“ท้าวทรงกันดาล (ทองมอญ)” สตรีมอญผู้เชื่อม 3 สมัย “กรุงเก่า-กรุงธนฯ-กรุงเทพฯ”

พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี ประกอบเรื่อง ท้าวทรงกันดาล (ทองมอญ)
พระราชวังเดิม กรุงธนบุรี

ท้าวทรงกันดาล (ทองมอญ) เป็นสตรีชาวมอญผู้มีบทบาทสำคัญช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของประวัติศาสตร์ไทย

ท่านมีความเกี่ยวพันโดยตรงกับราชสำนักกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงทรงไว้วางพระราชหฤทัยให้ท้าวทรงกันดาลเป็น “แม่วัง” ดูแลรับผิดชอบข้าราชการฝ่ายในทั้งหมดในพระราชวังกรุงธนบุรี

ภาพ “พระราชวังเดิมกรุงธนบุรี” จิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถวัดอัมพวันเจติยาราม สมุทรสงคราม (สงวนลิขสิทธิ์ภาพ)

เอกสารที่กล่าวถึงท้าวทรงกันดาลอย่าง ประวัติศาสตร์ ตระกูลสุลต่านสุลัยมาน (บุตรของดะโต๊ะโมกอล) บอกว่า ท่านสืบเชื้อสายมาจาก พระยาเกียรติ และ พระยาราม หัวหน้าจางวางอาสาชาวรามัญ (มอญ) ที่แปรพักตร์จากฝ่ายพม่า มาสวามิภักดิ์ต่อสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เนื่องจากเคยเป็นศิษย์ของท่านมหาเถรคันฉ่องมาด้วยกันครั้งวัยเยาว์

แต่บางแหล่งก็ว่าท้าวทรงกันดาลเป็นสตรีเชื้อสายมอญ ที่เดินทางเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระมหากษัตริย์สยามในสมัยสมเด็จพระจ้าอยู่หัวบรมโกศ (พ.ศ. 2275-2301) ช่วงอยุธยาตอนปลาย

แต่ที่น่าเชื่อถือมากที่สุดย่อมเป็นบันทึกต้นตระกูลและวงศ์ญาติของ พระยาไชยนันทน์พิพัทธพงศ์ (เชย ไชยนันทน์) เพราะท่านเป็นผู้สืบสกุลโดยตรงของพระยารัตนจักร (หงส์ทอง) จึงมีศักดิ์เป็น “หลานย่า” ของท้าวทรงกันดาล

พระยาไชยนันทน์ฯ เขียนบันทึกดังกล่าวขึ้นใน พ.ศ. 2456 ขณะมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาบริหารราชมานพ บอกเล่าถึงญาติผู้ใหญ่จากความทรงจำของท่านเอง ในบันทึกระบุว่า ตากับยายของท้าวทรงกันดาลเป็นสามีภรรยาชาวรามัญที่มีภูมิลำเนาอยู่เมืองโคราช มีบุตรี 3 คน คนแรกชื่อสายบัว อีก 2 คนไม่ปรากฏนาม แต่บุตรีคนที่ 3 มีบุตรธิดา 4 คน และคนที่ 2 จาก 4 ก็คือเม้ยทอง, ทองมอญ หรือท้าวทรงกันดาลนั่นเอง

ด้านตัวตนสามีของท้าวทรงกันดาลนั้นยังมีความสับสนอยู่ หนังสือ ต้นตระกูลไทย เล่าว่า ท้าวทรงกันดาลเป็นสนมในกรมพระราชวังบวรสถานมงคล (วังหน้า) แห่งกรุงศรีอยุธยา ซึ่งผู้เคยดำรงตำแหน่งดังกล่าวในช่วงปลายอยุธยามีอยู่ 2 พระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศร์ (เจ้าฟ้ากุ้ง) ผู้ที่พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ พระราชบิดาลงราชทัณฑ์จนสิ้นพระชนม์ เพราะมีการกล่าวหาว่าท่านลักลอบเป็นชู้กับเจ้าฟ้าสังวาลย์ พระมเหสีของพระราชบิดา

อีกพระองค์คือพระอนุชาของเจ้าฟ้ากุ้ง คือ เจ้าฟ้าอุทุมพร กรมขุนพรพินิจ (ขุนหลวงหาวัด) ซึ่งได้รับตำแหน่งวังหน้าแทนพระเชษฐา

หนังสือ ประวัติศาสตร์ ตระกูลสุลต่านสุลัยมาน กล่าวว่า สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุวงศ์วรเดช (ทรงมีเชื้อสายท้าวทรงกันดาลทางสมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชชนนี พระชนนีของพระองค์) ทรงเล่าถึงบรรพชนว่า สามีของท้าวทรงกันดาลเป็นหม่อมเจ้า โอรสของพระองค์เจ้าในราชตระกูลกรุงเก่า

ขณะที่บันทึกของพระยาไชยนันทน์ฯ เขียนปะปนกัน บางตอนว่า ย่าของท่านเป็นหม่อมห้ามของหม่อมเจ้าใน “เจ้าฟ้าจีด” (จิตต์) พระเจ้าหลานเธอในสมเด็จพระเพทราชา ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์บ้านพลูหลวง แต่บางตอนก็ว่าท่านเป็นหม่อมห้ามของเจ้าฟ้าจีดเสียเอง

แม้เจ้าฟ้าจีดจะเป็นเจ้านายสูงศักดิ์ แต่ต้องประสบเคราะห์กรรมไม่น้อย เนื่องจากพระองค์เจ้าแก้ว พระบิดาของพระองค์ (พระเจ้าลูกเธอในพระเพทราชา) สนับสนุนเจ้าฟ้าปรเมศร์ ผู้พ่ายแพ้ในศึกชิงราชบัลลังก์กับพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จึงต้องตกอยู่ในสถานะกบฏ ถูกคุมขังอยู่ในบริเวณพระราชวัง

ในช่วงที่บ้านเมืองอยู่ในภาวะระส่ำระสายจากการรุกรานของพม่า และกรุงศรีอยุธยาใกล้เสียเมืองให้กองทัพอังวะ มีผู้ช่วยเหลือเจ้าฟ้าจีดและครอบครัวให้หนีจากที่คุมขัง และเสด็จลี้ภัยไปยังเมืองพิษณุโลก ตามแผนของเจ้าพระยาพิษณุโลก (เรือง) ที่จะเชิดพระองค์เป็นกษัตริย์พระองค์ใหม่หลังกรุงแตก เพราะเป็นพระบรมวงศ์ชั้นสูงของกรุงศรีอยุธยา แต่พระองค์กลับฉวยโอกาสสถาปนาตนเองครองเมืองพิษณุโลก เจ้าพระยาพิษณุโลกจึงยึดเมืองคืน และจับเจ้าฟ้าจีดขังกรงถ่วงน้ำจนสิ้นพระชนม์

สงครามเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา จิตรกรรมฝาผนังภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี
สงครามเมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา จิตรกรรมฝาผนังภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี

“หม่อมทองมอญ” และลูก ๆ จึงต้องอยู่ที่เมืองพิษณุโลกในความปกครองของเจ้าพระยาพิษณุโลก 

กระทั่งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชพิชิตก๊กพระเจ้าฝากและเมืองพิษณุโลกได้ หม่อมทองมอญในฐานะที่เคยเป็นหม่อมห้ามของเจ้านายในราชวงศ์บ้านพลูหลวง คุ้นเคยกับขนบธรรมเนียมประเพณีในราชสำนักมาก่อน จึงมาอยู่กรุงธนบุรี และรับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น “เจ้าคุณใหญ่ท้าวทรงกันดาล”

ในสมัยกรุงธนบุรี ตำแหน่งท้าวทรงกันดาลเป็นตำแหน่งสูงสุดในหมู่ช้าราชบริพารฝ่ายในของสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ ทำหน้าที่คล้ายเป็น “แม่วัง” หรือเลขาธิการพระราชวัง จุดศูนย์กลางของอำนาจการบริหารฝ่ายใน

หม่อมทิม บุตรสาวคนหนึ่งของท้าวทรงกันดาล ยังได้เป็นเจ้าจอมในสมเด็จพระเจ้าตากสินฯ และต่อมาลูกหลานของท่านยังได้สมรสกับเจ้านายจักรีวงศ์หลายพระองค์ ซึ่งหลายท่านคือบรรพชนฝ่ายหญิงของหลาย ๆ ราชสกุล เช่น กุญชร, สุทัศน์, ชุมสาย, อรุณวงศ์, ศิริวงศ์, ภาณุพันธุ์

หม่อมทับ หรือพระอักษรสมบัติ บุตรชายอีกคนของท้าวทรงกันดาล มีธิดาชื่อ ท่านทรัพย์ ซึ่งต่อมาเป็นเจ้าจอมมารดาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 และมีประสูติกาลพระราชโอรสและพระราชธิดาคือ พระองค์เจ้า (ชาย) ศิริวงศ์ และพระองค์เจ้า (หญิง) ลม่อม

พระองค์เจ้า (ชาย) ศิริวงศ์ เหลนของท้าวทรงกันดาลผู้นี้เอง เป็นพระชนกของ หม่อมเจ้าหญิงรำเพย หรือต่อมาคือ สมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินี พระอัครมเหสีในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 คือเป็น “เสด็จตา” ของรัชกาลที่ 5 นั่นเอง

สมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินี

นอกจากนี้ ยังมีสกุลขุนนางอีกหลายสกุลที่สืบเชื้อสายหรือเป็นญาติสนิทของท้าวทรงกันดาล อาทิ ไชยนันทน์, ศรีเพ็ญ, ณ พัทลุง เป็นต้น

ท้าวทรงกันดาล (ทองมอญ) จึงมีส่วนสำคัญที่ทำให้เชื้อสายของคน 3 ยุคสมัย 3 ราชวงศ์ คือ กรุงเก่า กรุงธนบุรี และกรุงเทพฯ เชื่อมต่อกันอย่างไม่ขาดสาย

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

ปเรตร์  อรรถวิภัชน์. บทบาทของชนชาติมอญต่อประวัติศาสตร์ละสังคมของไทย. นิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนเมษายน พ.ศ. 2551.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2568