มหาวิทยาลัยครูหนานจิง, มหาวิทยาลัยครูอันฮุย. ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีน, สำนักพิมพ์สุขภาพใจ 2550

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป