ภาชนะดินเผาลายกลีบบัว มรดกล้ำค่าจากสุวรรณภูมิ ต้นรากศิลปกรรม “โลโก้การบินไทย”

โลโก้การบินไทย
สัญลักษณ์ (โลโก้) การบินไทยในปัจจุบัน (ภาพ : การบินไทย)

ภาชนะดินเผาลายกลีบบัว มรดกล้ำค่าจากดินแดนสุวรรณภูมิ ต้นรากศิลปกรรม “โลโก้การบินไทย”

“สุวรรณภูมิ” ดินแดนอันรุ่งเรืองในอุษาคเนย์เมื่อหลายพันปีก่อน เป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมและศิลปกรรมอันงดงามของไทย เช่น ภาชนะดินเผา ที่เกิดจากภูมิปัญญาแห่งยุคสมัย อาทิ ภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาเผาบ้านบางปูน ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีลวดลายวิจิตรบรรจง อาทิ ลายหงส์ เทพนม ฯลฯ รวมทั้งลายกลีบบัวที่อ่อนช้อยงดงาม เป็นลวดลายศิลปกรรมที่อวลอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยจากรุ่นสู่รุ่นสืบมาปัจจุบัน

โลโก้การบินไทย
พัฒนาการสัญลักษณ์ (โลโก้) ของการบินไทยตั้งแต่ยุคก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน (ภาพ : การบินไทย)

การบินไทย ในฐานะสายการบินแห่งชาติ ที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงกระทั่งครบรอบ 65 ปี ใน พ.ศ. 2568 ได้เคารพและให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2503 โดยนำเสนอความเป็นไทยในแง่มุมต่างๆ ออกสู่สายตาชาวโลกอย่างภาคภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการด้วยหัวใจ และด้วยความสุภาพ อ่อนหวาน อาหารบนเครื่องบินที่มอบประสบการณ์สุดพิเศษ ด้วยการนำวัตถุดิบชั้นเยี่ยมทั่วไทยมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารไทยร่วมสมัย เพื่อให้ทั่วโลกรู้จักและหลงรักเมืองไทยมากขึ้น

ความเป็นไทยอีกประการที่การบินไทยนำเสนอมาแล้วถึง 50 ปี คือ ตราสัญลักษณ์ หรือโลโก้การบินไทย ที่ได้แรงบันดาลใจจาก “ใบเสมา” สื่อถึงความเร็วที่ทะยานในท้องฟ้า ออกแบบด้วยการใช้ลายเส้นอ่อนช้อย สง่างาม ขณะเดียวกันก็สามารถมองได้เป็นกลีบดอกไม้แสนงาม คล้ายคลึงกับลวดลายที่ปรากฏบนภาชนะดินเผาลายกลีบบัว ที่แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน สะท้อนการถ่ายทอดรูปแบบศิลปกรรมไทยจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างน่าทึ่ง

แผนที่สุวรรณภูมิ โลโก้การบินไทย
แผนที่แสดงดินแดนสุวรรณภูมิบนแผ่นดินใหญ่หรือภาคพื้นทวีป ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางภูมิภาคอุษาคเนย์ มีคาบสมุทรยื่นยาวลงทางใต้ ขนาบด้วยทะเลจีนใต้ทางตะวันออกกับทะเลอันดามันทางตะวันตก

“สุวรรณภูมิ” ดินแดนทองแห่งอุษาคเนย์

“สุวรรณภูมิ” เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า “ดินแดนทอง” เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีบ้านเมืองระดับรัฐเริ่มแรกของผู้คนมากความรู้และมีประสบการณ์ก้าวหน้าเรื่องทองสำริดเมื่อหลายพันปีก่อน ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งแร่ทองแดงและดีบุก ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติสำคัญตั้งแต่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ป่าสัก ต่อเนื่องถึงลุ่มน้ำโขง

สุจิตต์ วงษ์เทศ นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ เล่าว่า สุวรรณภูมิเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักเดินทางเสี่ยงโชคค้าขายทางไกลจากอินเดีย เมื่อราว 2,5000 ปีมาแล้ว

สุวรรณภูมิไม่เป็นอาณาจักร ไม่เป็นรัฐ และไม่ใช่ชื่อพื้นเมืองหรือท้องถิ่น แต่เป็นชื่อที่คนภายนอกใช้เรียกขาน อีกทั้งสุวรรณภูมิไม่น่าจะมีขอบเขตแน่นอนในอุษาคเนย์ เพราะในเอกสารและหลักฐานแวดล้อมไม่ได้ระบุตำแหน่งที่ตั้งอย่างจำเพาะเจาะจงว่าเป็นที่ใดที่หนึ่ง แต่เบาะแสคำนี้สื่อไปถึงแผ่นดินใหญ่ภาคพื้นทวีป กินอาณาบริเวณที่ปัจจุบันเป็นประเทศต่างๆ อาทิ มาเลเซีย, ไทย, พม่า, กัมพูชา, เวียดนาม, ลาว ส่วนหมู่เกาะมีคำเฉพาะต่างหากว่า “สุวรรณทวีป”

พลังกระตุ้นที่ทำให้สุวรรณภูมิเติบโต คือ การค้าระยะไกลทางทะเลของนักเสี่ยงโชคทางการค้าจากอินเดียแล้วขยายไปจีน ส่วนการเผยแผ่ศาสนาพุทธสู่สุวรรณภูมิเป็นผลพลอยได้ในสมัยหลัง ที่พุทธศาสนาถูกนำมาใช้ทางการเมืองเพื่อการค้าทางไกลสมัยนั้น

เมื่อสุวรรณภูมิเป็นชุมทางการค้าระยะไกลทางมหาสมุทรระหว่างอินเดียกับจีน จึงทำให้ดินแดนนี้มั่งคั่ง สมนามดินแดนทอง และยังเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ นำสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมและองค์ความรู้ต่างๆ

ชื่อเสียงของสุวรรณภูมิเลื่องลือไกล ปรากฏในบันทึกของชาวต่างชาติหลายฉบับ 

คลอดิอุส ปโตเลมี โลโก้การบินไทย
คลอดิอุส ปโตเลมี (ภาพ : Wikimedia Commons)

จดหมายเหตุต่างชาติชิ้นเก่าแก่สุดที่อ้างถึงดินแดนที่มีชื่อตรงกับสุวรรณภูมิ คือ ตำราภูมิศาสตร์ “Cosmographia” โดย ปอมโปนิอุส เมลา (Pomponius Mela) นักภูมิศาสตร์ชาวโรมันเชื้อสายสเปนตอนใต้ ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษแรก ระบุว่า “Chryse” หรือ “แผ่นดินทอง” ตั้งอยู่ทางตะวันออกของอินเดีย แต่ด้วยความรู้ที่จำกัดทำให้ชาวตะวันตกยุคนั้นเข้าใจผิดว่าสุวรรณภูมิเป็นเกาะ

อย่างไรก็ดี เอกสารชิ้นสำคัญที่สุดที่ทำให้ชาวตะวันตกยุคต่อๆ มา รู้จักสุวรรณภูมิ คือ จดหมายเหตุ “Geographia” โดย คลอดิอุส ปโตเลมี (Claudius Ptolemy) นักภูมิศาสตร์และดาราศาสตร์ชาวกรีกเลือดผสมอียิปต์ ผู้เป็นหัวหน้าบรรณารักษ์ที่หอสมุดเมืองอเล็กซานเดรีย เมืองท่าสำคัญของกรีก ช่วง ค.ศ. 127-150 จดหมายเหตุนี้ระบุว่า แผ่นดินทองเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินใหญ่ เพราะใช้คำว่า “Aurea Regio” ซึ่งหมายถึงแผ่นดินทอง และบอกว่าหากจะไปให้ถึงแหลมทอง (Chersonese) ต้องไปที่ท่าเรือ Alosygni ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่า น่าจะหมายถึงบริเวณปากแม่น้ำโคทาวารีในอินเดีย

เวลาผ่านไปกว่าพันปี สุวรรณภูมิก็ได้รับการกล่าวขานในโลกตะวันตกอีกครั้ง เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 มีการแปลความรู้เก่าแก่ของกรีกโรมันเป็นภาษาละติน แผนที่ของชาวยุโรปในสมัยนั้นจึงเรียกพื้นที่อุษาคเนย์ โดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทยว่า “แผ่นดินทอง” ก่อนเปลี่ยนเป็นเรียกว่า “เสียน” หรือ “สยาม” ในช่วงหลัง ค.ศ. 1550 หรือกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16

สุวรรณภูมิจึงเป็นดินแดนที่รุ่งเรือง และได้รับการกล่าวถึงในอีกซีกโลกมาอย่างยาวนาน

แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี โลโก้การบินไทย
แบบจำลองแหล่งเตาเผาบ้านบางปูน ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี

“แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน” ประจักษ์พยานความรุ่งเรืองเมืองสุพรรณบุรี

สุพรรณบุรี เป็นเมืองเก่าแก่ที่สำคัญของไทยมานานกว่าพันปี มีพัฒนาการของเมืองมาอย่างต่อเนื่อง มีประจักษ์พยานความรุ่งเรือง คือ แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี หรือแม่น้ำท่าจีน

ข้อมูลของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี ระบุว่า พบร่องรอยเตาเผาและชิ้นส่วนภาชนะกระจายเป็นทางยาวประมาณ 7 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่เขตตำบลรั้วใหญ่ ตำบลพิหารแดง ตำบลโพธิ์พระยา และตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ห่างจากตัวเมืองสุพรรณบุรีไปทางทิศเหนือราว 7.5 กิโลเมตร

เตาเผาโบราณแห่งนี้มีลักษณะเป็นเตาแบบระบายความร้อนแนวนอน หลังคาเตาโค้งรีคล้ายประทุนเรือหรือหลังเต่า ใช้ไม้ไผ่เป็นโครงสร้างหลังคา แล้วพอกด้วยดินเหนียวจนทั่ว อาจมีการสุมไฟเพื่อไล่ความชื้น และช่วยให้โครงสร้างเตาที่ประกอบด้วยดินผสมวัสดุอื่นๆ อยู่ตัว

เครื่องปั้นดินเผาซึ่งพบที่แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน เป็นภาชนะทรงชาม อ่าง ไหก้นกลม และไหเท้าช้าง ขึ้นรูปด้วยวิธีขดดินเป็นเส้นและใช้แป้นหมุน เมื่อนำไปเผาด้วยอุณหภูมิที่มีความร้อนไม่เท่ากัน ทำให้ได้ภาชนะทั้งประเภทเนื้อดิน (earthenware) และเนื้อแกร่ง (stoneware) ซึ่งคงทนแตกต่างกัน

รวมทั้งมีการตกแต่งภาชนะทั้งการเคลือบน้ำดิน เขียนสี ขุดเป็นลายรูปเมล็ดข้าว ลายขูดขีดโครงร่างรูปสัตว์ ขาดไม่ได้ คือ ลายกดประทับลวดลายในกรอบสี่เหลี่ยม ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของแหล่งเตาเผาบ้านบางปูน

ลวดลายกดประทับที่พบมีหลากหลายลวดลาย ล้วนแต่งดงาม สะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น

ลายหงส์

ลายกลีบบัว คล้ายลายเฟื่องอุบะหรือลายกรุยเชิง

ลายเทพนม เป็นบุคคลสวมเครื่องประดับ พนมมือที่อก ขา 2 ข้างอยู่ในลักษณะคล้ายท่าเหาะ

ลายในกรอบรูปกลีบบัว เป็นบุคคลสวมเครื่องประดับนั่งชันเข่า มือซ้ายวางบนเข่า ส่วนมือขวายกเสมอศีรษะ

ลายบุคคลคล้องช้าง เป็นบุคคลสวมเครื่องประดับ ถือคันจาม (ไม้ยาวติดเชือกบาศ ใช้ถือเวลาคล้องช้าง) ด้านหน้าบุคคลมีช้างสวมเครื่องประดับ สันนิษฐานว่า อาจเป็นการคล้องช้างของชนชั้นสูง

ลายพระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นภาพบุคคลสวมเครื่องประดับถือคันไถเทียมวัว 1 คู่ สะท้อนวิถีชีวิตผู้คนที่มีการทำนาปลูกข้าวเป็นหลัก จึงได้เกิดพระราชพิธีตามความเชื่อ เพื่อบูชาเทวดาและทำขวัญพืชพันธุ์ให้มีความอุดมสมบูรณ์

ลายนักรบบนหลังม้า

ลายบุคคลกำลังขึ้นม้า

ลายนักรบถืออาวุธและโล่

ลายนักรบบนหลังช้าง

แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี โลโก้การบินไทย
แบบจำลองแหล่งเตาเผาบ้านบางปูน ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี

แม้เมืองสุพรรณบุรีจะมีประวัติสืบย้อนไปได้ถึงยุคทวารวดี แต่ไม่ได้หมายความว่าแหล่งเตาเผาบ้านบางปูนจะเกิดขึ้นในยุคนั้นด้วย ประเด็นนี้ ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี เผยว่า นักโบราณคดีส่วนใหญ่สันนิษฐานว่า แหล่งเตาเผาบ้านบางปูนมีอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-20 หรือมากกว่านั้นอาจขึ้นไปได้ถึงพุทธศตวรรษที่ 17 สอดรับกับการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยค่าคาร์บอน-14 (C-14)

หากแหล่งเตาเผาบ้านบางปูนมีอายุในช่วงนี้ก็จะสอดคล้องกับหลักฐานต่างๆ เช่น พระพุทธรูป ซึ่งมีลักษณะ “พระพุทธรูปอู่ทอง” ในกลุ่มวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสุพรรณบุรี อาทิ พระพุทธรูปที่วัดวัดพิหารแดงและวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี บริเวณเดียวกับแหล่งเตาเผาบ้านบางปูน

ศิริพจน์ ขยายความถึงคำว่า “อู่ทอง” ด้วยว่า ในทางศิลปะปรากฏขึ้นครั้งแรกในหนังสือ “โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร” เขียนโดย ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2472 เซเดส์อธิบายว่า พระพุทธรูปแบบนี้อาจสร้างขึ้นก่อนหรือหลังการสร้างกรุงศรีอยุธยาโดยพระเจ้าอู่ทอง (พ.ศ. 1893) อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ศิลปะกระแสหลักส่วนใหญ่ในปัจจุบัน มักกำหนดอายุศิลปะอู่ทองให้อยู่ในช่วงก่อนพระเจ้าอู่ทองสถาปนากรุงศรีอยุธยาราว 100 ปี ลงมาจนถึงช่วงต้นของกรุงศรีอยุธยา ที่ยังคงสร้างงานตามแบบขอมผสมทวารวดี ซึ่งอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-20

ช่วงอายุดังกล่าว เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับอายุของแหล่งเตาบ้านบางปูน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่บริเวณนี้ในอดีต

ภาชนะดินเผา ลายกลีบบัว โลโก้การบินไทย พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี
ภาชนะดินเผาลายกลีบบัว จากแหล่งเตาเผาบ้านบางปูน ที่โลโก้การบินไทยมีลักษณะคล้ายคลึงลายกลีบบัวนี้ ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี

ภาชนะดินเผาลายกลีบบัว แรงบันดาลใจศิลปกรรมไทย ต้นเค้าโลโก้การบินไทย

หนึ่งในลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์บนภาชนะดินเผา แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน คือ “ลายกลีบบัว” ซึ่งลวดลายนี้คล้ายคลึงกับลายเฟื่องอุบะ หรือลายกรุยเชิง (ลายกรวยเชิง) คือลายที่เปรียบเสมือนดอกไม้ถวายพระ

พชรี ลีละศร อธิบายถึงลายกรวยเชิงว่า เป็นหนึ่งในลวดลายประดับที่ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอในศิลปกรรมแขนงต่างๆ ทั้งในงานสถาปัตยกรรม จิตรกรรม หรือประติมากรรม โดยเฉพาะตามศาสนสถาน เห็นได้ว่ามีการทำลายกรวยเชิงประดับบนงานปูนปั้นอยู่หลายแห่ง การใช้ลายกรวยเชิงในการตกแต่งงานศิลปกรรมนั้น โดยหลักก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงการสิ้นสุดของขอบที่เป็นส่วนล่างในงานศิลปกรรม

โฆษณาสายการบินไทย โลโก้การบินไทย ลายกลีบบัว
โฆษณาสายการบินไทยในทศวรรษที่ 2520

การประดับลายกรวยเชิงพัฒนามาจากลายเฟื่องอุบะของอินเดีย และปรากฏในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เดิมการตกแต่งด้วยลายกรวยเชิงได้รับการยอมรับในกลุ่มช่างแขนงต่างๆ จึงมีการนำมาใช้ประดับตามสถานที่หรือศาสนาที่สำคัญ มักใช้คู่กับลายเฟื่องอุบะ จะสร้างลวดลายภายในให้เหมือนหรือต่างกันก็ได้ ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัว

เท่าที่พบ การประดับลายกรวยเชิงมีมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 มักปรากฏอยู่ในศิลปกรรมของขอม และยังมีอยู่ในศิลปกรรมพุกาม สุโขทัย และล้านนาอีกด้วย โดยแต่ละแห่งมีการพัฒนาและประดับด้วยลายกรวยเชิงสืบเนื่องต่อกันมาโดยตลอดถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา

สายการบินไทย โลโก้การบินไทย
โฆษณาสายการบินไทยในอดีต ซึ่งโลโก้การบินไทยยังเป็นแบบเก่า (ภาพ : การบินไทย)

ด้านตราสัญลักษณ์ของการบินไทยนั้นมีพัฒนาการยาวนาน แรกเริ่มใช้เป็นรูป “ตุ๊กตารำไทย” ออกแบบโดย หม่อมเจ้าไกรสิงห์ วุฒิชัย กระทั่ง พ.ศ. 2518 ได้เปลี่ยนมาใช้ตราสัญลักษณ์ใหม่ที่มีรูปลักษณ์อย่างที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน โดยคณะออกแบบได้แรงบันดาลใจจาก “ใบเสมา” ซึ่งใช้เป็นสัญลักษณ์ หรือเพื่อแสดงขอบเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เนื่องในพุทธศาสนา นำมาตะแคงข้าง สื่อถึงความเร็วที่พุ่งขึ้นตรงไปในท้องฟ้า และใช้สีทอง สีชมพู และสีม่วงสด ตราสัญลักษณ์นี้ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากเรื่องการใช้สีที่สวยสดงดงาม และการผสมผสานลายเส้นได้อย่างลงตัว

ต่อมาใน พ.ศ. 2548 การบินไทยปรับสีของตราสัญลักษณ์อีกครั้งให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยยังคงใช้สีจำนวน 3 สี แต่ละสีมีความหมายสะท้อนความเป็นไทย “สีทอง” หมายถึงความอร่ามของวัดวาอารามในเมืองไทย “สีม่วงสด” หมายถึงสีของกล้วยไม้ และเป็นสีประจำการบินไทย และ “สีชมพู” หมายถึงสีของดอกบัว หรือสีของผ้าไหมไทย

หากพิจารณาถึงความคล้ายคลึงระหว่างลายกลีบบัวบนภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาเผาบ้านบางปูน จังหวัดสุพรรณบุรี กับลวดลายที่ปรากฏในงานศิลปกรรมไทยดั้งเดิม รวมทั้งเรื่องการให้ความสำคัญกับพุทธศาสนา ที่ปรากฏออกมาผ่านใบเสมา ก็จะพบความเชื่อมโยงของมรดกทางวัฒนธรรมอันยาวนานของไทย ที่คลี่คลายออกมาเป็นงานศิลปกรรมในยุคปัจจุบัน หนึ่งในนั้น คือ “โลโก้การบินไทย” นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

สุจิตต์ วงษ์เทศ. “สุวรรณภูมิ แผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์ ชุมทางการค้า ไม่อาณาจักร”. เว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์.

สโรชินี หง่าสงฆ์. “แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน”. เว็บไซต์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี.

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. “เตาบ้านบางปูน แหล่งผลิตภาชนะดินเผา ของอโยธยาศรีรามเทพนคร”. มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 31 มกราคม-6 กุมภาพันธ์ 2568

การบินไทย. “ย้อนรอยสัญลักษณ์การบินไทย”. เฟซบุ๊ก Thai Airways.

พชรี ลีละศร. พัฒนาการลายกรวยเชิงในงานปูนปั้นและจิตรกรรมในศิลปะสมัยอยุธยา. วิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2555.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 กรกฎาคม 2568