| ผู้เขียน | ธนกฤต ก้องเวหา |
|---|---|
| เผยแพร่ |
ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ การได้สักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ หรือพระพุทธรูปองค์สำคัญ ย่อมเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ส่งเสริมให้เจริญก้าวหน้าในด้านต่าง ๆ และช่วยให้จิตใจสงบ ผ่องใส ก่อนเริ่มศักราชใหม่ด้วยความสุข
“ศิลปวัฒนธรรม” จึงรวบรวม 9 พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ จาก 8 วัดดัง พระอารามหลวงในกรุงเทพมหานครที่ควรกราบไหว้ หรือขอพรตามความปรารถนา ซึ่งล้วนเป็นพระพุทธรูปสำคัญที่มีประวัติความเป็นมาเก่าแก่ยาวนาน ควรค่าแก่การไปสักการบูชาสักครั้งในชีวิต ดังนี้
1. พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือ “พระแก้วมรกต” วัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว)
พระแก้วมรกต คือพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองที่คนไทยรู้จักกันดี เป็นพระประธานปางสมาธิ ทำด้วยรัตนะสีเขียวเนื้อเดียวกันทั้งองค์ ประดิษฐานอยู่ในบุษบกทองคำ ณ วัดพระศรีรัตนศาสนาดาราม ในพระบรมมหาราชวัง
พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ในประเทศไทยมาตั้งแต่ พ.ศ. 2321 เป็นที่มาของชื่อ “กรุงรัตนโกสินทร์” ซึ่งมีความหมายถึงองค์พระแก้ว คือ แก้วของพระอินทร์ และมีความเชื่อว่า พระแก้วมรกตประดิษฐานอยู่ ณ ที่แห่งใด ที่นั้นจะมีแต่ความสุขเจริญรุ่งเรือง

2. พระพุทธชินราช วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม
พระพุทธรูปสำริด ปางมารวิชัย นั่งสมาธิราบ จำลองแบบจากพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุฯ จังหวัดพิษณุโลก ประดิษฐานเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนารามราชวรวิหาร เขตดุสิต
พระพุทธชินราชจำลองนี้หล่อด้วยทองคำหนักถึง 3,940 ชั่ง เป็นพระพุทธรูปในศิลปะแบบสุโขทัย มีเรือนแก้ว และประทับนั่งเหนือรัตนบัลลังก์หินอ่อน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 มีพระราชดำริให้หล่อเป็นพระประธานในพระอุโบสถหินอ่อนวัดเบญจมบพิตรฯ เมื่อ พ.ศ. 2444

3. และ 4. พระโต กับพระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศวิหารราชวรมหาวิหาร
พระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหารราชวรมหาวิหาร เขตพระนคร มีพระพุทธรูปสำคัญถึง 2 องค์ คือ พระประธาน (พระโต) และพระพุทธชินสีห์
พระโตเป็นพระพุทธรูปโบราณองค์ใหญ่ เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดสะพาน เมืองเพชรบุรี ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “พระโต” สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ (วังหน้าในรัชกาลที่ 3) ทรงให้อัญเชิญมาเป็นพระประธานในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหารฯ

ส่วนพระพุทธชินสีห์เป็นพระพุทธรูปสำคัญของหัวเมืองฝ่ายเหนือ มีความเก่าแก่จากประวัติการสร้างในตำนานพระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกสร้างเมืองพิษณุโลกเมื่อ พ.ศ. 1500 เดิมประดิษฐานอยู่ในพระวิหารด้านหนือของวัดพระศรีรัตนมหาธาตุฯ จังหวัดพิษณุโลก และเป็นสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพอีกเช่นกันที่ทรงให้อัญเชิญมาประดิษฐานยังวัดบวรนิเวศวิหารฯ เมื่อ พ.ศ. 2372
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สมัยยังทรงผนวช และครองวัดบวรนิเวศวิหารฯ ทูลขอพระบรมราชานุญาต พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 เพื่ออัญเชิญพระพุทธชินสีห์มาเป็นพระประธานในพระอุโบสถ ออกสถิตหน้าพระโต
5. พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร หรือ “หลวงพ่อทองคำ” วัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร
พระพุทธรูปปางมารวิชัย นั่งสมาธิราบ ประดิษฐานอยู่ ณ พระวิหาร วัดไตรมิตรวิทยาราม เขตสัมพันธวงศ์ “กินเนสส์บุ๊ก” ค.ศ. 1991 บันทึกว่า หลวงพ่อทองคำวัดไตรมิตรฯ เป็นพระพุทธรูปทองคำแท้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก มีมูลค่าสูงกว่า 21 ล้านปอนด์
นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า หลวงพ่อทองคำเป็นพระพุทธรูปจากวิหารวัดมหาธาตุ กรุงสุโขทัย ตามที่อ้างถึงในศิลาจารึกหลักที่ 1 (ศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหง) เท่ากับว่าองค์พระจะมีอายุกว่า 700 ปี
เมื่อ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงมีพระบรมราชโองการให้อัญเชิญพระพุทธรูปกว่าพันองค์ตามวัดร้างในสุโขทัยมาไว้ที่วัดพระเชตุพนฯ (วัดโพธิ์) หลวงพ่อทองคำก็คือหนึ่งในนั้นด้วย แต่อยู่ในสภาพมีปูนปั้นหุ้มทั้งองค์
วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2498 ระหว่างย้ายองค์พระเข้าพระวิหารของวัดไตรมิตรวิทยารามฯ (ขณะนั้นชื่อ วัดสามจีน) ปรากฏว่าปูนตรงพระอุระแตกจนเห็นเนื้อทองคำด้านใน เมื่อกระเทาปูนออกจึงพบว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำทั้งองค์

6. หลวงพ่อศาสดา วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร
พระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อสมัยสุโขทัย เป็นพระประธานของพระอุโบสถวัดสุวรรณารามราชวรวิหาร เขตบางกอกน้อย ซึ่งเดิมชื่อ “วัดทอง” มีอายุราวปลายสมัยอยุธยา และเคยเป็นลานประหารชีวิตเชลยพม่าสมัยกรุงธนบุรี ก่อน รัชกาลที่ 1 จะโปรดเกล้าฯ ให้บูรณปฏิสังขรณ์ แล้วพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดสุวรรณาราม”
มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับการไหว้ขอพรหลวงพ่อศาสดา คือผู้คนมักจะมาบนบานเรื่องเกี่ยวกับเกณฑ์ทหาร แล้วแก้บนด้วยการ “วิ่งม้า” แต่เป็นคนวิ่งกับม้าก้านกล้วยหรือผ้าขาวม้า (แทนม้าจริง) โดยมีข้อควรทราบคือห้ามพูดคำว่า “ขอ” เป็นอันขาด

7. พระพุทธปฏิมากร วัดหนังราชวรวิหาร
พระพุทธรูปประธานปางมารวิชัย ศิลปะสุโขทัย หล่อด้วยโลหะ ประดิษฐานในพระอุโบสถวัดหนัง เขตจอมทอง เป็นวัดเก่าสมัยอยุธยา สร้างในรัชกาล สมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 9 (พระเจ้าท้ายสระ, พ.ศ. 2251-2275) และกลายเป็นวัดร้างอยู่กว่าร้อยปี ก่อนจะมีการสถาปนาขึ้นใหม่สมัยรัชกาลที่ 3
จากหลักฐานจารึก พระพุทธปฏิมากรเป็นพระพุทธรูปที่เจ้านายราชวงศ์พระร่วงแห่งกรุงสุโขทัยสร้างขึ้น โดยตรงกับสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) แห่งกรุงศรีอยุธยา แล้วประดิษฐานไว้วัดสำคัญวัดใดวัดหนึ่งในแคว้นสุโขทัย ก่อนอัญเชิญลงมาเมื่อสุโขทัยถูกผนวกเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยา

8. พระพุทธมหาจักรพรรดิ วัดนางนองวรวิหาร
พระประธานทรงเครื่องสำริดปิดทอง ปางมารวิชัย พระพัตร์พุทธศิลป์แบบสุโขทัย ประดิษฐานในพระอุโบสถวัดนางนองวรวิหาร เขตจอมทอง วัดเก่าแก่สมัยอยุธยา ตั้งแต่รัชกาล สมเด็จพระศรีสรรเพชญ์ที่ 8 (พระเจ้าเสือ, พ.ศ. 2246-2251)
พระพุทธมหาจักรพรรดิมีเครื่องทรงเครื่องประดับทุกชิ้นแยกจากองค์พระ (สวมทับ) ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีปั้นลายปิดทองประดับกระจก โดยมงกุฎทรงที่สวมอยู่ในปัจจุบันเป็นองค์ที่ 2 เพราะองค์แรก รัชกาลที่ 3 ให้อัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนยอดนภศูลพระปรางค์วัดอรุณฯ

9. พระพุทธอนันตคุณอดุลญาณบพิตร วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร (วัดราชโอรส)
พระประธานปางสมาธิ วัสดุโลหะ ประดิษฐานในพระอุโบสถวัดราชโอรส วัดประจำรัชกาลที่ 3 เดิมเรียก “วัดจอมทอง” พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้หล่อขึ้น เมื่อสิ้นรัชกาล รัชกาลที่ 4 ทรงถวายพระนามพระพุทธรูปว่า “พระพุทธอนันตคุณอดุลญาณบพิตร” และให้อัญเชิญพระสรีรังคารรัชกาลที่ 3 มาประดิษฐานไว้ฐานพระพุทธรูป
ปัจจุบันเหนือองค์พระปฏิมายังได้ประดิษฐาน “นพปฎลมหาเศวตฉัตร” สัญลักษณ์พระมหากษัตริยาธิราช รัชกาลที่ 3 และกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุเมื่อ พ.ศ. 2492

จะเห็นว่าพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ทั้ง 9 องค์ ล้วนมีประวัติเป็นมายาวนาน รวมถึงเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์ชาติไทยและบูรพกษัตริย์ทั้งสิ้น การได้ไปกราบไว้นมัสการจึงเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองอย่างยิ่ง
อ่านเพิ่มเติม :
- พระพุทธโสธร พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ลอยน้ำในตำนานแต่ครั้งรัชกาลที่ 5
- ทำไม “พระพุทธชินราช” จึงเป็นพระพุทธรูปที่มีการจำลองมากที่สุด?
- “หลวงพ่อโสธร” พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แห่ง “วัดโสธรวราราม” ที่ใครไปไหว้ห้ามขอพรอยู่ 2 เรื่อง!
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
กองบรรณาธิการข่าวสด. (2557). ไหว้พระประธาน 77 จังหวัด. กรุงเทพฯ : มติชน.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 ธันวาคม 2568





