“ขุนนาง” ตำแหน่งในราชสำนักสยาม ทำไมต้องเน้นที่ “ชาติตระกูล” ?

ขุนนาง ตำแหน่งในราชสำนักสยาม
คณะราชทูตสยามที่เดินทางไปเจริญทางพระราชไมตรี สมัยรัชกาลที่ ๔ พุทธศักราช ๒๔๐๔ จากกรมศิลปากร

ขุนนาง ตำแหน่งในราชสำนักสยาม “ชาติตระกูล” ต้องมาก่อน

ในปัจจุบันการจะได้เข้าสู่การเป็น “ข้าราชการ” ทำได้ด้วยการสอบจากทั่วประเทศ จึงทำให้มีผู้คนมากหน้าหลายตาได้เข้ามาทำงานในหน่วยงานรัฐบาลมากขึ้น ทว่า ในอดีตการจะได้เป็นขุนนาง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นระบบการเปลี่ยนผ่านภายในตระกูล ด้วยการฝากฝังลูกของตนเองถวายตัวเป็นมหาดเล็กเข้าไปทำงานในวัง

ขุนนางในยุคสมัยนั้นจึงเต็มไปด้วยลูกขุนนางเก่าแก่มากมาย หากบรรพบุรุษเคยได้เป็นตำแหน่งไหน ส่วนใหญ่แล้วลูกหลานก็จะได้ครอบครองตำแหน่งต่อมา

แล้วเหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น?

เรื่องนี้งานวิจัย “การเสื่อมอำนาจทางการเมืองของขุนนางในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2416-2435) : ศึกษากรณีขุนนางตระกูลบุนนาค” ของชลธิดา บุนนาค ได้วิเคราะห์ไว้ ซึ่งจะขอนำมาสรุปให้อ่านแบบคร่าว ๆ ดังนี้

เจ้าพระยาภาณุวงศ์มหาโกษาธิบดี (ท้วม บุนนาค) (คนนั่ง) กับชาวคณะ ขณะปฏิบัติภารกิจในฐานะผู้แทนพระองค์รัชกาลที่ ๕ ณ ประเทศอังกฤษ ปี พ.ศ. ๒๔๒๓ เป็นต้นแบบของนโยบายกันชน หรือเจ้าพระยาภาณุวงศ์ฯ โมเดล ที่ถูกกล่าวถึงน้อยมากในหน้าประวัติศาสตร์ไทย อ่านเรื่องโดยพิสดารได้ในตอนนี้ (ขอบคุณภาพจาก คุณอรรถดา คอมันตร์)

ปกติแล้ว ตั้งแต่สมัยอยุธยาเป็นต้นมา การจะเป็นขุนนางได้ บรรดาบิดาที่ทำงานในราชสำนักก็จะฝากฝังลูกของตนเองให้เป็นมหาดเล็ก จากนั้นเมื่อพระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรเห็นคุณงามความดีที่กระทำแด่พระองค์และบ้านเมืองก็จะทรงให้มีตำแหน่งในงานราชการ แล้วค่อย ๆ เลื่อนยศไปเรื่อย ๆ บางคนถึงกับได้สืบราชการต่อจากตระกูลบิดาตนเอง 

ดังปรากฏในพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ว่า

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จาก fb สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

“…เมื่อขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยก็ดีมีบุตรต้องถวายตัวพระเจ้าแผ่นดินเปนมหาดเล็กรับราชการเปนการใช้สอยเล็กน้อยใกล้เคียงพระเจ้าแผ่นดินมีเบี้ยหวัดบ้างนิดหน่อย

เมื่อได้รับราชการอยู่ใกล้พระเจ้าแผ่นดินดังนั้นก็ได้ยินได้ฟังราชการ ขุนนางเจ้าพนักงานนำมากราบทูลและพระเจ้าแผ่นดินรับสั่งเปนการเรียนราชการอยู่เสมอ

เมื่อเจ้าแผ่นดินเห็นว่า ผู้นั้นคุ้นเคยในราชการบ้างแล้วก็ใช้ให้ไปตรวจการต่าง ๆ นำความมากราบทูล…จนเจ้าแผ่นดินเห็นว่าผู้นั้นสมควรจะมีตำแหน่งราชการก็ค่อยเลื่อยยศขึ้นไปทีละน้อย ๆ ตามลำดับ…

เพราะธรรมเนียมเปนดังนี้ ถ้าขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยมีบุตรดีที่ได้ทดลองแล้ว พระเจ้าแผ่นดินเห็นสมควรที่จะได้รับราชการสืบตระกูลบิดาได้ก็ให้เลื่อนยศให้สืบตระกูลบิดาไปบ้าง…”

การที่มีตระกูลจากบิดาที่คุ้นชินในราชสำนักสยามแล้ว จึงเป็นการง่ายขึ้นที่บรรดาลูกหลานจะได้ก้าวเข้ามาในพื้นที่ของข้าราชการมากกว่าคนทั่วไป

ยิ่งไปกว่านั้น การที่คนทั่วไปจะเข้าเกณฑ์ผู้ผ่านคัดเลือกก็เป็นเรื่องยาก จะเห็นว่า ขุนนางจะต้องผ่านข้อกำหนดหลายข้อ อย่างที่ระบุไว้ในพระราชกำหนดเก่า จ.ศ. 1102 ก็บอกไว้ว่า คุณสมบัติของผู้จะถวายตัวเป็นขุนนางต้องมีวุฒิ 4 ประการ คือ

1. ชาติตระกูล

2. อายุ

3. ความรู้ความสามารถ

4. สติปัญญา

ทั้งยังต้องมีอธิบดี 4 ประการ คือ

1. ความเพียรในราชการ

2. ความกล้าหาญในการสงคราม

3. ความฉลาด

4. ความสามารถในการหาสิ่งของที่พระมหากษัตริย์ต้องพระราชประสงค์มาถวาย

คนที่มาจากตระกูลขุนนางเดิมย่อมได้เปรียบ เพราะในวุฒิทั้ง 4 ประการ ข้อแรกก็มีเรื่องชาติตระกูลแล้ว 

ส่วนเรื่องความรู้ความสามารถและสติปัญญา เรื่องนี้พวกเขาก็เรียนรู้จักบรรพบุรุษของตน ซึ่งเดิมความรู้ความสามารถดังกล่าวก็จะได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น สมัยก่อนไม่มีโรงเรียนสอน คนจะสอนกันเฉพาะคนที่อยู่ในสายเลือดสายตระกูลเดียวกันเท่านั้น เพื่อไม่ให้ความรู้วิชาของตระกูลตนเองเล็ดลอดออกไป ซึ่งเรื่องนี้ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็ทรงกล่าวว่า

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กรมดำรง เจ้ากระทรวงมหาดไทย เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ภาพ : กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมศิลปากร)

“…ในสมัยโบราณนั้นยังไม่มีโรงเรียนซึ่งใครสมัครเรียนวิชาอย่างไรจะอาจเรียนได้ตามชอบใจ บุคคลทั้งหลายได้อาศัยวิชาการต่าง ๆ ในสกุลของตนเองเป็นประมาณเป็นต้นว่า บุคคลซึ่งเกิดในตระกูลผู้ปกครอง เช่น ราชสกุลก็ดี สกุล เสนาบดีและเจ้าบ้าน การเมืองก็ดี ย่อมได้โอกาสศึกษาวิธีการปกครองมากกว่าบุคคลจำพวกที่เกิดในสกุลทำสวนทำนา… ผู้เป็นชั้นนายจึงมักอยู่ในสกุลซึ่งได้คุ้นเคยแก่ราชการที่ทำสืบมา…”

ทั้งนี้ยังมีเหตุผลปรากฏอยู่ใน “พระราชกำหนดเก่า” อีกว่า เหตุที่ต้องมีการเลือกสรรบุคคลที่จะเข้าเป็นขุนนาง โดยเน้นที่ชาติตระกูลเป็นสำคัญ เนื่องจาก “พระราชสถานนั้นกอปรด้วยเครื่องประดับประดาอลังการทั้งปวง เปนที่ห้ามแหนบุคคลจะได้เหนเปนอันยาก อนึ่งพระสุรเสียงแลองค์พระมหากระษัตร (สะกดตามต้นฉบับ-ผู้เขียน) เจ้านั้น ยากที่บุคคลที่จะได้ยินได้เหน”

นี่จึงเป็นเหตุผลส่วนหนึ่งว่า ทำไมคนที่จะได้เป็นขุนนางถึงมาจากผู้ที่มีตระกูลดีหรือบรรพบุรุษเป็นขุนนาง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


อ้างอิง : 

http://www.thapra.lib.su.ac.th/objects/thesis/fulltext/snamcn/Cholticha_Bunnag/Cholticha_Bunnag_fulltext.pdf


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2569