| ผู้เขียน | ธนกฤต ก้องเวหา |
|---|---|
| เผยแพร่ |
ความนิยมเจ้านายสยามจากกรุงเทพฯ ของราษฎร “ชาวลานช้าง” ในสมัยรัชกาลที่ 5 แม้แต่คนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ซึ่งขณะนั้นอยู่ใต้ปกครองฝรั่งเศสแล้ว ก็ข้ามน้ำมาเข้าเฝ้า “กรมดำรง”
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เล่าเรื่องนี้ไว้ใน “นิทานโบราณคดี” เป็นเหตุการณ์ครั้งทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และได้เสด็จไปตรวจราชการหัวเมืองในพื้นที่ภาคอีสาน คือมณฑลอุดร และมณฑลอีสาน ใน พ.ศ. 2449

เมื่อพระองค์ออกจากเมืองนครราชสีมา สู่เมืองชนบท ในเขตปกครองมณฑลอุดร (ปัจจุบันคือ อำเภอชนบท จังหวัดขอนแก่น) ทรงเห็นว่า “ชาวเมืองผิดกับเมืองนครราชสีมา ทั้งเครื่องแต่งตัวและฟังสำเนียงพูดภาษาไทยแปร่งไปอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งชาวกรุงเทพฯ สำคัญกันมาแต่ก่อนว่าเป็นลาว แต่เดี๋ยวนี้รู้กันมากแล้วว่าเป็นไทยมิใช่ลาว”
ในนิทานโบราณคดี เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ทรงเอาอย่างจากคำเรียกผู้คนในมณฑลพายัพ (ล้านนาเดิม) ว่า “ชาวลานนา” จึงเรียกราษฎรในมณฑลอุดรและมณฑลอีสานว่า “ชาวลานช้าง” ตามชื่อแว่นแคว้นคู่กันกับลานนา
ในการเสด็จครั้งนั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ได้พบว่า ไพร่ฟ้าราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว พากันปิติยินดีต่อการเสด็จเยือนบ้านเมืองของพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง
พระองค์ตั้งข้อสังเกตว่า ตอนเสด็จไปมณฑลอุดร พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม พระเชษฐาต่างพระมารดาของพระองค์ ซึ่งเป็นผู้ก่อร่างสร้างเมืองอุดรได้เสด็จกลับกรุงเทพฯ มาร่วมสิบปีแล้ว ผู้คนในพื้นที่มณฑลอุดรจึงห่างเหินจากเจ้านายมานาน และพากันกระตือรือร้นที่จะได้เฝ้ารับเสด็จเมื่อได้ทราบข่าวการเสด็จตรวจราชการของพระองค์ ดังที่ทรงบันทึกว่า
“ตั้งแต่ฉันเข้าเขตมณฑลอุดร เดินทางผ่านตำบลไหน ก็เห็นราษฎรชาวบ้านในตำบลนั้นทั้งชายหญิงเด็กผู้ใหญ่ พากันมานั่งคอยเคารพอยู่ที่ริมทางเป็นหมู่ ๆ และมาก ๆ
เวลาไปหยุดพักที่ไหน พวกราษฎรก็พากันมานั่งห้อมล้อมรอบข้าง บางคนก็มาไหว้ด้วยมือเปล่า บางคนมีเครื่องสักการะมาด้วย บางคนก็ถึงเอาน้ำใส่ขันมาขอให้ทำน้ำมนต์ และอยากเข้าให้ใกล้ชิดทุกคน พวกหนึ่งเข้ามากราบไหว้แล้วถอยออกไป พวกใหม่ก็เข้ามาแทน มีกิจที่ต้องรับและปราศรัยให้พรราษฎรตลอดทางที่ไปทุกแห่ง”

ทั้งนี้ มณฑลอุดรในช่วงที่เสด็จตรวจราชการนั้น ปัจจุบันได้แบ่งเขตการปกครองใหม่เป็นจังหวัดอุดรธานี ขอนแก่น เลย หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร นครพนม และมุกดาหาร
ในบรรดาราษฎรจากแห่งหนตำบลต่าง ๆ ที่มาเฝ้าตลอดเส้นทางการเสด็จครั้งนั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงระลึกถึงตอนประทับอยู่เมืองหนองคายได้ขึ้นพระทัยที่สุด ถึงกับระบุว่า “แต่ที่ไหนไม่เหมือนที่เมืองหนองคาย” เพราะจะมีราษฎรมาหาทุกวัน โดยนั่งคอยอยู่หน้าพลับพลาจนกว่าพระองค์จะออกไปมีพระดำรัสด้วยจึงพอใจแล้วพากันกลับ
“พวกหนึ่งไปแล้วพวกอื่นก็มาอีก ถ้าไม่ได้พบฉันก็ไม่กลับ ต้อง ‘เสด็จออก’ ร่ำไปไม่รู้ว่าวันละกี่ครั้ง จนฉันออกปากว่าอ่อนใจ”
ต่อมาจึงทรงทราบจากบรรดาข้าราชการกรมการเมืองหนองคายว่า “พวกราษฎรที่มาหานั้น มิใช่แต่ชาวเมืองหนองคายเมืองเดียว พวกราษฎรทางฝั่งซ้ายในแดนฝรั่งเศสก็มามาก”

เมื่อเป็นดังนั้น จากที่แต่เดิมสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตั้งพระประสงค์ว่าจะเสด็จข้ามไปเยือนนครเวียงจันทน์ ที่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ซึ่งกลายเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศสไปแล้ว ก็เป็นอันต้องระงับไว้ ดังที่ทรงบันทึกว่า
“ถ้าเวลาเมื่อฉันไป มีพวกราษฎรในเมืองเวียงจันทน์พากันมาห้อมล้อมไหว้เจ้าตามประสาของเขาเหมือนอย่างทางฝั่งข้างนี้ ก็อาจจะกระเทือนไปถึงการเมือง จึงงดความประสงค์ เลยไม่ได้ไปเห็นเมืองเวียงจันทน์”
แต่ก็ไม่วายเกิดเหตุการณ์ในลักษณะที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงกังวลขึ้นจนได้
โดยขณะเสด็จเรือกลไฟที่ทางการฝรั่งเศสช่วยจัดแจงสำหรับล่องลำน้ำโขงออกจากหนองคาย ระหว่างเรือเทียบท่าเติมเชื้อเพลิงที่สถานีฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ปรากฏว่ามีสตรีสูงวัยคนหนึ่งถือพานเครื่องสักการะลงเรือมุ่งตรงมาหาพระองค์ ตอนนั้นพระองค์ประทับบนดาดฟ้าเรือกับพันตรีโนลัง ชาวฝรั่งเศสที่รัฐบาลให้ตามเสด็จ จึงทรงชี้ให้มอบเครื่องสักการะแก่พันตรีโนลังแทน
“แต่เขา (พันตรีโนลัง) ก็คิดทันท่วงที ลุกขึ้นเดินไปรับพานเครื่องสักการะจากมือยายแก่เอามาส่งให้ฉัน ก็เป็นการเรียบร้อยด้วยอัชฌาสัยทั้งสองฝ่าย”
เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนการรับรู้และสำนึกของราษฎรในพื้นที่ห่างไกล ต่อพระบรมวงศานุวงศ์สยาม บ่งชี้ว่าผู้คนในฝั่งซ้ายและฝั่งขวาแม่น้ำโขงก็ “รู้จัก” และ “เคารพ” เจ้านายจากกรุงเทพฯ นั่นเอง
อ่านเพิ่มเติม :
- พ.ศ. 2442 ยกเลิกคำว่า “ลาว” เกิดคำว่า “อีสาน” และภาคอีสานนิยม
- 6 สิ่งประหลาดและความน่ากลัวของ “แม่น้ำโขง” จากพระนิพนธ์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ
- “ไปเมืองเพชรบูรณ์ เหมือนแส่หาความตาย” ทำไมเจ้านายยุค ร.5 ไม่อยากไปเพชรบูรณ์ ?
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
ดำรงราชานุภาพ, สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยา. (2487). นิทานโบราณคดี. กรุงเทพฯ : กรมศิลปากร. ห้องสมุดดิจิทัลวัชรญาณ.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 7 กรกฎาคม 2569





