| ผู้เขียน | ธนกร การิสุข |
|---|---|
| เผยแพร่ |
จลาจลปี 1930 เมื่อชาวพม่ายุคอาณานิคมขัดแย้งกับชาวอินเดียผู้มาจากต่างถิ่น
ช่วงกลางปี ค.ศ. 1930 (พ.ศ. 2473) ชาวพม่าก่อเหตุจลาจลครั้งใหญ่ขึ้นทั่วประเทศ เป้าหมายคือ ความพยายามสังหารหมู่ชาวอินเดียที่อพยพเข้ามาประกอบอาชีพต่าง ๆ ในพม่า
ประมาณการกันว่า หลังเหตุความวุ่นวายยุติลงมีชาวอินเดียเสียชีวิตเกือบ 500 คน และบาดเจ็บนับพันคน
สาเหตุสำคัญที่นำมาสู่ความขัดแย้งในจลาจลปี 1930 คือ ชาวพม่าไม่พอใจคนต่างถิ่นชาวอินเดียที่มีอภิสิทธิ์เหนือกว่า
อังกฤษดูเหมือนจะเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งทั้งหมด
นับตั้งแต่พม่าตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษอย่างสมบูรณ์ในวันที่ 1 มกราคม ปี ค.ศ. 1886 (พ.ศ. 2429) อังกฤษก็ดำเนินนโยบายปฏิรูปการเมืองและเศรษฐกิจในพม่าอย่างจริงจัง
ในทางการเมือง อังกฤษยกเลิกระบอบกษัตริย์และสภาขุนนางของพม่า ก่อนจะนำระบบข้าหลวงที่ใช้ในอินเดียและอาณานิคมอื่น ๆ เข้ามาใช้ปกครองพม่า
ในทางเศรษฐกิจ อังกฤษยกเลิกระบบการค้าแบบผูกขาดที่เคยอยู่ใต้ราชสำนักพม่า ปล่อยให้ค้าขายเสรีซึ่งต่อมาส่งผลให้เศรษฐกิจพม่าขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ
เศรษฐกิจพม่ายุคอาณานิคมที่ขยายตัวสามารถสังเกตได้จากดุลการค้าที่พม่าได้จากต่างประเทศ ก่อนภาวะเศรษฐกิจตกต่ำช่วงทศวรรษ 1930 อย่างช่วงปี ค.ศ. 1926-1927 ได้ดุลการค้า 270 ล้านรูปี โดยมีรายได้จากการส่งออกสินค้า 660 ล้านรูปี ขณะที่รายจ่ายสําหรับการนําเข้าสินค้ามี 390 ล้านรูปี
เศรษฐกิจที่ขยายตัวกระตุ้นให้อังกฤษต้องนำเข้าแรงงานราคาถูกจากอินเดียเข้ามาทำงานในพม่า เพื่อให้มีแรงงานในระบบอย่างเพียงพอ โดยแรงงานกลุ่มใหญ่ที่นำเข้ามาคือ ชาวอินเดีย
คาดว่าช่วงปี ค.ศ. 1872 มีประชากรชาวอินเดียในพม่าประมาณ 37,700 คน หรือประมาณร้อยละ 2 ของประชากรทั้งหมดในพม่า กระทั่งปี ค.ศ. 1901 ชาวอินเดียในพม่าก็ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 297,000 คน หรือประมาณร้อยละ 7 ของประชากรทั้งหมดในพม่า และดูเหมือนว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ
อาชีพของชาวอินเดียมีตั้งแต่กรรมกรท่าเรือ กสิกร แพทย์ นักกฎหมาย เสมียน ข้าราชการ และนายทุนปล่อยเงินกู้

สิ่งนี้สร้างความไม่พอใจให้กับชาวพม่าซึ่งเป็นคนท้องถิ่น เพราะอังกฤษให้อภิสิทธิ์กับชาวอินเดียมากกว่า
โดยชาวอินเดียมีสิทธิ์รับราชการในตำแหน่งสำคัญ ๆ และมีสิทธิ์ฝึกทหาร ขณะที่ชาวพม่าไม่มีสิทธิ์ฝึกทหาร เป็นได้เพียงกุลีในกองทัพ
ชาวอินเดียยังมีสิทธิ์ส่งตัวแทนลงเลือกตั้งแข่งกับคนท้องถิ่น โดยชาวต่างชาติสามารถเลือกตัวแทนเข้าไปนั่งในรัฐสภาบริติชพม่าได้สูงถึง 15 คน ขณะที่ชาวพม่าซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่สามารถเลือกตัวแทนได้ 58 คน
ความไม่พอใจของชาวพม่าต่อชาวอินเดียจากต่างถิ่นมาถึงจุดขีดสุดเมื่อถึงช่วงปี ค.ศ. 1930 จนนำไปสู่จลาจล
การจลาจลครั้งนั้นเกิดขึ้นจากกรรมกรชาวพม่าที่ท่าเรือย่างกุ้งไม่พอใจกรรมกรชาวอินเดียที่ได้รับค่าจ้างสูงกว่า ทั้งที่กรรมกรชาวพม่าและอินเดียต่างร่วมกันประท้วงเพื่อขอขึ้นค่าแรงจากอังกฤษ แต่อังกฤษกลับเพิ่มค่าแรงให้เพียงกรรมกรชาวอินเดียเท่านั้น

การจลาจลขยายตัวจากท่าเรือย่างกุ้งแล้วลุกลามไปทั่วประเทศ ชาวอินเดียทุกสาขาอาชีพในย่างกุ้ง มัณฑะเลย์ มะละแหม่ง และเมืองน้อยใหญ่อื่น ๆ กลายเป็นเป้าของการสังหารหมู่
จลาจลปี 1930 จบลงในระยะไม่นานด้วยการที่อังกฤษส่งกองทัพเข้ามาปราบปราบผู้ก่อจลาจล
หลังเหตุการณ์ดังกล่าว อังกฤษดูเหมือนจะมีท่าทีผ่อนปรนต่อชาวพม่ามากขึ้น แต่ก็ยังปกครองชาวพม่าอย่างกดขี่พร้อม ๆ กับให้อภิสิทธิ์กับชาวต่างชาติและชนกลุ่มน้อยอยู่เช่นเคย ต่อมาสิ่งนี้จะก่อให้เกิดความไม่พอใจในหมู่ชาวพม่าอย่างรุนแรงมากขึ้น และนำมาสู่การเรียกร้องเอกราชในเวลาต่อมา
อ่านเพิ่มเติม :
- หอคอย พระราชวังกรุงมัณฑะเลย์ ในเหตุการณ์พม่าเสียเมืองปี 1885
- เปิดจดหมายตัดพ้อ คราว “พระนางสุภยาลัต” ทวงคืน “กษัตริย์ธีบอ” จากพี่สาวของตน
- “ระฆังพระเจ้าจิงกูจา” ระฆังคู่บ้านคู่เมืองพม่า อังกฤษพยายามขนกลับประเทศแต่ไม่สำเร็จ!?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ. พม่า ประวัติศาสตร์ และการเมือง. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตําราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2567.
หม่องทินอ่อง. ประวัติศาสตร์พม่า. แปลโดย พัชรี สุมิตร. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตําราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2551.
อาณัติ อนันตภาค. ประวัติศาสตร์พม่า จากราชวงศ์ถึงทหารใต้เงาอํานาจนิยมที่ไม่เปลี่ยนแปลง. นนทบุรี: ศรีปัญญา, 2564.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 27 กรกฎาคม 2569





