“สมเด็จพระนเรศ” กษัตริย์ไทยพระองค์เดียวที่นำทัพรุกล้ำดินแดนพม่าตอนใน

พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ประกอบเรื่อง สมเด็จพระนเรศ กษัตริย์ไทย
พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช อ. เกาะคา จ. ลำปาง

สมเด็จพระนเรศ กษัตริย์ไทยผู้ทรงนำทัพรุกล้ำดินแดนพม่าตอนใน

ตลอดประวัติศาสตร์สงครามระหว่างไทยกับพม่า สมเด็จพระนเรศ คือพระมหากษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยาที่มีพระเกียรติยศเลื่องลือที่สุดในเรื่องการศึกขับเคี่ยวกับของพม่า ส่งผลให้อาณาจักรตองอูยุคต้นหลังสมัย “พระเจ้าสิบทิศ” ปั่นป่วนถึงขั้นล่มสลาย

หลังเสียกรุงครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2112) สมเด็จพระนเรศประกาศอิสรภาพจากพม่า ฟื้นฟูอำนาจอยุธยา และประสบชัยชนะครั้งสำคัญเหนือพระมหาอุปราชาแห่งหงสาวดีใน พ.ศ. 2136 (สงครามยุทธหัตถี) อยุธยาได้พลิกบทบาทจากรับศึก มาเป็นผู้รุกราน เมื่อพระองค์ส่งกองทัพเข้ายึดครองเมืองทวาย ตะนาวศรี แล้วทุ่มเททุกสรรพกำลังยกทัพบุกโจมตีเข้าดินแดนพม่าตอนใน

ใน พ.ศ. 2138 พระองค์ทรงนำทัพด้วยพระองค์เองบุกไปถึงกรุงพะโค (หงสาวดี) และปิดล้อมตีเมืองตองอูในช่วง พ.ศ. 2142-2143

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ยุทธหัตถี สมเด็จพระมหาอุปราชา
“สมเด็จพระนเรศวรมหาราชกระทำยุทธหัตถีกับสมเด็จพระมหาอุปราชา” จิตรกรรมฝาผนัง จัดแสดงภายในอาคารภาพปริทัศน์ อนุสรณ์สถานแห่งชาติ จังหวัดปทุมธานี

อ. ภมรี สุรเกียรติ อธิบายไว้ในหนังสือ “เมียนมาร์-สยามยุทธ์” ว่า ยุทธศาสตร์ดังกล่าวเป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย เพราะสมเด็จพระนเรศทรงเป็นพระมหากษัตริย์ของอาณาจักรอยุธยาพระองค์แรก และพระองค์เดียว ที่ทรงบัญชาการในตำแหน่ง “จอมพล” ยกทัพบุกเข้าไปทำสงครามถึงดินแดนพม่าตอนใน

ทั้งยังทำให้ราชสำนักอยุธยาสามารถควบคุมเมืองท่ามะริด-ตะนาวศรี ไว้ภายใต้ปริมณฑลอำนาจได้อีกครั้ง และต่อเนื่องยาวนานหลายร้อยปีตราบจนอาณาจักรล่มสลายในเหตุการณ์เสียกรุงครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310

การรุกรานพม่าตอนในของกองทัพอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนเรศ เร่งให้อาณาจักรตองอูยุคต้นที่เคยรุ่งเรืองสุดขีดในสมัยพระเจ้าบุเรงนอง หรือพระเจ้าสิบทิศ ประสบกับภาวะไร้เอกภาพ ระราชวงศ์ตองอูแข่งขันอำนาจกันเอง โดยราชสำนักของพระเจ้านันทบุเรง (พระราชโอรสในพระเจ้าบุเรงนอง) ก็ไม่สามารถจัดการอะไรได้ จนอาณาจักรต้องแตกออกเป็นหัวเมืองน้อยใหญ่ เช่น เมืองแปร ตองอู นยองยาน และเชียงใหม่ ฯลฯ 

ความปั่นป่วนในอาณาจักรตองอู เริ่มต้นก่อนกองทัพอยุธยาจะยกมาถึงกรุงพะโคแล้ว คือ พ.ศ. 2138 ระหว่างที่เจ้าเมืองตองอูยกทัพไปช่วยพระเจ้านันทุบุเรงต้านศึกอยุธยา เจ้าเมืองแปรก่อกบฏเข้าตีเมืองตองอู แต่ล้มเหลว จึงยกทัพตีบ้านเล็กเมืองน้อยตลอดริมฝั่งแม่น้ำอิรวดีให้มาอยู่ใต้อำนาจ

ต่อมาชาวรามัญ (มอญ) และเชลยศึกที่ถูกกวาดต้อนมาอยู่กรุงพะโค ยังพากันกระด้างกระเดื่องอพยพหลบหนีออกจากเมือง ซ้ำร้ายเจ้าเมืองตองอูกับกษัตริย์อาระกันยังร่วมมือกันยึดอำนาจพระเจ้านันทบุเรง แล้วจัดสรรปันส่วนกันกวาดต้อนผู้คนและทรัพย์สินออกจากกรุงพะโคไปยังตองอูและอาระกัน ซ้ำยังเผาทำลายกรุงพะโคจนราบคาบ เพื่อหวังไม่ให้ทัพอยุธยาใช้เมืองเป็นฐานกำลังทำศึกยืดเยื้อกับพม่าได้

สมเด็จพระนเรศยาตราทัพเข้าเมืองหงสาวดี ด้านหลังคือพระมหาธาตุมุเตา จิตรกรรมที่พระวิหารวัดสุวรรณดาราราม พระนครศรีอยุธยา
สมเด็จพระนเรศยาตราทัพเข้าเมืองหงสาวดี ด้านหลังคือพระมหาธาตุมุเตา จิตรกรรมที่พระวิหารวัดสุวรรณดาราราม พระนครศรีอยุธยา

ยุทธนาการกลางแผ่นดินพม่าตอนในของกองทัพอยุธยาจึงไม่บรรลุตามพระราชประสงค์ เพราะกรุงพะโคร้างไปแล้ว และต่อมาการปิดล้อมเมืองตองอูก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะถูกทัพอาระกันคอยโจมตีเส้นทางลำเลียงเสบียงอาหาร ท้ายที่สุดสมเด็จพระนเรศจึงเสด็จยกทัพกลับอยุธยาใน พ.ศ. 2143

หลังจากนั้นก็ไม่มีกษัตริย์อยุธยาพระองค์ใดมีนโยบายแผ่พระราชอำนาจอันทะเยอทะยานในระดับยกทัพบุกตะลุยเข้าไปถึงดินแดนพม่าตอนใน อย่างสมเด็จพระนเรศทรงกระทำอีกเลย

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

ภมรี สุรเกียรติ. (2553). เมียนมาร์-สยามยุทธ์. กรุงเทพฯ : มติชน.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 เมษายน 2569