“การเมืองสามเส้า” อำนาจจอมพล ป. ถดถอย ก่อน “เลือกตั้งสกปรก” พ.ศ. 2500

จอมพล ป. พิบูลสงคราม ผิน ชุณหะวัณ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประกอบเรื่อง การเมืองสามเส้า ก่อน เลือกตั้งสกปรก
จอมพล ป. พิบูลสงคราม (กลาง) พ.ศ. 2496

การเลือกตั้งวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 คือการเลือกตั้งสกปรกครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ดังมีหลักฐานเป็นเอกสารคำฟ้องของพรรคฝ่ายค้านในขณะนั้น ที่กล่าวหาว่าฝ่ายรัฐบาลนำโดย จอมพล ป. พิบูลสงคราม กับพรรคเสรีมนังคศิลา ใช้สารพัดวิธี โกงการเลือกตั้งเพื่อจะกลับมามีอำนาจบริหารบ้านเมืองอีกครั้ง

สถานการณ์ทางการเมือง และอำนาจที่ถดถอยของจอมพล ป. คือปัจจัยหนึ่งที่นำไปสู่เหตุการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะการเกิด “ขั้วอำนาจ” ใหม่ ซึ่งโดดเด่นขึ้นมาภายใต้รัฐบาลของท่านเอง

จอมพล ป. พิบูลสงคราม

“การเมืองสามเส้า” ก่อนเลือกตั้งสกปรก พ.ศ. 2500

หลังรัฐประหาร พ.ศ. 2490 โดยจอมพล ผิน ชุณหะวัณ ได้ดึงจอมพล ป. กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง การกลับมาเป็นผู้นำประเทศรอบที่ 2 แตกต่างจากตอนเป็นนายกรัฐมนตรีรอบแรกในช่วง พ.ศ. 2481-2487 เพราะจอมพล ป. เป็นเหมือน “ดาวฤกษ์” เข้ามาในฐานะผู้บัญชาการทหารบก แล้วเลื่อนขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในสงครามอินโดจีน ในยุคนั้นถือได้ว่าท่านทั้งมีความสามารถ และความเป็นผู้นำไม่ได้ด้อยกว่าใคร

แต่พอมาเป็นนายกรัฐมนตรีรอบที่สอง จอมพล ป. กลายเป็น “ดาวเคราะห์” ไม่มีแสงสว่างในตัวเอง เพราะมีคณะรัฐประหารให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ทั้งกลุ่มการเมืองอื่น ๆ ก็พยายามแข่งขันอำนาจกับท่านด้วย

สำหรับขั้วอำนาจใหม่เติบโตขึ้นมา ขั้วหนึ่งคือ พลเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้บัญชาการทหารบก และรัฐมนตรีช่วยการกระทรวงกลาโหม กับอีกขั้วคือ พลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ดังนั้น สภาพการเมืองไทยก่อนเลือกตั้ง พ.ศ. 2500 จึงเป็นการเมืองแบบ “สามเส้า” มี 3 กลุ่มอำนาจ โดยจอมพล ป. พยายามคานอำนาจกับทั้งสองกลุ่ม พร้อมกับหาวิธีดึงหรือเพิ่มอำนาจให้ตัวเองด้วย

จอมพล ป. พิบูลสงคราม และพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ (ขอบคุณภาพจาก คุณประวิทย์ สังข์มี)

ประมาณ พ.ศ. 2498 จอมพล ป. ได้เดินทางรอบโลกจากคำเชิญของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา การเดินทางในครั้งนั้นส่วนหนึ่งมาจากความอึดอัดใจเกี่ยวกับปัญหาทางการเมืองไทยที่ท่านไม่สามารถตัดสินใจทำอะไรได้ตามต้องการ เพราะรัฐมนตรีที่ร่วมในคณะรัฐบาลหลายคนคือคณะรัฐประหารที่มีบุญคุณสนับสนุนให้กลับมามีอำนาจ ส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลส่วนใหญ่ก็อยู่ใต้อำนาจของพลตำรวจเอกเผ่า

เมื่อเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยแล้ว จอมพล ป. พยายามสร้างบรรยากาศการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น เช่น อนุญาตให้สื่อมวลชนสัมภาษณ์ คือเปิดให้ผู้แทนหนังสือพิมพ์เข้าพบ และสัมภาษณ์นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือบุคคลสำคัญที่ทำเนียบรัฐบาลเป็นประจำทุกสัปดาห์ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหม่มากในสมัยนั้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังเปิดโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม แสดงความคิดเห็นทางการเมือง และวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลในที่สาธารณะ หรือที่เรียกว่า “ไฮค์ปาร์ค” ซึ่งเอาแบบอย่างมาจากอังกฤษ และที่สำคัญคือ มีการยกร่างพิจารณา และตราพระราชบัญญัติพรรคการเมืองขึ้นเป็นครั้งแรก โดยประกาศใช้ในวันที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2498

นับแต่นั้นมาประเทศไทยเลยมีพรรคการเมืองเกิดขึ้นมากมายหลายพรรค เริ่มจากพรรคการเมืองพรรคแรกคือ พรรคเสรีมนังคศิลา ของจอมพล ป. ต่อมาก็คือ พรรคประชาธิปัตย์ ที่มีหัวหน้าพรรคคือ นายควง อภัยวงศ์ ซึ่งเป็นคู่แข่งหลักกับพรรคเสรีมนังคศิลาของฝ่ายรัฐบาล อันจะนำไปสู่การเลือกตั้งสกปรก 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2500 

ภาพเหตุการณ์ที่ จอมพลสฤษดิ์ นำคณะนักศึกษาเข้าพบ จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่ทำเนียบรัฐบาล ภาพหลังจากการเดินขบวนประท้วงการเลือกตั้งสกปรก พ.ศ. 2500

เกิดอะไรขึ้นบ้างในการเลือกตั้งครั้งนั้น ที่ว่า “โกงเลือกตั้ง” โกงกันยังไง แล้วสถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไรต่อ? เจาะลึกได้ใน “สับประวัติศาสตร์ ZAB HISTORY ผ่าการเมืองเบื้องหลัง ‘เลือกตั้งสกปรก’ พ.ศ. 2500”

อ่านเพิ่มเติม : 

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่


เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 มกราคม 2569