“คำให้การ” สาวชาวจีนบนเส้นทาง “ค้าประเวณี” ข้ามชาติ

สำเพ็งในอดีต (ภาพจากนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ 2543)

การค้าประเวณีข้ามชาติดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่มีมานาน การเกิดขึ้นของขบวนการค้าหญิงข้ามชาติได้เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับกระแสคลื่นของการเคลื่อนย้ายแรงงานจีนข้ามชาติ และกระแสคลื่นการอพยพของคนจีนที่ใหญ่ที่สุด เริ่มต้นขึ้นในครึ่งหลังศตวรรษที่ 19

สาเหตุสำคัญของการเคลื่อนย้ายแรงงานจีน นั่นก็คือ ประเทศจีนกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมากภายใต้แรงบีบคั้นของสภาวะประชากรล้นเกิน การเพิ่มขึ้นเท่าตัว จาก 150 ล้านเป็น 300 ล้านคน แล้วก้าวกระโจนไปถึงราว 410 ล้านคนเมื่อปี พ.ศ. 2393 (ค.ศ. 1850)

การค้าหญิงจีนในประเทศไทยนั้นได้เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการนำแรงงานจีนเข้ามาในประเทศ โดยเฉพาะคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา ทำให้จีนและเด็กเป็นจำนวนมากได้ถูกนำมาขายหรือถูกหลอกลวงมาขายในไทย หญิงที่เข้ามาพบว่านำเข้ามาเพื่อให้ประกอบอาชีพค้าประเวณีเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีทั้งหญิงจีนที่สมัครใจและไม่สมัครใจ

ดังตัวอย่่างคำให้การของอำแดงชุกฉ่อย หญิงสาวตกเป็นทาสการค้าประเวณีอยู่ที่โรงจีนเก๊าและอำแดงซันภรรยา ซึ่งเป็นโรงหญิงโสเภณีกวางตุ้ง ในตรอก สำเพ็ง กรุงเทพฯ ซึ่งได้นำตัวมาสอบสวนที่ศาลาว่าการกระทรวงนครบาลอันเนื่องมาจากมิสเตอร์เปดเด๊ดว่าการแทนกงสุลอังกฤษ มีหนังสือกราบทูลว่าจีนอาซำและจีนพุ่มเซา พบอาชวยน้องสาวของจีนอาซำ จีนพุ่มเซาพบอาโงภรรยาอยู่โรงหญิงหาเงินนายโรงชื่อชอยฮึง ผู้มีชื่อลักพามาจากเมืองฮ่องกงทั้ง 2 คนขอให้ส่งนายโรงและหญิงทั้งสองไปยังศาลกงสุลอังกฤษ และจะให้หญิงจีนไปชี้ตัว

อำแดงชุกฉ่อย เป็นหญิงหาเงินพูดไทยไม่ได้ ได้ให้จีนปิ่นแปลคำให้การของตนเป็นภาษาไทยได้ความว่า อายุ 24 ปี ไม่รู้จักชื่อบิดามารดา เกิดที่เมืองแคะ แซ่หล่อ ห่างกับเมืองเกาหลุ่งหนทางหนึ่งวัน ในคำร้องนั้นได้กล่าวว่า ตนได้อาศัยอยู่กับบิดามารดาซึ่งมีพี่น้อง 3 คน และเมื่อตนมีอายุได้ 9 ขวบ ได้มีหญิงมีชื่อเป็นคนรู้จักกันกับตนและตั้งบ้านเรือนห่างจากบ้านของตนหนทางประมาณ 2 ชั่วโมง มาชวนตนไปดูงิ้วที่เมืองเกาหลุ่ง และตนก็เชื่อ

“ข้าพเจ้าก็ลงเรือจ้างมาดูงิ้วที่เมืองเกาหลุ่งกับหญิงมีชื่อ ข้าพเจ้าดูงิ้วอยู่ขณะนั้น จีนมีชื่อเกิดวิวาททุบตีกันที่โรงงิ้ว หญิงมีชื่อที่ไปกับข้าพเจ้าต่างคนต่างพลัดกันไป จีนมีชื่อคนหนึ่งก็พาข้าพเจ้าไปไว้ที่บ้านเรือนจีนมีชื่อได้ปี 1 จีนมีชื่อที่พาข้าพเจ้าไปนั้นก็ตาย ข้าพเจ้าก็อยู่กับหญิงมีชื่อภรรยาจีนมีชื่อที่ตาย ต่อมาจนอายุได้ 18 ปี หญิงมีชื่อกวางตุ้งภรรยาจีนมีชื่อที่พาข้าพเจ้ามานั้นเอาข้าพเจ้าไปขายเป็นคนใช้ไว้กับอำแดงฉ่วยม้า หญิงกวางตุ้งที่เมืองเฮียงกั๋งแต่จะเป็นเงินเท่าใดข้าพเจ้าหาได้เห็นเงินไม่ แต่ชาวบ้านพูดโจทย์กันว่าขายข้าพเจ้าไว้ประมาณ 200-300 เหรียญ

ข้าพเจ้าอยู่กับอำแดงฉ่วยม้าได้ 2-3 เดือน อำแดงฉ่วยม้าก็พาข้าพเจ้ากับหญิงคนใช้ 1 คนเข้ามากรุงเทพฯ อำแดงฉ่วยม้าว่าจะหาสามีให้ข้าพเจ้า อำแดงฉ่วยม้าก็เอาข้าพเจ้าให้ข้าพเจ้าเป็นคนรับใช้จ้างทำชำเราหาเงินอยู่ที่โรงจีนชังง่ากั๊ก ซึ่งตั้งโรงหญิงหาเงินยี่ห้อตักซินถ่องตำบลศาลเจ้าใหม่ กรุงเทพฯ ได้ประมาณปีเศษ อำแดงฉ่วยม้าก็ขายข้าพเจ้าให้กับอำแดงสุยซึ่งอยู่โรงเดียวกันแต่จะเป็นเงินเท่าใดข้าพเจ้าไม่ทราบ อำแดงสุยก็ได้ให้ข้าพเจ้ารับจ้างชำเราหาเงินอยู่ที่โรงอำแดงสุยได้ประมาณ 4 ปี แล้วอำแดงสุยขายข้าพเจ้าให้กับจีนเก๊าเป็นเงิน 550 (ผู้เขียนสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเงินสกุลเงินเหรียญ) จีนเก๊าให้ข้าพเจ้ารับจ้างชำเราหาเงินอยู่ที่โรงจีนเก๊ามาจนทุกวันนี้

แต่เมื่อเมษายน ร.ศ. 114 ต้นเดือน เวลาค่ำประมาณ 2 ทุ่มเศษ จีนซำมาที่โรงข้าพเจ้า จีนซำเข้าไปนั่งที่ห้องข้าพเจ้า จีนซำถามข้าพเจ้าว่าแซ่ไร ชื่อไร เกิดเมืองไหน ข้าพเจ้าบอกจีนซำว่าข้าพเจ้าชุกฉ่วยเกิดเมืองเกาหลุง จีนซำจึงพูดกับข้าพเจ้าว่าจีนซำก็เป็นแซ่หล่อ เกิดเมืองเกาหลุ่ง เหมือนกัน จีนซำเป็นพี่ข้าพเจ้า จีนซำเรียกข้าพเจ้าว่าน้อง ข้าพเจ้านับว่าจีนซำเป็นพี่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากับจีนซำนั่งพูดจากันอยู่จนเวลาดึกประมาณ 5 ทุ่มเศษ จีนซำก็ลาข้าพเจ้าไป ตั้งแต่นั้นมาจีนซำก็หาได้ไปหาข้าพเจ้าไม่ ครั้นวันที่ 22 พฤษภาคม ร.ศ. 114 เจ้าพนักงานก็ไปเกาะตัวข้าพเจ้ามายังกระทรวงเมืองเป็นความสัจตริง สิ้นคำให้การแต่นี้”

จากคำให้การชี้ให้เห็นถึงขบวนการค้าหญิงจีนข้ามชาติเข้าสู่ไทย โดยมีหญิงจีนในไทยได้เดินทางไปรับขบวนการค้าหญิงที่ประเทศจีน จากนั้นก็นำมาค้าประเวณีที่สำนักของตนหรือไม่ก็ขายต่อให้กับสำนักจีนอื่นๆ ทำให้หญิงที่ถูกหลอกมานั้นกลายเป็นทาสและถูกขายไปเรื่อยๆ ขึ้นกับนายเงินนั่นเอง

 

ลด 40% กลับมาแล้ว! สมัครรับนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 1 ปี (12 ฉบับ) ลดเหลือเพียง 1,200 บาท เฉพาะสมัครวันที่ 9-31 ม.ค. 2564 เท่านั้น คลิกสมัครและดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่


หมายเหตุ : เนื้อหานี้คัดบางส่วนจากบทความ “ค้าหญิงจีนข้ามชาติในประวัติศาสตร์สังคมไทย” โดย ดารารัตน์ เมตตาริกานนท์ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับกุมภาพันธ์ 2543


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2559

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป