วิบากกรรม “โอรสนโปเลียนที่ ๓” ขอ “พึ่งบารมี” พระเจ้ากรุงสยาม และอวสานราชวงศ์โบนาร์ปาต

(ซ้าย) พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงต้อนรับปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน อย่างอบอุ่นในกรุงเทพฯ (ขวา) ปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน ทรงขอพึ่งพระบารมีพระเจ้ากรุงสยาม

ต้นทศวรรษ ค.ศ. ๑๘๖๐ (พ.ศ. ๒๔๐๓) ถือเป็นยุคทองของรัชกาลพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ฝรั่งเศสได้กลายเป็นชาติชั้นนำของโลกทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง พระนามของพระองค์มีอิทธิพลเตือนใจให้ชาวฝรั่งเศสรำลึกถึงคุณงามความดีของพระเจ้านโปเลียนที่ ๑ ผู้เป็นพระปิตุลาและผู้ก่อตั้งราชวงศ์โบนาร์ปาต พระเจ้านโปเลียนที่ ๓ จึงทรงเกิดความคิดที่จะรื้อฟื้นอำนาจของราชวงศ์โบนาร์ปาตขึ้น เพื่อแสวงหาโอกาสในการก้าวขึ้นมาเป็น “เจ้ายุโรป” อีกครั้ง

การขยายอิทธิพลของมหาอำนาจยุโรป ซึ่งในเวลานั้นมีเพียงอังกฤษและฝรั่งเศส ไม่ได้จำกัดตัวอยู่เฉพาะการสงครามเท่านั้น ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ภายหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรม ยังเป็นยุคของการขยายตัวทางเศรษฐกิจและอาณานิคมด้วย เครื่องจักรกลชนิดใหม่ได้แปรเปลี่ยนอังกฤษและฝรั่งเศสให้เป็นผู้นำทางอุตสาหกรรม สนามแข่งขันแห่งใหม่ของยุคนั้นคือตะวันออกไกล ซึ่งทั้ง ๒ ประเทศขับเคี่ยวกันอย่างเผ็ดร้อน และต่างก็หวังที่จะเข้าครอบครองดินแดนใหม่อันอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ และเพื่อหาแหล่งระบายสินค้าขนาดใหญ่ ดินแดนที่ว่านี้คือคาบสมุทรอินโดจีน (อุษาคเนย์) และแคว้นยูนนาน (จีนตอนกลาง) อันเป็นผืนแผ่นดินที่ยังบริสุทธิ์อยู่

มงติญี ราชทูตฝรั่งเศสประจำเมืองมาเก๊า รายงานการสำรวจเข้าไปทางปารีสว่า “บทบาทของฝรั่งเศส ซึ่งเป็นบทบาทอันยิ่งใหญ่ คือบทบาทของผู้คุ้มครอง ไม่เพียงแค่สำหรับไทยและลาวเท่านั้น แต่ยังสำหรับดินแดนทั้งหมดอันมั่งคั่งและไพศาล ซึ่งมีอาณาเขตตั้งแต่อินเดียของอังกฤษจนกระทั่งจรดเมืองจีน หากรัฐบาลแห่งองค์จักรพรรดิประสงค์แล้ว ฝรั่งเศสก็จะเข้าอารักขาเยี่ยงผู้มีอำนาจสูงสุด และยามนั้นฝรั่งเศสก็จะเป็นผู้ตัดสินที่การุณย์และเป็นผู้พิทักษ์อันทรงเดชานุภาพที่เหลืออยู่สำหรับพวกเขา”(๖)

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงหยั่งรู้โครงสร้างของลัทธิจักรวรรดินิยมดี ตรัสว่า “เมื่อครั้งมงติญี ก็ได้เคยมาเกลี้ยกล่อมชักชวนสยามที่นี่ ให้ขึ้นกับฝรั่งเศส โดยนำเอาเรื่องร้ายต่างๆ ที่จะมีกับอังกฤษมาชี้แจงให้เห็น เดี๋ยวนี้ฝรั่งเศสก็คงจะรู้แล้วว่า จะปฏิบัติหรือดำเนินนโยบายอย่างสันติกับกรุงสยามนั้นคงจะไม่สำเร็จเสียแล้ว มีอยู่อย่างเดียวเท่านั้น เขาจะต้องใช้กำลังเข้ารุกราน”(๕)

แต่พระองค์ก็ทรงทำใจดีสู้เสือ และทรงหาทางออกด้วยกุศโลบายต่างๆ เพื่อผ่อนปรนการบีบคั้นของศัตรู ในขั้นแรกแทนที่จะตั้งรับฝ่ายเดียว พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงตัดสินพระทัยส่งคณะทูตชุดใหญ่ที่สุดจากกรุงรัตนโกสินทร์ไปเปิดฉากเจรจาโดยตรงถึงกรุงปารีส พระราชวิเทโศบายเชิงรุกที่ทรงใช้กับฝรั่งเศส มีเจตนาที่จะขัดขวางนโยบายขยายอาณานิคมของพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ไม่ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ การต้อนรับความแข็งกร้าวด้วยการประนีประนอม ๒ ครั้งใหญ่ๆ เกิดขึ้นโดยวิธีออกอุบายให้รัฐบาลฝรั่งเศสส่งเรือรบขนาดใหญ่มารับทั้ง ๒ ครั้ง ครั้งแรกเพื่ออัญเชิญเครื่องมงคลราชบรรณาการจำนวนมหาศาลรวมถึงพระมหามงกุฎสยามอันสูงค่าไปพระราชทาน (พ.ศ. ๒๔๐๔) และครั้งที่ ๒ เพื่อนำช้างกับสัตว์ป่ามีชีวิตจำนวนมากไปเป็นของขวัญเพิ่มเติมอีก (พ.ศ. ๒๔๐๕) ล้วนเป็นแนวคิดรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์ใดทรงกระทำมาก่อน ส่งผลให้ผู้นำฝรั่งเศสต้องหันมาเปลี่ยนแปลงท่าทีที่เคยใช้ความรุนแรงมาเป็นการเจรจาแทน กลยุทธ์ใหม่ที่พระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ทรงใช้ ก็เป็นสิ่งที่ไม่ทรงเคยปฏิบัติต่อราชสำนักอื่นใดในทวีปเอเชียมาก่อนเลยเช่นกัน ในการนี้ทรงจัดส่งเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดสำหรับชาวต่างชาติ ชื่อลิยอง ดอนเนอร์ มาพระราชทานพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระองค์และจักรพรรดินียูเจนี ขนาดเท่าองค์จริง ๒ รูป นอกจากนั้นยังมีภาพวาดคณะราชทูตสยามเข้าเฝ้าถวายพระราชสาส์นที่พระราชวังฟองเตนโบล แล้วยังมีพระบรมรูปปั้นจำลองส่งมาให้เป็นที่ระลึกด้วย แต่ที่พิเศษที่สุดประกอบด้วยพระแสงกระบี่ ๒ เล่ม สลักพระบรมนามาภิไธยย่อ “N III” แทนคำเต็มว่า Napoleon III ซึ่งถึงแม้จะไม่มีความมุ่งหวังโดยตรงก็ตาม ทว่ามันกลับสื่อความหมายสำคัญทางการเมืองต่อราชสำนักกรุงเทพฯ และมีผลทางจิตวิทยาต่อเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ในตระกูลบุนนาค ทำให้เกิดความลังเลใจและหวั่นเกรงพระบารมีของพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ไปตามๆ กัน สร้างแรงกดดันให้กับเสียงสนับสนุนและการสรรหาองค์รัชทายาทที่จะสืบทอดราชบัลลังก์สยามต่อไป ดังปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ร.๕ ว่า

“ฝ่ายฝรั่งเศสก็เห็นจะเข้าใจอย่างเดียวกัน พระเจ้าเอมเปอเรอนโปเลียนที่ ๓ จึงถือเอาเป็นโอกาสที่จะบำรุงทางพระราชไมตรีให้สนิทยิ่งขึ้น โปรดให้สร้างพระแสงกระบี่ขึ้น ๒ องค์ ส่งมาถวายเมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๑๐ พระแสงกระบี่องค์ใหญ่จารึกอักษรว่า ‘ของเอมเปอเรอฝรั่งเศสถวายพระเจ้าแผ่นดินสยาม’ พระแสงกระบี่องค์น้อยจารึกอักษรว่า ‘ของพระยุพราชกุมารฝรั่งเศสถวายพระราชกุมารสยาม’ ดังนี้”(๓)

ภาพพจน์ของพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ มีผลทางจิตใจและความรู้สึกของเสนาบดีไทยไม่น้อยไปกว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในขณะนั้น พระราชพงศาวดารฉบับดังกล่าวเน้นต่อไปถึงอิทธิพลของพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ที่มีต่อพระเจ้ากรุงสยาม

“พระยาสุรวงศวัยวัฒน์กราบบังคมทูลว่า ถ้าไม่ยกสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ [เจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์] ขึ้นครองราชสมบัติ น่ากลัวจะมีเหตุร้ายไปภายหน้า ด้วยคนทั้งหลายตลอดจนชาวนานาประเทศก็นิยมนับถือสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนพินิตประชานาถว่า เป็นรัชทายาท แม้สมเด็จพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ เอมเปอเรอฝรั่งเศสก็ได้มีพระราชสาส์นทรงยินดีประทานพระแสงมีจารึกยกย่องพระเกียรติยศเป็นรัชทายาทมาเป็นสำคัญ ถ้าไม่ยกสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าฯ กรมขุนพินิตประชานาถ ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินต่อไป การภายหน้าเห็นจะไม่เป็นปกติเรียบร้อยได้ มีพระราชดำรัสว่า เมื่อเห็นพร้อมกันเช่นนั้นก็ตามใจ”(๓)

ความเข้าใจเรื่องความสำคัญของพระแสงกระบี่นโปเลียนอาจจะมีความจริงอยู่บ้าง เพราะนอกจากกระบี่อาญาสิทธิ์จะสามารถทำให้พระราชกุมารสยามได้ขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดินจริงๆ แล้ว มันยังเป็นเครื่องมือที่พระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ใช้บอกสัญญาณในการสละราชสมบัติของตัวพระองค์เอง ซึ่งจะเกิดขึ้นหลังจากนั้นเพียง ๓ ปี และจะได้อธิบายต่อไป

นอกจากพระนามของพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ จะได้รับการบันทึกอยู่ในพงศาวดารไทยมากมายหลายที่แล้ว พระนามของพระราชโอรสของพระองค์ที่ชื่อ “หลุยส์ นโปเลียน” ยังได้รับการกล่าวขวัญถึงควบคู่กันอยู่เสมอๆ พระณรงค์วิชิต (จอน บุนนาค) ในคณะราชทูตไทยไปฝรั่งเศสครั้งปี พ.ศ. ๒๔๐๔ เคยพูดถึงปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน ไว้เช่นกันดังนี้ “ท้องพระโรงที่เสด็จออกนั้น พื้นสองชั้นๆ บนมีพระแท่นยาวแล้วมีพระที่นั่งเรียงกัน ๓ องค์ สมเด็จพระเจ้าเอมเปอเรอเสด็จประทับพระที่นั่งข้างซ้าย พระเจ้าลูกยาเธอทรงเครื่องดำอย่างทหาร เสด็จยืนอยู่ข้างพระที่นั่งฝ่ายขวา” และภายหลังพิธีการถวายพระราชสาส์นจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว “สมเด็จพระเจ้าเอมเปอเรอแลเอมเปรศ พระมเหษีแลพระเจ้าลูกยาเธอเนโปเลียน เสด็จมาไต่ถามทุกข์สุขถึงสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามทั้งสองพระองค์ แล้วรับสั่งให้หาตัวนายชาย [บุตรของอุปทูตอายุ ๑๐ ขวบ] มาให้พระเจ้าลูกยาเธอเนโปเลียนจับมือด้วย” ราชวงศ์โบนาร์ปาตถูกฟื้นฟูจนได้รับการยอมรับถึงขีดสุดอีกครั้งเมื่อพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ทรงสามารถเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนและศรัทธาจากพันธมิตรกลับคืนมาให้สนับสนุนนโยบายใหม่ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยความหวังของพระองค์(๑)

(ซ้าย) ปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน ทรงสัมผัสมือกับบุตรชายอุปทูตไทย พาดหัวข่าวทูตไทยเข้าเฝ้าพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ในฝรั่งเศส (ภาพจากหนังสือพิมพ์ Le Monde Illustré, 1861)
(ขวา-บน) ปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน วันหนึ่งข้างหน้าจะเข้ามากรุงสยามเพื่อขอพบพระสหายเก่า (ภาพจากหนังสือพิมพ์ Le Monde Illustré, 1861)
(ขวา-ล่าง) ความฝันของพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ วันหนึ่งฝรั่งเศสจะมีพระเจ้านโปเลียนที่ ๔

แต่หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว พงศาวดารไทยก็ไม่เขียนถึงจักรพรรดิฝรั่งเศสอีก ราชวงศ์โบนาร์ปาตและราชวงศ์จักรี “ขาดการติดต่อ” กันโดยฉับพลัน ระหว่างรอยต่อของรัชกาลที่ ๔ และที่ ๕ ในสยามมีเพียงหนังสือพิมพ์สยามรีโพซิตอรี (The Siam Repository) ของ Samuel J. Smith เท่านั้นที่รายงานความต่อเนื่องเป็นระยะๆ ว่าในยุโรปสงครามได้ปะทุขึ้นระหว่างฝรั่งเศสและปรัสเซีย (เยอรมนี) ประมาณกลางปี ค.ศ. ๑๘๗๐ (พ.ศ. ๒๔๑๓) โดยฝรั่งเศสเป็นฝ่ายเริ่มประกาศสงครามก่อน

“พระเจ้านโปเลียนที่ ๓ พร้อมด้วยสมเด็จพระยุพราช เสด็จฯ โดยรถไฟพระที่นั่งสู่แนวรบด้านชายแดนฝรั่งเศส-ปรัสเซีย ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของกองทหารรักษาพระองค์ที่มาส่งเสด็จ “พระจักรพรรดิจงทรงพระเจริญ!” (Vive L”Empereur!) จักรพรรดินีทรงพระกันแสงแต่ก็ทรงฝืนยิ้มด้วยความตื้นตันพระทัย” (ข่าว ๑๐ สิงหาคม ๑๘๗๐)

นายสมิธรายงานความเป็นไปต่อไปอีก “สมเด็จพระยุพราชทรงตรากตรำอยู่กับสมเด็จพระจักรพรรดิผู้ทรงบัญชาการรบอย่างองอาจ ทรงควบม้าตามหลังม้าพระที่นั่งของพระบรมราชชนกเป็นชั่วโมงๆ เมื่อเสด็จไปทอดพระเนตรการรบในสมรภูมิ” แต่แล้วข่าวสั้นๆ ที่สร้างความตื่นตระหนกก็แทรกเข้ามาอย่างกะทันหัน “สมเด็จพระจักรพรรดิมีพระราชบัญชาให้นำพระยุพราชออกไปจากสมรภูมิโดยเร็วเพื่อความปลอดภัย และด้วยเหตุผลบางประการ พระยุพราชมิได้ถูกอัญเชิญกลับมากรุงปารีสในทันที แต่ถูกนายทหารกลุ่มหนึ่งนำพระองค์บ่ายหน้าไปทางพรมแดนเบลเยียม แล้วทรงถูก ‘ลักลอบ’ ข้ามช่องแคบอังกฤษไปยังเมืองเฮสติงบนฝั่งอังกฤษแล้ว” (ข่าว ๑๗ กันยายน ๑๘๗๐)(๙)

ช่างเป็นเรื่องน่าสลดใจที่พระยุพราชผู้ทรงเป็นความหวังของราชวงศ์โบนาร์ปาต จำต้องมีอันพลัดพรากไปอย่างกะทันหันเช่นนั้น ลางร้ายของความวิบัติจากสงครามฟรังโก-ปรัสเซีย นำความหายนะมาสู่ราชบัลลังก์ พระเจ้านโปเลียนที่ ๓ จึงทรงตัดสินพระทัยที่จะสละราชสมบัติในสนามรบนั่นเอง โดยปล่อยให้อนาคตของฝรั่งเศสเป็นไปตามชะตากรรม

พระเจ้านโปเลียนที่ ๓ และพระโอรส ที่แนวหน้า

นักพงศาวดารชาวอังกฤษลำดับเหตุการณ์ของชั่วโมงวิกฤติในเวลานั้น

“ที่เมือง Sedan [อ่าน เซ-ดง] ทหารฝรั่งเศสถูกโอบล้อมอยู่โดยรอบด้วยกองทัพปรัสเซีย พระเจ้านโปเลียนทรงเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของพระยุพราชจึงมีพระบัญชาให้นำพระราชโอรสไปอยู่ใกล้ชายแดนเบลเยียมที่สุด หากเกิดอันตรายขึ้นจะได้เล็ดลอดข้ามชายแดนเข้าไปได้โดยสะดวก พระยุพราชถวายบังคมลาที่เมือง Tourterton ครึ่งทางระหว่าง Rheims กับ Sedan พระเจ้านโปเลียนทรงแน่พระทัยว่ามันเป็นการลาครั้งสุดท้าย พระองค์ทรงมอบหมายให้ราชองครักษ์ ๓ นาย คือ กัปตัน Duperre, Lamey และ Comte Clary เป็นผู้ถวายอารักขาพระยุพราช โดยที่พระจักรพรรดินียูเจนี ณ กรุงปารีสไม่ทรงทราบความคืบหน้าเหล่านั้นเลย

พระยุพราชต้องทรงระหกระเหินตามลำพังต่อไปอีก ๑ สัปดาห์ ด้วยพระชนมายุเพียง ๑๔ พรรษา ความตรากตรำจาก ๔ สัปดาห์ที่แนวรบทำให้ทรงอิดโรยอย่างมาก คืนหนึ่งทรงผวาตื่นจากพระบรรทม เพราะเสียงปืนใหญ่ของฝ่ายศัตรูที่ประชิดเข้ามา ราชองครักษ์รีบนำพระองค์ลึกเข้าไปในป่าใหญ่ทางทิศเหนือ แต่เนื่องจากไม่มีพระราชบัญชาจากพระจักรพรรดิ ราชองครักษ์รีบถวายรายงานเข้ามายังจักรพรรดินีที่ปารีส พระนางตอบกลับไปอย่างฉุนเฉียวว่า ‘จงยืนหยัดต่อไปในสนามรบ ฉันยอมเสียน้ำตาหากสงครามจะมาพรากลูกที่รักไป แต่การทรยศต่อหน้าที่ฉันคงไม่ยอมแน่’ “(๘)

ในที่สุดก็มีหมายรับสั่งเข้ามาจากพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ให้ลักลอบนำพระยุพราชเข้าไปในเบลเยียม ข่าวความพ่ายแพ้ของกองทัพฝรั่งเศสมาถึงหูชาวปารีสในไม่ช้า จักรวรรดิที่สอง (Second Empire) กำลังสิ้นสุดลงแล้ว ประชาชนลุกฮือขึ้นก่อการจลาจลไปทั่วทุกหย่อมหญ้า พระยุพราชต้องทรงปลอมพระองค์ไปตลอดทางเพื่อกันคนสังเกต พระองค์ทรงเปลี่ยนเครื่องแบบจากหัวหน้าทหารมหาดเล็กฝรั่งเศสเป็นชุดเด็กชาวนามอมแมม พรางตาผ่านเข้าไปยังประเทศที่สาม จากเมืองท่า Ostend บนชายฝั่งเบลเยียม ทรงต่อเรือข้ามไปยังประเทศอังกฤษ

ณ จุดนั้น แม่ทัพชั้นผู้ใหญ่ทูลแนะนำให้พระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ทรงหนีเอาชีวิตรอดเช่นกัน แต่พระองค์ทรงปฏิเสธ พระเจ้านโปเลียนที่ ๓ มีพระราชหัตถเลขาไปยังแม่ทัพใหญ่ M. Macmahon ให้ประกาศว่า “ทหารหาญของข้า พวกเจ้าจงแสดงวีรกรรมเฉกเช่นบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของพวกเจ้า พระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งฝรั่งเศส ถ้าทุกคนต่อสู้เพื่อมาตุภูมิต่อไปอย่างกล้าหาญ” แต่ทรงถลำไปข้างหน้าเพราะความเจ็บปวดจากพระอาการประชวรที่กำเริบขึ้น [ทรงเป็นโรคนิ่วเรื้อรังในกระเพาะปัสสาวะ-ผู้เขียน] จนต้องถูกหามออกไปจากสนามรบ วันรุ่งขึ้นมีพระราชหัตถเลขาถึงพระจักรพรรดินีมีใจว่าความ “ฉันไม่เคยนึกฝันถึงความหายนะที่เลวร้ายถึงขนาดนี้” นายพล ๓ คนขอเข้าเฝ้าด่วนเพื่อถวายรายงานถึงความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในการรบ และทูลแนะนำให้ยอมจำนนเพื่อยุติการรบทันทีเพื่อรักษาชีวิตไว้ แต่ก็ทรงปฏิเสธอีก หลังจากนั้นไม่นาน นายพล Lebrun ก็ยกธงขาวขึ้นและยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข

(ซ้าย) ปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน ทรงฉายกับพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ และพระราชชนนี ภายหลังรับรองทูตจากสยาม
(ขวา) ทหารนโปเลียน “ยกธงขาว” ย้อมแพ้ที่เซดง (ภาพจาก The Illustrated London News, 1870)

พระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ทรงฝืนพระทัยร่างพระราชหัตถเลขาถึง Prince Frederik William มกุฎราชกุมารปรัสเซีย ซึ่งทรงบัญชาการรบอยู่นอกเมือง Sedan เจ้าชายพระองค์นี้ครั้งหนึ่งในปี ค.ศ. ๑๘๖๗ (พ.ศ. ๒๔๑๐) เคยได้รับการทูลเชิญจากพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ให้เป็นตัวแทนปรัสเซียไปร่วมในงานปารีสเอ๊กซิบิชั่น เฉกเช่นพระประยูรญาติที่สนิทชิดเชื้อพระองค์หนึ่ง ในพระราชหัตถเลขานั้นมีใจความว่า

“พระอนุชาที่รักของฉัน เพราะฉันไม่สามารถตายในสนามรบพร้อมกับกองทัพของฉัน ฉันจึงขอใช้เวลานี้มอบพระแสงกระบี่ของฉันต่อพระหัตถ์ของท่านแต่โดยดี

จากพระเชษฐาของท่าน

นโปเลียน

เซ-ดง ๑ กันยายน ๑๘๗๐”(๗)

 

พระเจ้านโปเลียนที่ ๓ มีพระราชหัตถเลขาอีกฉบับหนึ่งส่งถึงจักรพรรดินีเปิดเผยความในพระทัยว่า

“ฉันปรารถนาความตายมากกว่าที่จะมีชีวิตอยู่อย่างผู้ปราชัย แต่มันเป็นหนทางเดียวที่จะหยุดยั้งการทำลายชีวิตทหารหาญกว่า ๘๐,๐๐๐ คน ฉันได้เข้าเฝ้ากษัตริย์แล้ว [พระเจ้าวิลเลียมแห่งปรัสเซีย] พระองค์ตรัสกับฉันพร้อมน้ำตาถึงความอัปยศและความเศร้าโศกที่ฉันได้รับ พวกเขากำลังจะส่งฉันไปอยู่ที่ปราสาทแห่งหนึ่งใกล้เมือง Cassel แต่มันจะมีความหมายอะไรอีก ฉันโทมนัสด้วยความทุกข์ระทมแสนสาหัส ขอพระเจ้าคุ้มครองเธอ

นโปเลียน”

หลังจากนั้นเพียง ๑ เดือน กองทัพปรัสเซียเกือบครึ่งล้านคนก็เคลื่อนถึงกรุงปารีส ท่ามกลางความไม่สงบและจลาจลที่มีอยู่ทั่วไป จักรพรรดินียูเจนีทรงหนีตายออกมาได้อย่างหวุดหวิด ด้วยความช่วยเหลือของ Dr.Evans นายแพทย์ชาวอเมริกันประจำราชสำนัก ทางรอดของราชวงศ์โบนาร์ปาตที่เหลืออยู่มีเพียงประเทศอังกฤษเท่านั้น และควีนวิกตอเรียพระสหายเก่า ก็ไม่ทรงทำให้ผิดหวังเลย(๘)

อีก ๓ เดือนต่อมา พระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ก็ทรงถูกเนรเทศออกไปสมทบกับครอบครัวของพระองค์ในอังกฤษ สมาชิกในราชวงศ์ไม่ได้รับอนุญาตให้กลับมาฝรั่งเศสอีก พระเจ้านโปเลียนที่ ๓ จักรพรรดินียูเจนี และปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน มาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง ในสภาพผู้ขอลี้ภัยการเมืองในประเทศที่ ๓ ถึงจะมีชีวิตรอดมาได้ แต่ก็ปราศจากเกียรติยศและอิสรภาพ ได้มีความพยายามที่จะกอบกู้ราชบัลลังก์ของพวกฝรั่งเศสกลุ่มหนึ่งที่เรียกตัวเองว่าพวกนิยมโบนาร์ปาต ซึ่งตั้งตัวเป็นขบวนการใต้ดิน เพื่อเตรียมการทำรัฐประหารครั้งใหม่ในฝรั่งเศส แต่มันก็สายไปเสียแล้ว เพราะพระอาการประชวรของพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ไม่ดีขึ้น ความเคลื่อนไหวต่างๆ จำต้องหยุดชะงักลงเป็นการชั่วคราว ปี ค.ศ. ๑๘๗๒ (พ.ศ. ๒๔๑๕) พระยุพราชซึ่งมีพระชนมายุย่างเข้า ๑๗ พรรษา ทรงเจริญวัยเข้าสู่วัยหนุ่มที่มีความมั่นใจและเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน มีพระประสงค์จะเป็นทหาร เพื่อเตรียมตัวสำหรับการสืบทอดราชบัลลังก์ต่อไปในอนาคต ติดอยู่ที่กฎมณเฑียรบาลไม่อนุญาตให้พระยุพราชฝรั่งเศสรับราชการในกองทัพต่างชาติ แต่แล้วพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ก็เข้าแทรกแซงและพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นกรณีพิเศษ พระยุพราชจึงทรงได้มีโอกาสเข้าศึกษา ณ โรงเรียนนายร้อยทหารบกอังกฤษที่เมือง Woolwich

วันที่ ๘ มกราคม ๑๘๗๓ (พ.ศ. ๒๔๑๖) พระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ทรงเข้ารับการผ่าตัดกระเพาะปัสสาวะเป็นครั้งที่ ๓ แต่พระอาการกลับทรุดลงอย่างหนัก และเสด็จสวรรคตในวันนั้นที่เมือง Chiselhurst ในประเทศอังกฤษ ท่ามกลางผู้แทนจากราชสำนักอังกฤษและชาวฝรั่งเศสโพ้นทะเลประมาณ ๓๐๐ คน งานพระบรมศพถูกจัดขึ้นอย่างเศร้าสลดที่โบสถ์เล็กๆ ชื่อ St.Mary ซึ่งผู้แทนพระองค์ของควีนวิกตอเรียเขียนรายงานถวายภายหลังว่า ถึงมันจะเป็นไปอย่างเรียบง่ายแต่ก็เป็นการถวายพระเกียรติยศเต็มรูปแบบสำหรับกษัตริย์เช่นที่ควรเป็น หากจัดขึ้นที่โบสถ์ Notre Dame ในปารีส เมื่อพระยุพราชเสด็จออกมาทางประตูโบสถ์ ฝูงชนก็ร้องตะโกนอยู่เซ็งแซ่ว่า “พระจักรพรรดิองค์ใหม่จงทรงพระเจริญ” แต่พระยุพราชร้องตอบไปว่า “ไม่ใช่, พระจักรพรรดิสวรรคตแล้ว ขอให้ฝรั่งเศสจงเจริญ” แต่ก็ยังมีเสียงโห่ร้องอื้ออึงสวนขึ้นอีกว่า “นโปเลียนที่ ๔ จงทรงพระเจริญ!”(๗)

“ปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน” รัชทายาทองค์สุดท้ายโดยชอบธรรมของราชวงศ์โบนาร์ปาตทรงใช้ชีวิตอยู่ต่อไปในอังกฤษกับพระราชชนนี แต่ด้วยวัยหนุ่มแน่นและนิสัยรักการผจญภัย พระองค์เสด็จไปในประเทศต่างๆ ที่พระองค์รู้จักและที่ที่ประชาชนให้การยอมรับ อิตาลีเป็นประเทศหนึ่งที่พระเจ้าแผ่นดิน [พระเจ้าอุมแบรโต] มีศักดิ์เป็นพระประยูรญาติทางพระบรมราชชนก ปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน จึงได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นที่นั่นเสมอ

ทว่ายังมีอีกประเทศหนึ่งในซีกโลกตะวันออก ซึ่งครอบครัวของพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ทรงคุ้นเคยเป็นอย่างดี ปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน ทรงเคยมีโอกาสรู้จักกับคณะของชาวสยามที่เดินทางมาเยือนถึงพระราชวังฟองเตนโบล ๑๐ กว่าปีก่อนหน้านั้น และพระบรมราชชนกของพระองค์ก็ทรงเคยเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวราชสำนักที่กรุงเทพฯ บางทีราชวงศ์จักรียังพอจะนับญาติกับราชวงศ์โบนาร์ปาตอยู่บ้าง

หนังสือพระราชประวัติพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ทุกเล่ม กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า สมาชิกของพระราชวงศ์โบนาร์ปาตเดินทางออกมาจากประเทศฝรั่งเศสแบบคนสิ้นเนื้อประดาตัว การดำรงชีพในอังกฤษจึงอยู่ภายใต้พระบรมราชินูปถัมภ์ของพระราชินีอังกฤษเป็นส่วนใหญ่ การเดินทางของพระยุพราชฝรั่งเศสไปยังประเทศต่างๆ ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองมาก จึงไม่น่าจะเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินเหมือนในยามปกติ ทำให้สันนิษฐานได้ว่า การเสด็จประพาสแต่ละครั้ง ถ้ามิใช่เป็นการเดินสายเพื่อหาเสียงสนับสนุนทางการเมืองแล้วก็อาจจะเป็นการแสวงหาปัจจัยนอกระบบ หรือเพื่อร้องขอความอนุเคราะห์จากมิตรประเทศที่เคยมีสัมพันธ์อันดีต่อกันมาก่อน อย่างไรก็ตามยังไม่มีคำอธิบายใดๆ ที่สามารถยืนยันจุดประสงค์ที่แท้จริงของพระยุพราชได้ การค้นพบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพระกรณียกิจลับๆ ของสมาชิกจากราชวงศ์โบนาร์ปาตนับจากนั้น ถือเป็นการค้นพบทางประวัติศาสตร์ที่น่าตื่นเต้น และยังมิได้มีการชำระมาก่อน(๘)

หนังสือจดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภาคที่ ๒๐ เล่าเรื่องการมาเยือนกรุงสยามของปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน พระราชโอรสองค์เดียวของพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ด้วยเหตุผลที่ไม่เป็นที่เปิดเผย การมาครั้งนี้เป็นราชกิจส่วนพระองค์ที่รัฐบาลฝรั่งเศสไม่รับรู้ด้วย และไม่ยอมถวายการต้อนรับในฐานะราชนิกุลฝรั่งเศสผู้มีเกียรติ ในเวลานั้นประเทศฝรั่งเศสได้เปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นสาธารณรัฐแล้ว โดยมีตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นผู้นำประเทศแทนจักรพรรดิ ชาวฝรั่งเศสจึงไม่เคารพนับถือเจ้านายในระบอบเก่าอีก โดยเฉพาะรัชทายาทของพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ซึ่งนำความพ่ายแพ้ในสงครามที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นมาสู่ชาวฝรั่งเศสโดยตรง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงบันทึกถึงพระสหายเก่าแก่ผู้เคยถวาย “กระบี่พระยุพราชนโปเลียน” เข้ามาพระราชทานถึงกรุงสยาม มีรายละเอียดดังนี้

“วันอาทิตย์, ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๔ ปีระกา เวลาจวนย่ำค่ำกรมหมื่นเทววงศ์นำฮีลไฮเนส ปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน เอมเปรอฝรั่งเศส ซึ่งปราชัยในการสงครามกับเยอรมันแล้ว ต้องจากเมืองฝรั่งเศสไป ปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน องค์นี้เปนราชภาคินัยของสมเด็จพระเจ้าอุมเบิด พระเจ้าแผ่นดินอิตาลีด้วย ครั้งนี้กงสุลอิตาลีเปนธุระรับรอง และได้ทรงพระกรุณาโปรดให้ไปอยู่ที่วังพระองค์เจ้าสวัสดิโสภณตามเช่นเคยรับเจ้านายต่างประเทศมาแต่ก่อน เมื่อปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน เข้าเฝ้าก็ได้ดำรัสพระราชปฏิสันถารโดยสมควรแล้ว กราบถวายบังคมลากลับไป เสด็จออกมาส่งถึงมุขอัฒจันทร์พระที่นั่ง”(๒)

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์ เป็นเจ้านายไทยอีกผู้หนึ่งที่มีโอกาสได้ถวายต้อนรับปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน บันทึกความทรงจำของพระองค์ตอนหนึ่งกล่าวถึงพระยุพราชผู้ตกยากว่า

“เวลาบ่าย ๕ โมงเสด็จออกประทับที่ซิตติงรูม ปรินสหลุย แนโปเลียน เฝ้า ปรินสหลุย แนโปเลียน คนนี้เปนเจ้านายเชื้อวงษ์ของเอมเปอเรอฝรั่งเศส แต่การบ้านเมืองผันแปรไป คือ เขาไม่นับถือเจ้าในบัดนี้ จึงต้องเที่ยวรหกรเหินไป เข้าในกรุงเทพฯ สองสามวันนี้เปนการไปรเวต กงซุลอิตาลีผู้เปนธุระรับรอง ทูตฝรั่งเศสไม่ยอมเกี่ยวข้องเปนธุระด้วย มาพักอยู่ที่วังองค์สวัสดิโสภณ วันนี้จึ่งมาเฝ้า”(๔)

หลักฐานเพิ่มเติมที่พบในเมืองไทยทำให้เชื่อได้ว่าปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน ทรงพำนักอยู่ในกรุงเทพฯ นานกว่า ๑๐ วัน พร้อมด้วยราชองครักษ์อย่างน้อยคนหนึ่ง ทำให้มีโอกาสเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวหลายครั้งหลายหน

“วันพุธ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๔ ปีระกา มีการมหรสพสมโภชพระอาราม [วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม] เปนการใหญ่ตามธรรมเนียม วันนี้ปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน มาเข้าเฝ้าที่พลับพลาด้วย”(๒)

ต่อมาอีก ๑ สัปดาห์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสบโอกาสเหมาะที่จะพระราชทานเลี้ยงใหญ่เพื่อเป็นเกียรติยศต่อพระสหายเก่า ซึ่งมีให้เห็นไม่บ่อยนักสำหรับผู้นำประเทศที่หมดอำนาจทางการเมือง ข้อมูลต่อไปนี้เป็นรายละเอียดของงานเลี้ยง พร้อมด้วยพระนามของเจ้านายฝ่ายสยามผู้ได้รับคัดเลือกให้ร่วมโต๊ะเสวยอยู่ด้วย บ่งบอกความสำคัญของผู้มาเยือน

“วันพุธ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๔ ปีระกา วันนี้ไม่มีราชการอะไร โปรดให้มีการดินเนอร์พระราชทานฮีลไฮเนส ปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน เวลาทุ่มเศษ พระเจ้าอยู่หัวทรงครึ่งยศทหาร เสด็จออกประทับดายนิ่งรูม ปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน กับพระบรมวงศานุวงศ์ที่ถูกเชิญเข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วเสด็จไปประทับห้องเสวยพระที่นั่งมูลสถานบรมอาศน์ มีแผนที่และพระนาม นาม ท่านผู้ที่ประชุมในโต๊ะข้างล่างนี้

 

ยามเศสดินเนอร์แล้วเสด็จประทับซิตติ้งรูม ตรัสอยู่กับเจ้านโปเลียน จนเวลา ๔ ทุ่มเศษเจ้ากลับไป เสด็จขึ้น”(๒)

บุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น เป็นสักขีพยานของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ปรับเปลี่ยนไปตามสภาวะของเหตุการณ์ต่างๆ สยามประเทศสามารถปรับสภาพของตนเองจากครั้งหนึ่งที่เคย “เป็นรอง” ฝรั่งเศสอยู่อย่างเทียบไม่ติด ในสมัยรัชกาลที่ ๔ มา “เป็นต่อ” ได้ ในระดับหนึ่งสมัยต้นรัชกาลที่ ๕ นี่เอง ความเป็นต่อนี้เห็นได้จากการที่ผู้นำในระบอบเก่า คือปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน ทรงอุตส่าห์เดินทางมาขอพึ่งพระบารมีพระเจ้ากรุงสยามซึ่งเคยถูกฝรั่งเศสข่มเหงรังแกมาก่อน นอกจากนี้ในเวลาไล่เลี่ยกัน ผู้นำในระบอบใหม่ คือประธานาธิบดีจูล เกรวี ก็ยังติดต่อมาขอทหารไทย ๕๐๐ คน ให้ไปช่วยฝรั่งเศสรบกับพวกญวนในตังเกี๋ย (Tonkin) อีกด้วย(๔)

(ซ้าย) พระแสงกระบี่นโปเลียนถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระแสงกระบี่หลุยส์ นโปเลียนถวายเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ (สันนิษฐานว่าทรงฉายพระรูปนี้เพื่อส่งกลับไปถวายพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ จักรพรรดินียูเจนี และพระโอรสขณะทรงลี้ภัย
(ขวา-บน) “ตกยากในอังกฤษ” พระเจ้านโปเลียนที่ ๓ จักรพรรดินียูเจี และพระโอรส ขณะทรงลี้ภัย
(ล่าง-ซ้าย) พระเจ้านโปเลียน โบนาร์ปาตที่ ๑ เป็นพระปิตุลาของพระเจ้านโปเลียนที่ ๓
(ล่าง-ขวา) ปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน ในฉลองพระองค์เครื่องแบบทหารม้าอังกฤษ ทรงฉายก่อนทิวงคตไม่นาน

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงต้อนรับขับสู้ปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน อย่างอบอุ่น โดยไม่มีความรังเกียจเดียดฉันท์ แต่ก็ไม่ปรากฏว่าพระองค์จะพระราชทานพระบรมราชานุเคราะห์อะไรไปมากกว่านั้น แผนฟื้นฟูราชวงศ์โบนาร์ปาตที่เริ่มต้นไว้ก่อนที่พระเจ้านโปเลียนที่ ๓ จะสวรรคต ไม่ได้รับการรื้อฟื้นขึ้นมาอีกเพราะขาดปัจจัยเฉพาะหน้าหลายอย่าง เช่น อุปสรรคด้านทุนทรัพย์ กำลังทหาร และฐานอำนาจของปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน เองที่ไม่มีเหลืออยู่เลย ตั้งแต่พระบรมราชชนกจากไปอย่างกะทันหัน

เมื่อปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน ทรงพบว่าความพยายามที่จะสืบทอดราชบัลลังก์เป็นเรื่องไกลตัว พระภารกิจที่เหลืออยู่จึงทุ่มเทไปกับการศึกษาวิชาทหารที่ทรงถนัดและเหมาะสมที่สุดต่อไป ประมาณปี ค.ศ. ๑๘๗๙ (พ.ศ. ๒๔๒๒) ในแอฟริกาใต้เกิดการต่อต้านการยึดครองของกองทัพอังกฤษโดยชนพื้นเมืองเผ่าซูลู การสู้รบครั้งใหญ่ในวันที่ ๒๒ มกราคม ๑๘๗๙ (พ.ศ. ๒๔๒๒) ที่เมือง Isandhlwana เป็นเหตุให้ทหารอังกฤษเสียชีวิต ๘๐๐ นาย รัฐบาลอังกฤษจึงมีมติให้ส่งกองหนุนไปเสริมทันที และหน่วยหนึ่งที่ได้รับมอบหมายมีปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน รวมอยู่ด้วย พระองค์มีพระประสงค์จะเสด็จไปช่วยอังกฤษอย่างกระตือรือร้น แต่รัฐบาลอังกฤษไม่อนุญาตให้ไปในฐานะที่ทรงเป็นพระยุพราชของราชวงศ์ฝรั่งเศส ด้วยเห็นแก่พระโอรสที่ต้องการทำหน้าที่อย่างชายชาติทหาร จักรพรรดินียูเจนีทรงร้องขอให้สมเด็จพระราชินีอังกฤษเข้าแทรกแซง ควีนวิกตอเรียจึงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้โดยมีข้อแม้ว่า ไม่ทรงอนุญาตให้ปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน ร่วมในปฏิบัติการสู้รบไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น(๘)

M. Deleage นักข่าวหนังสือพิมพ์ Le Figaro จากฝรั่งเศส ประจำสำนักข่าวในแอฟริกาใต้ รายงานความคืบหน้าของสงคราม และพาดพิงไปถึงปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน ว่า “ทรงเป็นชายชาติทหารโดยกำเนิด มีบุคลิกลักษณะและสายเลือดของนักรบแห่งราชวงศ์โบนาร์ปาตอันเป็นที่เลื่องลือ”(๗)

ในวันที่ ๑ มิถุนายน ๑๘๗๙ (พ.ศ. ๒๔๒๒) หน่วยลาดตระเวนเบาประกอบด้วยทหาร ๖ นาย รวมทั้งปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน เข้าเวรตรวจการอยู่นอกค่าย ทันใดนั้นก็ต้องเผชิญหน้ากับหน่วยสอดแนมของซูลูโดยบังเอิญ ทหารอังกฤษซึ่งไม่ได้รับคำสั่งให้ต่อสู้ เกิดความตกใจต่างกระโจนขึ้นม้าควบหนีเอาตัวรอด เหลืออยู่แต่ปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน ซึ่งปกติเป็นคนชำนาญการขี่ม้า แต่ในวันนั้นพลาดท่าเนื่องจากขาหยั่งเท้าที่อานม้าหักลงกลางคัน ทำให้ทรงหงายหลังหล่นลงมากองอยู่ที่พื้นหญ้า พวกซูลู ๗ คนตีวงล้อมเข้ามา ปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน รีบชักปืนสั้นออกมาเพื่อป้องกันตัว โดยยิงออกไป ๓ นัด แต่ด้วยคราวเคราะห์เสียหลักเท้าสะดุดก้อนหินเข้าอีก เลยคะมำไปข้างหน้า ซูลูจึงกระหน่ำแทงด้วยหอกพร้อมๆ กัน ทำให้เสด็จทิวงคตในทันที

เชลยซูลูคนหนึ่งซึ่งถูกจับได้ในเวลาต่อมา สารภาพว่าร่างของหลุยส์ นโปเลียน ไม่ได้ถูกชำแหละเป็นชิ้นๆ เหมือนเหยื่อรายอื่นๆ อันเป็นสัญลักษณ์ของการเสียชีวิตเยี่ยงนักรบผู้กล้า เขาเล่าว่าพระองค์ยืนหยัดสู้อย่างพญาราชสีห์ด้วยความทระนงองอาจ(๘)

นักหนังสือพิมพ์คนเดิมรายงานข่าวอันเศร้าสลดไปฝรั่งเศสว่า “ข้าพเจ้าเชื่อว่านี่คือความสูญเสียครั้งใหญ่ของคนฝรั่งเศส ความเกลียดชังที่พวกเรามีต่อเขาได้บีบคั้นให้เจ้าชายผู้อาภัพ ต้องการพิสูจน์ความกล้าหาญของสายเลือดนักรบอันเข้มข้นที่เขามีอยู่ แต่ในดินแดนซึ่งไม่มีค่าสำหรับเขาเลย วีรกรรมของนโปเลียนคนสุดท้ายนำเกียรติยศมาสู่ประเทศฝรั่งเศสมากกว่าประเทศอังกฤษจะพึงได้รับ”(๗)

กองทัพอังกฤษได้ถวายคืนเครื่องแบบและสิ่งของติดตัวปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน ทั้งหมดให้กับจักรพรรดินียูเจนี หนึ่งในของสำคัญนั้นมีกระดาษแผ่นหนึ่งเป็นพินัยกรรมอันสะเทือนใจที่ปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน ได้เขียนไว้

“ฉันตายในนามของคริสต์ศาสนิกชนโรมันคาทอลิกที่ฉันเลื่อมใส ฉันปรารถนาให้ร่างของฉันอยู่เคียงข้างพระบรมชนกนาถของฉัน จนกว่าร่างของพวกเราจะถูกนำไปฝังไว้โดยสงบในสุสานหลวงของผู้ก่อตั้งพระราชวงศ์โบนาร์ปาตของเรา [หมายถึงที่ฝังพระศพพระเจ้านโปเลียนที่ ๑ ที่สุสานหลวง Les Invalides ในกรุงปารีส-ผู้เขียน] สิ่งสุดท้ายที่ฉันฝันถึงคือประเทศฝรั่งเศส และเพื่อฝรั่งเศสเท่านั้น ที่ฉันปรารถนาจะสละชีวิตให้เป็นราชพลี”

(ซ้าย) ปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน ทรงพลาดท่าตกจากม้า ถูกปลงพระชนม์โดยนักรบซูลู (ภาพจากวารสาร Royal Romances ตอน Emperor Napleon III & Eugénie)
(ขวา) ยถากรรมของพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ถวายบังคมพระบรมศพแบบตามมีตามเกิด

ปัจจุบันนี้พระศพของปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน พร้อมด้วยพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ ยังคงอยู่ในอังกฤษ บรรจุอยู่เคียงข้างกันในสุสานโบนาร์ปาตของโบสถ์ Farnboroug Abbey ในจังหวัด Hampshire พระบรมศพจักรพรรดิองค์สุดท้ายในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของฝรั่งเศส และรัชทายาทของพระองค์ไม่ได้ถูกนำกลับไปฝรั่งเศสตามพระราชประสงค์ในพินัยกรรมฉบับนั้น มีแต่เพียงเครื่องแบบทหารอังกฤษของปรินซ์หลุยส์ นโปเลียน ที่มีรอยหอก ๑๗ รู และคราบเลือดจางๆ เท่านั้นที่ถูกนำกลับไปเก็บรักษาไว้เพื่อจัดแสดง ณ พระราชวังกองเปียญ (Chateaux de Compiegne) นอกกรุงปารีสจนทุกวันนี้(๗)

พงศาวดารฝรั่งเศสยังไม่ยอมรับวีรกรรมของพระเจ้านโปเลียนทุกพระองค์เสียทั้งหมด ประวัติการณ์อันโชกโชนของพระเจ้านโปเลียนที่ ๓ และพระราชโอรสเป็นเรื่องราวที่น่าอัปยศในหัวใจของชาวฝรั่งเศสจริงหรือ?


หนังสือประกอบการค้นคว้า

(๑) จดหมายเหตุเรื่องราชทูตสยามไปกรุงฝรั่งเศส. พิมพ์แจกในงานพระราชทานเพลิงศพคุณหญิงตลับ ประดิพันธภูบาล. กทม., ๒๕๑๓.

(๒) จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. จดหมายเหตุพระราชกิจรายวัน ภาคที่ ๒๐. พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพเจ้าจอมเอิบ ต.จ.ว. ในรัชกาลที่ ๕. กทม., ๒๔๘๗.

(๓) ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จฯ กรมพระยา. พระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ร.๕.

(๔) บันทึกรายวัน ในพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสมมตอมรพันธุ์. พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมเกื้อ สวัสดิกุล ณ อยุธยา ต.จ. กทม., ๒๕๒๖.

(๕) พระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีถึงราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ๔ มีนาคม ๒๔๑๐. พิมพ์ในงานอนุสรณ์หม่อมสาย ศรีธวัช ณ อยุธยา. พระนคร, ๒๕๑๒.

(๖) เพ็ญศรี ดุ๊ก, ศ.ดร. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย (สยาม) กับฝรั่งเศส ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙. ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๓๙.

(๗) Bierman, John. Napoleon III and his Carnival Empire. New York, 1988.

(๘) Duff, David. Eugenie and Napoleon III. New York, 1978.

(๙) Smith, Samuel J. The Siam Repository. Vol.3 No.4, Bangkok, 1871.

บทความก่อนหน้านี้
บทความถัดไป