“ถ้วยทองรองเลือด” ประวัติศาสตร์บาดหมาง (?) ระหว่างบิดา-มารดาสมเด็จพระนเรศ

พระราชพงศาวดารแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทูตเชียงใหม่ถวายราชบรรณาการ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา ประกอบเรื่อง ถ้วยทองรองเลือด
ภาพประกอบ - พระราชพงศาวดารแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตอน “ทูตเชียงใหม่ถวายราชบรรณาการ” โดย หลวงพิศณุกรรม์ (เล็ก), พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน พระนครศรีอยุธยา

ตำนาน “ถ้วยทองรองเลือด” ชีวิตสมรสที่ไม่ราบรื่นของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช กับพระวิสุทธิกษัตรี พระราชบิดา-พระราชมารดา ในสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต หรือเยเรเมียส ฟาน ฟลีต (Jeremais van Vliet) พ่อค้าชาวดัตช์ที่มาอยู่สยามช่วงทศวรรษ 2170-2180 ตรงกับสมัยพระเจ้าปราสาททอง ตอนหนึ่งเล่าถึงความรุนแรงในครอบครัว หลังพระมหาจักรพรรดิ พระเจ้าแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา พระราชทานพระธิดานาม “พระสวัสดิ์ราช” หรือพระวิสุทธิกษัตรี ให้เป็นพระมเหสีพระมหาธรรมราชา แห่งเมืองพิษณุโลก ความว่า

“บุคคลทั้งสองมีความแตกต่างกันมาก ชีวิตสมรสจึงมีแต่การทะเลาะเบาะแว้งและไม่ลงรอยกัน 

ในการทะเลาะครั้งหนึ่งออกญาพิษณุโลกได้ตีพระเศียรพระราชธิดาแตก พระราชธิดาจึงใช้ผ้าซับพระพักตร์เช็ดพระโลหิตใส่ถ้วยทองไปถวายพระราชบิดาที่กรุงศรีอยุธยา พร้อมทั้งมีพระราชสาส์นทูลฟ้องว่าถูกพระสวามีทารุณเพียงใด

ด้วยเหตุนี้พระเจ้าแผ่นดินสยามจึงพิโรธพระราชบุตรเขยเป็นอย่างมาก มีรับสั่งให้ทหารยกกําลังไปฆ่า ออกญาพิษณุโลก ออกญาพิษณุโลกได้ทราบข่าวก็ไม่รอให้กองทัพจากกรุงศรีอยุธยามาถึงทิ้งบ้านเมืองรีบหนีไปยังเมืองพะโค (หงสาวดี)

วัน วลิต ยังเล่าว่า พระมหาธรรมราชาคือคนที่ยุยงให้พระเจ้าบุเรงนอง กษัตริย์แผ่นดินพม่า ให้ทำสงครามกับกรุงศรีอยุธยา แล้วพระเจ้าบุเรงนองก็ยกทัพมาจริง ๆ โดยอ้างเหตุผลเรื่องขอแบ่งช้างเผือกจากอยุธยาไปประดับบารมี ด้านพระมหาธรรมราชาก็คุมกำลังหัวเมืองเหนือ (แคว้นสุโขทัยเดิม) มาร่วมช่วยรบด้วย เหตุการณ์ดังกล่าวคือ สงครามช้างเผือก พ.ศ. 2106

ชาวพม่า คล้องช้างป่า
ภาพประกอบเนื้อหา – ชาวพม่าคล้องช้างป่า

อ. พิเศษ เจียรจันทร์พงษ์ ให้ทัศนะว่า ชีวิตคู่อันยุ่งเหยิงของพระมหาธรรมราชากับพระวิสุทธิกษัตรีจนเกิดเหตุการณ์ “เช็ดพระโลหิตใส่ถ้วยทอง” (ผลสืบเนื่องคือสงครามช้างเผือก) ในบันทึกของวัน วลิต นั้น ออกจะน่าเหลือเชื่อ คือเล่าได้อย่าง “เป็นตุเป็นตะ” ไปหน่อย และพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับอื่นยังให้สาระว่า ทั้งคู่ดูจะรักใคร่ปรองดองกันดีอยู่

อนึ่ง เพราะบันทึกดังกล่าวเขียนขึ้นหลังเหตุการณ์ไปแล้วราว 70 ปี จนยากจะสืบทราบได้ว่า เป็นเรื่องจริงหรือเพียงเรื่องเล่าสนุกปาก และเรื่อง “ถ้วยทองรองเลือด” ก็ไม่มีนักวิชาการท่านใดพยายามจะพิสูจน์หาความจริง เว้นแต่เอาไปเขียนเป็นบทนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ เพราะสามารถอธิบายเรื่อง “ซับซ้อน” ให้เข้าใจได้ง่าย ๆ

ความซับซ้อนที่ว่าก็คือ ความสัมพันธ์ที่ไม่ราบเรียบจากการสมรสไขว้กันไปมาของ 2 วงศ์ตระกูล ได้แก่ ราชวงศ์สุพรรณภูมิ (สุพรรณบุรี) กับราชวงศ์พระร่วง (สุโขทัย)

ราชวงศ์สุพรรณภูมิที่นั่งบัลลังก์กรุงศรีอยุธยามาอย่างยาวนาน มีกษัตริย์มาแล้วหลายพระองค์ ล้วนแต่มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับเจ้านายหัวเมืองเหนือ การสมรสเกิดขึ้นโดยบางคู่ฝ่ายชายเป็นสุพรรณภูมิ ฝ่ายหญิงเป็นพระร่วง หรือบางคู่ฝ่ายชายเป็นพระร่วง ฝ่ายหญิงเป็นสุพรรณภูมิ เพื่อเกื้อกูลประโยชน์ให้กันและกัน ไม่ก็หาประโยชน์จากอีกฝ่าย นั่นคือ “อำนาจ”

แล้วบทสรุปของสงครามช้างเผือกก็คือ พระมหาจักรพรรดิยอมมอบพระราเมศวร พระโอรสองค์โต พร้อมช้างเผือก 4 ช้าง กับขุนนางฝ่ายต่อต้านพม่า ให้พระเจ้าบุเรงนอง ส่วนพระมหาธรรมราชายังครองอำนาจอยู่ที่เมืองพิษณุโลก ศูนย์กลางหัวเมืองเหนือทั้งมวล และมีอำนาจเพิ่มพูนมากยิ่งขึ้นเพื่อคอย “เป็นหูเป็นตา” ให้กับพม่า ในการสอดส่องดูแลอยุธยา

วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก
วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ พิษณุโลก ก่อนการบูรณะ เห็นวิหารพระอัฏฐารสและพระปรางค์ประธาน ถ่ายโดยหลวงอัคนีนฤมิตร (จิตร จิตราคนี) (ภาพจาก กลุ่มเผยแพร่ฯ กรมศิลปากร)

เมื่อพระมหินทราธิราช โอรสอีกพระองค์ของพระมหาจักรพรรดิขึ้นครองกรุงศรีอยุธยา พระองค์ก็รู้สึก “คับข้องใจ” กับอำนาจของพระมหาธรรมราชา จึงพยายามผูกสัมพันธ์กับพระไชยเชษฐาแห่งอาณาจักรลาวล้านช้าง ให้มาช่วยขจัดอำนาจดังกล่าว แต่ก็ไม่วายประสบกับความล้มเหลว

เมื่อพระมหินทราธิราชทรงเห็นว่า การเป็นกษัตริย์ของพระองค์ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก จึงอาราธนาพระราชบิดาซึ่งทรงพระผนวชอยู่ ให้กลับมาครองราชย์ พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเล่าว่า เป็นจังหวะเดียวกับที่พระมหาธรรมราชาพาพระนเรศ พระราชโอรส ไปเข้าเฝ้าพระเจ้าบุเรงนองที่กรุงหงสาวดี จึงเห็นสมควรเชิญ “พระพี่นาง” คือพระวิสุทธิกษัตรีกับราชนัดดา ให้ลงมายังอยุธยา เพราะ “พระมหาธรรมราชานี้มิได้สวามิภักดิ์ต่อพระองค์แล้ว ไปใฝ่ฝากไมตรีแก่พระเจ้าหงสาวดีถ่ายเดียว”

พระมหาจักรพรรดิทรงเห็นด้วย จึงให้พระมหินทราธิราชเสด็จไปเมืองพิษณุโลกเพื่อรับพระวิสุทธิกษัตรีกับพระเอกาทศรถมายังกรุงศรีอยุธยา

อ. พิเศษ จึงวิเคราะห์ประเด็นนี้ว่า การเกิด “ข่าวลือ” จนเป็นตำนานถ้วยทองรองโลหิต อาจเป็นการสร้างความสมเหตุสมผล ให้ “พ่อตา” ได้ “พรากลูกพรากเมีย” พระมหาธรรมราชาอย่างชอบธรรมนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

พิเศษ เจียจันทร์พงษ์. (2553). การเมืองในประวัติศาสตร์ ยุคสุโขทัย-อยุธยา พระมหาธรรมราชา กษัตราธิราช. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : มติชน.


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 มีนาคม 2569