| ผู้เขียน | สุทธาสินี จิตรกรรมไทย เจียจันทร์พงษ์ |
|---|---|
| เผยแพร่ |
ภาชนะดินเผาลายกลีบบัว มรดกล้ำค่าจากดินแดนสุวรรณภูมิ ต้นรากศิลปกรรม “โลโก้การบินไทย”
“สุวรรณภูมิ” ดินแดนอันรุ่งเรืองในอุษาคเนย์เมื่อหลายพันปีก่อน เป็นแหล่งกำเนิดวัฒนธรรมและศิลปกรรมอันงดงามของไทย เช่น ภาชนะดินเผา ที่เกิดจากภูมิปัญญาแห่งยุคสมัย อาทิ ภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาเผาบ้านบางปูน ปัจจุบันอยู่ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มีลวดลายวิจิตรบรรจง อาทิ ลายหงส์ เทพนม ฯลฯ รวมทั้งลายกลีบบัวที่อ่อนช้อยงดงาม เป็นลวดลายศิลปกรรมที่อวลอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมไทยจากรุ่นสู่รุ่นสืบมาปัจจุบัน

การบินไทย ในฐานะสายการบินแห่งชาติ ที่ยืนหยัดอย่างมั่นคงกระทั่งครบรอบ 65 ปี ใน พ.ศ. 2568 ได้เคารพและให้ความสำคัญกับอัตลักษณ์ความเป็นไทยมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ. 2503 โดยนำเสนอความเป็นไทยในแง่มุมต่างๆ ออกสู่สายตาชาวโลกอย่างภาคภูมิใจ ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการด้วยหัวใจ และด้วยความสุภาพ อ่อนหวาน อาหารบนเครื่องบินที่มอบประสบการณ์สุดพิเศษ ด้วยการนำวัตถุดิบชั้นเยี่ยมทั่วไทยมารังสรรค์เป็นเมนูอาหารไทยร่วมสมัย เพื่อให้ทั่วโลกรู้จักและหลงรักเมืองไทยมากขึ้น
ความเป็นไทยอีกประการที่การบินไทยนำเสนอมาแล้วถึง 50 ปี คือ ตราสัญลักษณ์ หรือโลโก้การบินไทย ที่ได้แรงบันดาลใจจาก “ใบเสมา” สื่อถึงความเร็วที่ทะยานในท้องฟ้า ออกแบบด้วยการใช้ลายเส้นอ่อนช้อย สง่างาม ขณะเดียวกันก็สามารถมองได้เป็นกลีบดอกไม้แสนงาม คล้ายคลึงกับลวดลายที่ปรากฏบนภาชนะดินเผาลายกลีบบัว ที่แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน สะท้อนการถ่ายทอดรูปแบบศิลปกรรมไทยจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างน่าทึ่ง

“สุวรรณภูมิ” ดินแดนทองแห่งอุษาคเนย์
“สุวรรณภูมิ” เป็นภาษาสันสกฤต แปลว่า “ดินแดนทอง” เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีบ้านเมืองระดับรัฐเริ่มแรกของผู้คนมากความรู้และมีประสบการณ์ก้าวหน้าเรื่องทองสำริดเมื่อหลายพันปีก่อน ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งแร่ทองแดงและดีบุก ซึ่งเป็นทรัพยากรธรรมชาติสำคัญตั้งแต่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ป่าสัก ต่อเนื่องถึงลุ่มน้ำโขง
สุจิตต์ วงษ์เทศ นักโบราณคดีและนักประวัติศาสตร์ เล่าว่า สุวรรณภูมิเป็นที่รู้จักในกลุ่มนักเดินทางเสี่ยงโชคค้าขายทางไกลจากอินเดีย เมื่อราว 2,5000 ปีมาแล้ว
สุวรรณภูมิไม่เป็นอาณาจักร ไม่เป็นรัฐ และไม่ใช่ชื่อพื้นเมืองหรือท้องถิ่น แต่เป็นชื่อที่คนภายนอกใช้เรียกขาน อีกทั้งสุวรรณภูมิไม่น่าจะมีขอบเขตแน่นอนในอุษาคเนย์ เพราะในเอกสารและหลักฐานแวดล้อมไม่ได้ระบุตำแหน่งที่ตั้งอย่างจำเพาะเจาะจงว่าเป็นที่ใดที่หนึ่ง แต่เบาะแสคำนี้สื่อไปถึงแผ่นดินใหญ่ภาคพื้นทวีป กินอาณาบริเวณที่ปัจจุบันเป็นประเทศต่างๆ อาทิ มาเลเซีย, ไทย, พม่า, กัมพูชา, เวียดนาม, ลาว ส่วนหมู่เกาะมีคำเฉพาะต่างหากว่า “สุวรรณทวีป”
พลังกระตุ้นที่ทำให้สุวรรณภูมิเติบโต คือ การค้าระยะไกลทางทะเลของนักเสี่ยงโชคทางการค้าจากอินเดียแล้วขยายไปจีน ส่วนการเผยแผ่ศาสนาพุทธสู่สุวรรณภูมิเป็นผลพลอยได้ในสมัยหลัง ที่พุทธศาสนาถูกนำมาใช้ทางการเมืองเพื่อการค้าทางไกลสมัยนั้น
เมื่อสุวรรณภูมิเป็นชุมทางการค้าระยะไกลทางมหาสมุทรระหว่างอินเดียกับจีน จึงทำให้ดินแดนนี้มั่งคั่ง สมนามดินแดนทอง และยังเต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ นำสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรมและองค์ความรู้ต่างๆ
ชื่อเสียงของสุวรรณภูมิเลื่องลือไกล ปรากฏในบันทึกของชาวต่างชาติหลายฉบับ

จดหมายเหตุต่างชาติชิ้นเก่าแก่สุดที่อ้างถึงดินแดนที่มีชื่อตรงกับสุวรรณภูมิ คือ ตำราภูมิศาสตร์ “Cosmographia” โดย ปอมโปนิอุส เมลา (Pomponius Mela) นักภูมิศาสตร์ชาวโรมันเชื้อสายสเปนตอนใต้ ซึ่งมีชีวิตอยู่ในช่วงคริสต์ศตวรรษแรก ระบุว่า “Chryse” หรือ “แผ่นดินทอง” ตั้งอยู่ทางตะวันออกของอินเดีย แต่ด้วยความรู้ที่จำกัดทำให้ชาวตะวันตกยุคนั้นเข้าใจผิดว่าสุวรรณภูมิเป็นเกาะ
อย่างไรก็ดี เอกสารชิ้นสำคัญที่สุดที่ทำให้ชาวตะวันตกยุคต่อๆ มา รู้จักสุวรรณภูมิ คือ จดหมายเหตุ “Geographia” โดย คลอดิอุส ปโตเลมี (Claudius Ptolemy) นักภูมิศาสตร์และดาราศาสตร์ชาวกรีกเลือดผสมอียิปต์ ผู้เป็นหัวหน้าบรรณารักษ์ที่หอสมุดเมืองอเล็กซานเดรีย เมืองท่าสำคัญของกรีก ช่วง ค.ศ. 127-150 จดหมายเหตุนี้ระบุว่า แผ่นดินทองเป็นส่วนหนึ่งของผืนแผ่นดินใหญ่ เพราะใช้คำว่า “Aurea Regio” ซึ่งหมายถึงแผ่นดินทอง และบอกว่าหากจะไปให้ถึงแหลมทอง (Chersonese) ต้องไปที่ท่าเรือ Alosygni ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่า น่าจะหมายถึงบริเวณปากแม่น้ำโคทาวารีในอินเดีย
เวลาผ่านไปกว่าพันปี สุวรรณภูมิก็ได้รับการกล่าวขานในโลกตะวันตกอีกครั้ง เมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 มีการแปลความรู้เก่าแก่ของกรีกโรมันเป็นภาษาละติน แผนที่ของชาวยุโรปในสมัยนั้นจึงเรียกพื้นที่อุษาคเนย์ โดยเฉพาะบริเวณอ่าวไทยว่า “แผ่นดินทอง” ก่อนเปลี่ยนเป็นเรียกว่า “เสียน” หรือ “สยาม” ในช่วงหลัง ค.ศ. 1550 หรือกลางคริสต์ศตวรรษที่ 16
สุวรรณภูมิจึงเป็นดินแดนที่รุ่งเรือง และได้รับการกล่าวถึงในอีกซีกโลกมาอย่างยาวนาน

“แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน” ประจักษ์พยานความรุ่งเรืองเมืองสุพรรณบุรี
สุพรรณบุรี เป็นเมืองเก่าแก่ที่สำคัญของไทยมานานกว่าพันปี มีพัฒนาการของเมืองมาอย่างต่อเนื่อง มีประจักษ์พยานความรุ่งเรือง คือ แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำสุพรรณบุรี หรือแม่น้ำท่าจีน
ข้อมูลของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี ระบุว่า พบร่องรอยเตาเผาและชิ้นส่วนภาชนะกระจายเป็นทางยาวประมาณ 7 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่เขตตำบลรั้วใหญ่ ตำบลพิหารแดง ตำบลโพธิ์พระยา และตำบลสนามชัย อำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี อยู่ห่างจากตัวเมืองสุพรรณบุรีไปทางทิศเหนือราว 7.5 กิโลเมตร
เตาเผาโบราณแห่งนี้มีลักษณะเป็นเตาแบบระบายความร้อนแนวนอน หลังคาเตาโค้งรีคล้ายประทุนเรือหรือหลังเต่า ใช้ไม้ไผ่เป็นโครงสร้างหลังคา แล้วพอกด้วยดินเหนียวจนทั่ว อาจมีการสุมไฟเพื่อไล่ความชื้น และช่วยให้โครงสร้างเตาที่ประกอบด้วยดินผสมวัสดุอื่นๆ อยู่ตัว
เครื่องปั้นดินเผาซึ่งพบที่แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน เป็นภาชนะทรงชาม อ่าง ไหก้นกลม และไหเท้าช้าง ขึ้นรูปด้วยวิธีขดดินเป็นเส้นและใช้แป้นหมุน เมื่อนำไปเผาด้วยอุณหภูมิที่มีความร้อนไม่เท่ากัน ทำให้ได้ภาชนะทั้งประเภทเนื้อดิน (earthenware) และเนื้อแกร่ง (stoneware) ซึ่งคงทนแตกต่างกัน
รวมทั้งมีการตกแต่งภาชนะทั้งการเคลือบน้ำดิน เขียนสี ขุดเป็นลายรูปเมล็ดข้าว ลายขูดขีดโครงร่างรูปสัตว์ ขาดไม่ได้ คือ ลายกดประทับลวดลายในกรอบสี่เหลี่ยม ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์อันโดดเด่นของแหล่งเตาเผาบ้านบางปูน
ลวดลายกดประทับที่พบมีหลากหลายลวดลาย ล้วนแต่งดงาม สะท้อนวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของผู้คนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น
ลายหงส์
ลายกลีบบัว คล้ายลายเฟื่องอุบะหรือลายกรุยเชิง
ลายเทพนม เป็นบุคคลสวมเครื่องประดับ พนมมือที่อก ขา 2 ข้างอยู่ในลักษณะคล้ายท่าเหาะ
ลายในกรอบรูปกลีบบัว เป็นบุคคลสวมเครื่องประดับนั่งชันเข่า มือซ้ายวางบนเข่า ส่วนมือขวายกเสมอศีรษะ
ลายบุคคลคล้องช้าง เป็นบุคคลสวมเครื่องประดับ ถือคันจาม (ไม้ยาวติดเชือกบาศ ใช้ถือเวลาคล้องช้าง) ด้านหน้าบุคคลมีช้างสวมเครื่องประดับ สันนิษฐานว่า อาจเป็นการคล้องช้างของชนชั้นสูง
ลายพระราชพิธีพืชมงคลและจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นภาพบุคคลสวมเครื่องประดับถือคันไถเทียมวัว 1 คู่ สะท้อนวิถีชีวิตผู้คนที่มีการทำนาปลูกข้าวเป็นหลัก จึงได้เกิดพระราชพิธีตามความเชื่อ เพื่อบูชาเทวดาและทำขวัญพืชพันธุ์ให้มีความอุดมสมบูรณ์
ลายนักรบบนหลังม้า
ลายบุคคลกำลังขึ้นม้า
ลายนักรบถืออาวุธและโล่
ลายนักรบบนหลังช้าง

แม้เมืองสุพรรณบุรีจะมีประวัติสืบย้อนไปได้ถึงยุคทวารวดี แต่ไม่ได้หมายความว่าแหล่งเตาเผาบ้านบางปูนจะเกิดขึ้นในยุคนั้นด้วย ประเด็นนี้ ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ ผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี เผยว่า นักโบราณคดีส่วนใหญ่สันนิษฐานว่า แหล่งเตาเผาบ้านบางปูนมีอายุในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-20 หรือมากกว่านั้นอาจขึ้นไปได้ถึงพุทธศตวรรษที่ 17 สอดรับกับการกำหนดอายุทางวิทยาศาสตร์ด้วยค่าคาร์บอน-14 (C-14)
หากแหล่งเตาเผาบ้านบางปูนมีอายุในช่วงนี้ก็จะสอดคล้องกับหลักฐานต่างๆ เช่น พระพุทธรูป ซึ่งมีลักษณะ “พระพุทธรูปอู่ทอง” ในกลุ่มวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสุพรรณบุรี อาทิ พระพุทธรูปที่วัดวัดพิหารแดงและวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ สุพรรณบุรี บริเวณเดียวกับแหล่งเตาเผาบ้านบางปูน
ศิริพจน์ ขยายความถึงคำว่า “อู่ทอง” ด้วยว่า ในทางศิลปะปรากฏขึ้นครั้งแรกในหนังสือ “โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร” เขียนโดย ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2472 เซเดส์อธิบายว่า พระพุทธรูปแบบนี้อาจสร้างขึ้นก่อนหรือหลังการสร้างกรุงศรีอยุธยาโดยพระเจ้าอู่ทอง (พ.ศ. 1893) อย่างไรก็ตาม นักประวัติศาสตร์ศิลปะกระแสหลักส่วนใหญ่ในปัจจุบัน มักกำหนดอายุศิลปะอู่ทองให้อยู่ในช่วงก่อนพระเจ้าอู่ทองสถาปนากรุงศรีอยุธยาราว 100 ปี ลงมาจนถึงช่วงต้นของกรุงศรีอยุธยา ที่ยังคงสร้างงานตามแบบขอมผสมทวารวดี ซึ่งอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18-20
ช่วงอายุดังกล่าว เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับอายุของแหล่งเตาบ้านบางปูน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของพื้นที่บริเวณนี้ในอดีต

ภาชนะดินเผาลายกลีบบัว แรงบันดาลใจศิลปกรรมไทย ต้นเค้าโลโก้การบินไทย
หนึ่งในลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์บนภาชนะดินเผา แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน คือ “ลายกลีบบัว” ซึ่งลวดลายนี้คล้ายคลึงกับลายเฟื่องอุบะ หรือลายกรุยเชิง (ลายกรวยเชิง) คือลายที่เปรียบเสมือนดอกไม้ถวายพระ
พชรี ลีละศร อธิบายถึงลายกรวยเชิงว่า เป็นหนึ่งในลวดลายประดับที่ปรากฏให้เห็นอยู่เสมอในศิลปกรรมแขนงต่างๆ ทั้งในงานสถาปัตยกรรม จิตรกรรม หรือประติมากรรม โดยเฉพาะตามศาสนสถาน เห็นได้ว่ามีการทำลายกรวยเชิงประดับบนงานปูนปั้นอยู่หลายแห่ง การใช้ลายกรวยเชิงในการตกแต่งงานศิลปกรรมนั้น โดยหลักก็เพื่อแสดงให้เห็นถึงการสิ้นสุดของขอบที่เป็นส่วนล่างในงานศิลปกรรม

การประดับลายกรวยเชิงพัฒนามาจากลายเฟื่องอุบะของอินเดีย และปรากฏในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เดิมการตกแต่งด้วยลายกรวยเชิงได้รับการยอมรับในกลุ่มช่างแขนงต่างๆ จึงมีการนำมาใช้ประดับตามสถานที่หรือศาสนาที่สำคัญ มักใช้คู่กับลายเฟื่องอุบะ จะสร้างลวดลายภายในให้เหมือนหรือต่างกันก็ได้ ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัว
เท่าที่พบ การประดับลายกรวยเชิงมีมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 15 มักปรากฏอยู่ในศิลปกรรมของขอม และยังมีอยู่ในศิลปกรรมพุกาม สุโขทัย และล้านนาอีกด้วย โดยแต่ละแห่งมีการพัฒนาและประดับด้วยลายกรวยเชิงสืบเนื่องต่อกันมาโดยตลอดถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา

ด้านตราสัญลักษณ์ของการบินไทยนั้นมีพัฒนาการยาวนาน แรกเริ่มใช้เป็นรูป “ตุ๊กตารำไทย” ออกแบบโดย หม่อมเจ้าไกรสิงห์ วุฒิชัย กระทั่ง พ.ศ. 2518 ได้เปลี่ยนมาใช้ตราสัญลักษณ์ใหม่ที่มีรูปลักษณ์อย่างที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน โดยคณะออกแบบได้แรงบันดาลใจจาก “ใบเสมา” ซึ่งใช้เป็นสัญลักษณ์ หรือเพื่อแสดงขอบเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์เนื่องในพุทธศาสนา นำมาตะแคงข้าง สื่อถึงความเร็วที่พุ่งขึ้นตรงไปในท้องฟ้า และใช้สีทอง สีชมพู และสีม่วงสด ตราสัญลักษณ์นี้ได้รับเสียงชื่นชมอย่างมากเรื่องการใช้สีที่สวยสดงดงาม และการผสมผสานลายเส้นได้อย่างลงตัว
ต่อมาใน พ.ศ. 2548 การบินไทยปรับสีของตราสัญลักษณ์อีกครั้งให้โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยยังคงใช้สีจำนวน 3 สี แต่ละสีมีความหมายสะท้อนความเป็นไทย “สีทอง” หมายถึงความอร่ามของวัดวาอารามในเมืองไทย “สีม่วงสด” หมายถึงสีของกล้วยไม้ และเป็นสีประจำการบินไทย และ “สีชมพู” หมายถึงสีของดอกบัว หรือสีของผ้าไหมไทย
หากพิจารณาถึงความคล้ายคลึงระหว่างลายกลีบบัวบนภาชนะดินเผาจากแหล่งเตาเผาบ้านบางปูน จังหวัดสุพรรณบุรี กับลวดลายที่ปรากฏในงานศิลปกรรมไทยดั้งเดิม รวมทั้งเรื่องการให้ความสำคัญกับพุทธศาสนา ที่ปรากฏออกมาผ่านใบเสมา ก็จะพบความเชื่อมโยงของมรดกทางวัฒนธรรมอันยาวนานของไทย ที่คลี่คลายออกมาเป็นงานศิลปกรรมในยุคปัจจุบัน หนึ่งในนั้น คือ “โลโก้การบินไทย” นั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม :
- สุวรรณภูมิ แผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์ ชุมทางการค้า ไม่อาณาจักร
- เปิดความสำเร็จ “Taste of Thai Tales” โดยการบินไทย-เชฟโบ ลิ้มรสดินแดนสุวรรณภูมิผ่าน “อาหาร” ที่ท่องฟ้าทั่วโลก
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
สุจิตต์ วงษ์เทศ. “สุวรรณภูมิ แผ่นดินใหญ่อุษาคเนย์ ชุมทางการค้า ไม่อาณาจักร”. เว็บไซต์ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์.
สโรชินี หง่าสงฆ์. “แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน”. เว็บไซต์พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุพรรณบุรี.
ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. “เตาบ้านบางปูน แหล่งผลิตภาชนะดินเผา ของอโยธยาศรีรามเทพนคร”. มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 31 มกราคม-6 กุมภาพันธ์ 2568
การบินไทย. “ย้อนรอยสัญลักษณ์การบินไทย”. เฟซบุ๊ก Thai Airways.
พชรี ลีละศร. พัฒนาการลายกรวยเชิงในงานปูนปั้นและจิตรกรรมในศิลปะสมัยอยุธยา. วิทยานิพนธ์หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร พ.ศ. 2555.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 15 กรกฎาคม 2568





