| ผู้เขียน | พิมพ์ลภัส บัวคำ |
|---|---|
| เผยแพร่ |
สัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น 600 ปี
ญี่ปุ่นเป็นชนชาติหนึ่งที่ติดต่อเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับสยามมาช้านาน เริ่มต้นตั้งแต่ พ.ศ. 1968 รัชสมัยของพระบรมราชาธิราชที่ 2 จากหลักฐานเรคิไดโฮอัน (Rekidai Hoan) เป็นหลักฐานสำคัญ ระบุว่า พ.ศ. 1968-2113 อาณาจักรริวกิว ได้ส่งสำเภามายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และส่วนหนึ่งเข้ามาค้าขายกับอยุธยา
ชาวญี่ปุ่นเริ่มเข้ามาพักอาศัยในอยุธยามากขึ้น จน พ.ศ. 2132 ได้ก่อตั้ง หมู่บ้านญี่ปุ่น ขึ้นทางตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ตรงข้ามกับหมู่บ้านโปรตุเกส ที่นี่มีประชากรส่วนใหญ่แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ พ่อค้า ผู้นับถือศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก และกลุ่มโรนิน หรือซามูไร ราว 8,000 คน ภายในหมู่บ้านยังรักษาวัฒนธรรมดั้งเดิมแบบญี่ปุ่นไว้ รวมถึงการสร้างบ้านเรือนด้วยเช่นกัน
หลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าญี่ปุ่นเข้ามาในอยุธยาเพื่อทำการค้าขาย คือ “ใบเบิกร่องประทับตราแดง” หรือเรียกว่า โกะซูอินโจ (Goshu-in-jo) เอกสารชิ้นนี้บันทึกเนื้อหาตั้งแต่ช่วง พ.ศ. 2147-2159 ระบุว่ามีจำนวนเรือญี่ปุ่นในต่างประเทศทั้งสิ้น 36 ลำ
นอกจากนี้ ข้อมูลจากจดหมายเหตุวันวลิต พ่อค้าชาวฮอลันดา ระบุสินค้าส่งออก-นำเข้าระหว่างสองอาณาจักรว่า อยุธยานำเข้าสินค้าจำพวกเหล็ก ทองแดง กระดาษฟาง และกล่องลงรัก เป็นต้น และสินค้าส่งออกมีหนังกวาง ดีบุก ไม้เบญจพรรณ ไม้สัก ไม้กระดาน น้ำตาล น้ำมันพืช และตะกั่ว เป็นต้น
ความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยา-ญี่ปุ่นเฟื่องฟูที่สุดในสมัยพระเจ้าทรงธรรม อยุธยาได้ส่งคณะราชทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีมากถึง 4 ครั้งด้วยกัน ซึ่งบุคคลสำคัญที่เป็นตัวกลางทางการทูตและการค้า คือ ยามาดะ นางามาซะ (Yamada Nagamasa) ผู้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านญี่ปุ่นในระหว่าง พ.ศ. 2163-2173

อย่างไรก็ตาม เมื่อสิ้นรัชกาลพระเจ้าทรงธรรม ความวุ่นวายแย่งชิงบัลลังก์ภายในราชสำนักอยุธยาทำให้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อยุธยา-ญี่ปุ่นอย่างมาก เนื่องจากยามาดะเป็นหนึ่งในขุนนนางที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าทรงธรรมและเชื้อสายของพระองค์ แม้ยามาดะจะยอมรับกษัตริย์พระองค์ใหม่อย่างพระเจ้าปราสาท แต่พระองค์ก็ต้องการจำกัดอำนาจของชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในราชสำนัก
ท้ายที่สุด ใน พ.ศ. 2173 ยามาดะต้องชิ้นชีพที่เมืองนครศรีธรรมราช สันนิษฐานว่าเขาโดนวางยาพิษ เกิดการต่อสู้กันระหว่างอยุธยา-ญี่ปุ่นที่เมืองเพชรบุรี นครศรีธรรมราช และปัตตานี ทำให้ความสัมพันธ์อยุธยา-ญี่ปุ่น หยุดชะงักลงไป และหลังจากนั้นชาวญี่ปุ่นก็แทบจะหมดบทบาทในอยุธยาไปโดยปริยาย
โชกุนโทกุงาวะสั่งห้ามเรืออยุธยาเข้ามาเทียบท่าในญี่ปุ่น และปฏิเสธการค้าขายกับอยุธยา อีกทั้งเป็นช่วงคาบเกี่ยวที่ญี่ปุ่นกำลังปิดประเทศ เรือจากต่างชาติที่เข้าไปเทียบท่าในญี่ปุ่นได้มีเพียงจีน และฮอลันดาเท่านั้น นอกจากนี้รัฐบาลโทกุงาวะยังสั่งห้ามไม่ให้ชาวญี่ปุ่นออกนอกประเทศอีกด้วย
จนกระทั่งในสมัยสมเด็จพระนารายณ์ อยุธยาได้พยายามเจริญสัมพันธไมตรีกับญี่ปุ่นอีกครั้ง แต่ไม่ได้รับการตอบรับจากญี่ปุ่น จึงอาศัยจีนเป็นตัวกลางในการติดต่อค้าขายกับญี่ปุ่นแทน เพราะสินค้าอยุธยาอย่างหนังกวางยังเป็นที่ต้องการของญี่ปุ่นเพื่อนำมาทำดาบ
ต่อมามีการทำสนธิสัญญากับฮอลันดา ในสัญญาระบุว่า หากจะทำการค้ากับญี่ปุ่นต้องติดต่อผ่าน VOC (Dutch East Indies) บริษัทการค้าของฮอลันดาเท่านั้น ฮอลันดาจึงกลายเป็นพ่อค้าคนกลางที่เข้ามาทำการค้าระหว่างอยุธยากับญี่ปุ่น ภายหลังการค้าระหว่างอยุธยากับญี่ปุ่นหยุดชะงักลง และชาวญี่ปุ่นก็เริ่มออกจากอยุธยาจนหมดในรัชสมัยพระเจ้าท้ายสระ
เมื่อเข้าสู่ช่วงทศวรรษ 2390 ไทย-ญี่ปุ่นกลับมาเจริญสัมพันธไมตรีกันอีกครั้ง อันเนื่องมาจากการเข้ามาของชาติตะวันตก นั่นก็คือเหตุการณ์เรือดำของสหรัฐฯ เข้าไปบีบบังคับญี่ปุ่นให้เปิดประเทศ พ.ศ. 2396 ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเหล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ที่ขณะนั้นสยามก็เผชิญกับประเทศมหาอำนาจอย่างอังกฤษ ซึ่งนำโดยเซอร์ จอห์น เบาว์ริง มาให้สยามทำสนธิสัญญาเบาว์ริง

ท้ายที่สุดนำไปสู่การปฏิรูปเมจิในญี่ปุ่น พร้อมทั้งเปิดประเทศเมื่อ พ.ศ. 2411 ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้สยามและญี่ปุ่นได้กลับมาเจริญสัมพันธไมตรีอีกครั้งอย่างเป็นทางการ ผ่านการลงนาม “ปฏิญญาทางพระราชไมตรีและการพาณิชย์ไทย-ญี่ปุ่น” ที่กรุงโตเกียว ในวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2430 ซึ่งเนื้อหาส่วนหนึ่งระบุว่า ทั้งสยามและญี่ปุ่นยอมรับสิทธิ์ในการแต่งตั้งผู้แทนทางการทูต และกงสุลใหญ่ไปประจำที่ราชสำนักและเมืองท่าของอีกฝ่าย เพื่อส่งเสริมความมั่นคง มิตรภาพ และการค้า
ในช่วงนั้นอุตสาหกรรมการผลิตเส้นไหมของญี่ปุ่นเจริญก้าวหน้าและส่งออกไปทั่วโลก มีชาวญี่ปุ่นชื่อว่า อินางาคิ มันจิโร เอกอัคราชทูตญี่ปุ่นประจำสยาม เดินทางไปสำรวจภาคอีสาน และสังเกตเห็นว่าที่นี่ก็เลี้ยงไหมเช่นกัน แต่คุณภาพไหมไม่ดีมากนัก สมเด็จฯ กรมพระยาดำรง จึงกราบทูลรัชกาลที่ 5 ให้ทรงทราบ
ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงดำเนินการนำเอาวิธีการเลี้ยงไหมแบบญี่ปุ่นเข้ามา เพื่อปรับปรุงคุณภาพเส้นไหม และก่อตั้งกองช่างไหมขึ้นใน พ.ศ. 2446 โดยมี ดร. โตยามา คาเมทาโร รองศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาด้านการเลี้ยงไหม แห่งมหาวิทยาลัยโตเกียว เป็นหัวหน้ากอง อีกทั้งคนในกองส่วนใหญ่ก็เป็นคนญี่ปุ่น ซึ่งต่อมากองช่างไหมก็พัฒนาขึ้นเป็นกรมหม่อนไหมในปัจจุบัน
หลังการปฏิวัติ 2475 คณะราษฎรพยายามลดการพึ่งพาชาติตะวันตก ทำให้ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นใกล้ชิดกันอย่างรวดเร็ว ด้านญี่ปุ่นมองว่าไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขยายอำนาจสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงก่อนสงครามโลก
ญี่ปุ่นส่งสายลับเข้ามาแฝงตัวในหลายกลุ่มอาชีพ เพื่อเก็บข้อมูล เช่น ภูมิศาสตร์ เส้นทางคมนาคม และการเมืองไทย เป็นต้น เพื่อวางแผนใช้ไทยเป็นทางผ่านไปพม่า และมาเลเซีย
ต่อมาช่วงทศวรรษ 2500 รัฐบาลดำเนินนโยบายอุตสาหกรรม ญี่ปุ่นจึงเข้ามาตั้งโรงงานผลิตสินค้าในไทย โดยเป็นลักษณะของการร่วมทุนกับนักธุรกิจท้องถิ่น ไม่ว่าจะป็นสิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานยนต์
จนกระทั่งทศวรรษ 2520 เงินเยนแข็งค่าอย่างรวดเร็ว ญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องย้ายฐานผลิตเข้ามาในไทย นับแต่นั้นมาทั้งสองชาติก็มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมาโดยตลอด สิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางการค้าเป็นหลัก
ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยจำนวนมากหลายพื้นที่ อย่างกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในย่านสุขุมวิท พร้อมพงษ์ และทองหล่อ เรียกได้ว่า เป็นย่าน “Japan Town” หรือ “Little Tokyo” ก็ว่าได้ นอกจากนี้แล้ว ยังพบเห็นชาวญี่ปุ่นในจังหวัดชลบุรี บริเวณนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ อีกทั้งจังหวัดเชียงใหม่ ที่ชาวญี่ปุ่นวัยเกษียณเข้ามาอยู่อาศัย
ชุมชนชาวญี่ปุ่นในปัจจุบันนี้ มีลักษณะเป็น “นิวมะชิ” (New Machi) คือ ชุมชนญี่ปุ่นร่วมสมัย ประกอบไปด้วยร้านค้า ร้านอาหาร โรงเรียน และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
ชาวญี่ปุ่นจึงเป็นอีกหนึ่งชนชาติที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกับไทยมาอย่างช้านาน อีกทั้งยังเป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้ไทยก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ เช่นเดียวกับกิจกรรมการค้าของหมู่บ้านญี่ปุ่นสมัยอยุธยาที่เกิดขึ้นเมื่อกว่า 600 ปีที่แล้ว

อ่านเพิ่มเติม :
- “กบฏต่างชาติ” ในกรุงศรีอยุธยา แขก-ญี่ปุ่น บุกรุกถึงวังหลวง!
- อาชีพเดิม ยามาดะ นางามาซะ “ออกญาเสนาภิมุข” เจ้ากรมอาสาญี่ปุ่น
- รู้หรือไม่? ชุดเกราะซามูไร ยุคโชกุน “ตระกูลโทกุงาวะ” ทำจาก “หนังกวาง” อยุธยา
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
อ้างอิง :
กำพล จำปาพันธ์. Downtown Ayutthaya ต่างชาติต่างภาษาและโลกาภิวัฒน์แรกในสยาม-อุษาคเนย์. กรุงเทพฯ: มติชน, 2566.
ธานี สุขเกษม, และวุฒิพงศ์ บัวช้อย. “ความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยาและญี่ปุ่นตั้ง พ.ศ. 2149 ถึง พ.ศ. 2310”. วารสารวิชาการอยุธยาศึกษา. 13(1), 1 มกราคม – มิถุนายน, 2564.
สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย. “สารจากเอกอัครราชทูตโอตากะ มาซาโตะ ในโอกาสครบรอบ 138 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตญี่ปุ่น-ไทย”. สถานเอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย. เข้าถึงเมื่อ 19 พฤษภาคม 2569. https://www.th.emb-japan.go.jp/itpr_th/138.html.
อิชิอิ โยเนะโอ, และโยชิกาวะ โทชิฮารุ. ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่น 600 ปี. 2. บรรณาธิการแปลโดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, และสายชล วรรณรัตน์. กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2542.
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 มิถุนายน 2569





