“เทศกาลหนังเมืองคานส์” เกิดขึ้นจากการต่อต้าน “ลัทธิฟาสซิสต์” ในสงครามโลกครั้งที่ 2 !

เทศกาลหนังเมืองคานส์
โปสเตอร์งาน “Festival de Cannes” ที่จะถูกจัดขึ้นครั้งแรก ค.ศ. 1939 โดย ฌอง กาเบรียล โดแมร์ก (Jean-Gabriel Domergue)

“เทศกาลหนังเมืองคานส์” อีเวนต์ระดับโลก ที่เกิดขึ้นจากการต่อต้าน “ลัทธิฟาสซิสต์” ในสงครามโลกครั้งที่ 2 !

Festival de Cannes” ที่คนไทยรู้จักกันในชื่อ “เทศกาลหนังเมืองคานส์” หรือ “คานส์” คือหนึ่งในเทศกาลภาพยนตร์ระดับนานาชาติที่คนทั่วโลกให้ความสนใจ และถือว่าสำคัญที่สุดในโลกเทศกาลหนึ่งร่วมกับเทศกาลหนังของเวนิสและเบอร์ลิน ซึ่งอบอวลไปด้วยความขลังจากระยะเวลาก่อตั้งที่มีมาอย่างยาวนานเกือบศตวรรษ

คานส์จะจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคมของแต่ละปี ณ เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งปี 2025 นี้งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13-24 พฤษภาคม โดยมีไฮไลต์สำคัญในทุกๆ วันไม่ว่าจะเป็น การฉายภาพยนตร์ พรมแดงและแฟชั่น การประกาศรางวัลเกียรติยศ กิจกรรมการเสวนา ฯลฯ

ในปี 2025 นี้ คานส์จัดขึ้นเป็นปีที่ 78 มีหนังหลากหลายสัญชาติตบเท้าเข้าร่วมการประกวดเพื่อช่วงชิงรางวัลกันอย่างเนืองแน่น หนึ่งในนั้นยังมีหนังไทยที่ได้เข้าชิงรางวัลในรอบ 10 ปีหลังจากหนังเรื่อง “รักที่ขอนแก่น (Cemetery of Splendour)” ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่ได้เข้าประกวดในสาย Un Certain Regard เมื่อปี 2015

นั่นคือเรื่อง “ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost)” นำแสดงโดย ใหม่ ดาวิกา นักแสดงสาวมากความสามารถที่มีผลงานการันตีแบบนับไม่ถ้วน และกำกับโดย รัชฏ์ภูมิ บุญบัญชาโชค ซึ่งหนังเรื่องนี้ได้เข้าชิงรางวัลในสาย Critics Week”

โปสเตอร์หนังไทยเรื่อง “ผีใช้ได้ค่ะ (A Useful Ghost)” นำแสดงโดยดาวิกา โฮร์เน่ได้รับการคัดเลือกให้เข้าประกวดในสาย Critics Week (ภาพจาก letterboxd)

การกลับมาเข้าร่วมเทศกาลระดับโลกของหนังไทยในปีนี้ก็ได้สร้างความคึกคักให้กับอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในไทยได้อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

หากเราย้อนไปดูจุดเริ่มต้นของเทศกาล หลายคนอาจจะคาดไม่ถึง เพราะแท้จริงแล้วเกิดขึ้นจากความพยายามที่จะต่อต้านการแทรกแซงทางการเมืองในแวดวงภาพยนตร์และศิลปะช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

เทศกาลหนังในทศวรรษ 1930

เทศกาลหนังที่จัดขึ้นและได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการงานแรกของโลก คือ “เทศกาลหนังเวนิส” ที่ประเทศอิตาลี ก่อตั้งขึ้นใน ค.ศ. 1932

พื้นที่แห่งการประชันความสามารถของโลกภาพยนตร์เวทีแรกของอิตาลีนี้ดำเนินไปอย่างราบรื่นเรื่อยมา และเป็นที่นิยมในระดับสากลมากขึ้นเรื่อยๆ 

ทว่าเมื่อเข้าสู่การจัดงานครั้งที่ 5 ใน ค.ศ. 1937 ไฟการเมืองในโลกภาพยนตร์ก็ระอุขึ้น เมื่อหนังสัญชาติฝรั่งเศสเรื่อง “La Grande Illusion” ของ ฌอง เรอนัวร์ (Jean Renoir) ซึ่งมีเนื้อหาเชิงวิพากษ์วิจารณ์สงครามในบรรยากาศของสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งกระทบนาซีเยอรมันโดยตรง ได้รับรางวัล “Best Artistic Ensemble” 

ภาพจากหนังเรื่อง La Grande Illusion ของ Jean Renoir (ภาพจาก Wikimedia Commons)

แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะได้รับการเชิดชูในฐานะชิ้นงานที่ได้รางวัล แต่ก็ต้องเผชิญกับการต่อต้านจากฝ่ายนาซี โดย โจเซฟ เกิบเบลส์ (Joseph Goebbels) มือซ้ายของฮิตเลอร์ ผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงประชาบาลและโฆษณาการ ได้ออกมาประณามหนังเรื่องนี้ว่า “เป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของภาพยนตร์” 

แรงกดดันจากการเมืองเริ่มส่งผลกระทบต่อการตัดสินรางวัลในเทศกาลหนังเวนิสในปี 1938 อย่างเห็นได้ชัด 

เพราะในปีนั้น ภาพยนตร์ที่คว้ารางวัลกลับเป็น Olympia ของ เลนี่ รีเฟินชตาห์ล (Leni Riefenstahl) จากเยอรมนี และ Luciano Serra, Pilot ของ กอฟเฟรโด อเลสซานดรินี (Goffredo Alessandrini) จากอิตาลี ซึ่งทั้งสองเรื่องเป็นภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อที่สร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนอุดมการณ์ของลัทธิฟาสซิสต์ โดยได้รับรางวัลสูงสุดร่วมกันคือ “Mussolini Cup”

โปสเตอร์หนังเรื่อง “Olympia”

ผลรางวัลที่ออกมาในครั้งนั้นได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคมและตัวแทนผู้ผลิตหนังฝั่งประเทศประชาธิปไตยมองว่าเป็นผลมาจากการแทรกแซงทางการเมืองของเผด็จการ “ลัทธิฟาสซิสต์” ภายใต้พื้นที่ของการแสดงออกทางศิลปะที่ควรจะปราศจากเกมการเมืองและควรจะตัดสินอย่างเป็นธรรมจากคุณภาพของผลงาน

ส่งผลให้ยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา บริเตนใหญ่ และฝรั่งเศส ให้คำมั่นว่าจะไม่มีวันกลับมาลงแข่งขันในเทศกาลหนังเวนิสอีก 

โปสเตอร์หนังเรื่อง “Luciano Serra, Pilot”

การพ่ายแพ้แบบ “อยุติธรรม” นำมาสู่จุดกำเนิดเทศกาลหนังสุดยิ่งใหญ่

ความขุ่นข้องหมองใจจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ก่อตัวขึ้น และกลายเป็นความคิดริเริ่มของ ฟิลิปป์ แอร์แลนเจอร์ (Philippe Erlanger)” นักประวัติศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปวัฒนธรรมและภาพยนตร์ที่ได้เดินทางไปเวนิสในปีนั้นด้วย จนเกิดเป็นความตั้งใจจะสรรสร้างพื้นที่การแข่งของวงการหนังขึ้นมาใหม่

พร้อมกับอุดมการณ์อันแน่วแน่ที่ตั้งใจจะให้เป็นเทศกาลหนังที่ไร้ซึ่งการควบคุม แทรกแซง และอคติทางการเมืองในทุกมิติ หรือพูดแบบตรงไปตรงมาว่าจะต้องเป็นเวทีแข่งขันที่โปร่งใสมากที่สุด

เมื่อถึงราวกลาง ค.ศ. 1939 “เทศกาลหนังเมืองคานส์” ก็ได้ก่อร่างสร้างขึ้นมาแบบเป็นรูปเป็นร่าง ภายใต้การสนับสนุนของ ฌ็อง เซย์ (Jean Zay) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและ อัลเบิร์ต ซาราอูต (Albert Sarraut) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของฝรั่งเศส ณ เวลานั้น 

นอกจากนี้ยังมีสหรัฐอเมริกา และกลุ่มประเทศผู้ผลิตภาพยนตร์ต่างๆ ในฝั่งโลกเสรีให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

เดิมทีฝรั่งเศสเลือกเมืองบีอาร์ริตซ์เป็นสถานที่จัดงาน แต่ด้วยแรงผลักดันจากคนสำคัญในสมาชิกสภาเทศบาลปารีสอย่าง จอร์ช ปราด (Georges Prade) เมืองคานส์จึงคว้าสิทธิ์จัดงานได้สำเร็จเนื่องจากเหตุผลด้านความสวยงามทางภูมิศาสตร์ 

โปสเตอร์งาน “Festival de Cannes” ที่จะถูกจัดขึ้นครั้งแรก ค.ศ. 1939
โดย ฌอง กาเบรียล โดแมร์ก (Jean-Gabriel Domergue)

ปฐมบทของการเริ่มต้นเทศกาลระดับโลกนี้ได้วางวันแรกของการจัดงานไว้ที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 ณ Municipal Casino ซึ่งจะเรียกว่าความบังเอิญหรือความจงใจก็ไม่อาจทราบได้ เพราะวันดังกล่าวเป็นวันเดียวกันกับที่เทศกาลภาพยนตร์เวนิสได้กำหนดจัดงานขึ้นเหมือนกัน

จากความต้องการที่จะลดความขัดแย้ง และแสดงถึงความเป็นกลางทางการเมืองในงานนี้ ฝรั่งเศสได้เชิญทุกประเทศผู้ผลิตภาพยนตร์รายใหญ่ รวมถึงเยอรมนี และอิตาลีเข้าร่วมเทศกาล แต่สองมหาอำนาจฟาสซิสต์กลับปฏิเสธคำเชิญแบบไร้เยื่อใย

ทว่าเมื่อมาถึงช่วงวันจัดงานก็เหมือนโชคชะตาเล่นตลก เพราะถ้าหากเรามองสภาพสังคม และบ้านเมืองขณะนั้นจะเห็นว่า “สงครามโลกครั้งที่ 2” กำลังเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ในวันที่ 1 กันยายน ค.ศ. 1939 วันเปิดเทศกาลเกิดเหตุการณ์เยอรมนีบุกโจมตีโปแลนด์ ส่งผลให้การเปิดงานต้องเลื่อนออกไป 10 วัน แต่ไม่นานนักทุกอย่างก็ยิ่งเลวร้ายขึ้นเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ปะทุขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 3 กันยายนปีเดียวกัน

ภาพยนตร์ที่มีกำหนดฉายในเทศกาลต่างโดนยกเลิกกันถ้วนหน้า เนื่องจากบรรยากาศของสงคราม และความตึงเครียดทางการเมืองที่เกิดขึ้น แผนการของงานทั้งหมดก็ต้องยุติลงในปีนั้นเอง

แต่วลีที่ว่า “ฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ” ดูเหมือนจะใช้ได้ดีในกรณีนี้เพราะหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ใน  ค.ศ. 1946 งานได้เริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้งอย่างเป็นทางการและนับว่านี่เป็นการจัดงานครั้งแรกอย่างแท้จริง

โปสเตอร์ของงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ เมื่อกลับมาจัดใหม่อีกครั้งในปี ค.ศ. 1946 (ภาพจาก Festival de Cannes )

การจัดงานยังคงดำเนินต่อเนื่องเรื่อยมาจวบจนปัจจุบันแม้จะมีช่วงที่ต้องหยุดจัดไปบ้าง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ประท้วงครั้งใหญ่ในฝรั่งเศส ช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1960 หรือแม้แต่วิกฤติ โควิด-19 ที่เพิ่งผ่านไปเมื่อไม่นานมานี้

แต่ “เทศกาลหนังเมืองคานส์” ก็ยังคงกลับมาได้เสมออย่างสง่างาม และยังยืนหยัดอุดมการณ์เดิมอย่างครั้งก่อตั้งเอาไว้ที่จะไม่ยอมให้อำนาจ และแรงกดดันจากปัญหาทางการเมืองมาแทรกแซงหรือบดบังสุนทรียะของศิลปะที่เรียกว่า “ภาพยนตร์” และยังถือเป็นเวทีที่ดาราศิลปินรวมไปถึงผู้มีความสามารถในอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้แจ้งเกิดกันมานักต่อนักนานหลายทศวรรษ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง :

ดร. โดม ไกรปกรณ์. สงครามโลกครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ฐานข้อมูลการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า, เข้าถึงเมื่อ 15 พฤษภาคม 2025. https://wiki.kpi.ac.th/index.php?title=สงครามโลกครั้งที่_2.

Festival de Cannes. The History of the Festival in the Service of Cinematographic Art. เข้าถึงเมื่อ 15 พฤษภาคม 2025. https://www.festival-cannes.com.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 16 พฤษภาคม 2568